นับถอยหลัง โผทหาร ทัพไทย-สมช.จับตา ‘เสธ.จุ๊ฟ-เสธ.เอี่ยว’ จ่อชิง เสือป่า 1 กองทัพ ปึ้ก รัฐบาล โชว์เขมร ‘อนุทิน’ นำขุนพล เยือนเวียดนาม
รายงานพิเศษ
นับถอยหลัง โผทหาร
ทัพไทย-สมช.จับตา
‘เสธ.จุ๊ฟ-เสธ.เอี่ยว’ จ่อชิง เสือป่า 1
กองทัพ ปึ้ก รัฐบาล โชว์เขมร
‘อนุทิน’ นำขุนพล เยือนเวียดนาม
แม้ว่า “เลขาฯ หนุ่ม” นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2570 แต่กลับมีกระแสข่าวสะพัดมาเป็นแรมเดือน ทั้งใน สมช. เองและในกองทัพ ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาฯ สมช. ในฤดูกาลโยกย้ายปลายปีนี้ก็ตาม
แต่ก็ยังไม่เคยมีการส่งสัญญาณใดจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่คุมความมั่นคงเองว่าจะเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.
แม้ที่ผ่านมาจะมีการวางตัวขุนพลด้านความมั่นคงใหม่ ทั้งการตั้ง ผอ.นุ้ย นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) มาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
และเล็งที่จะตั้ง บิ๊กอั๋น พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นประธานคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) แต่ต้องรอที่ประชุม สมช.อนุมัติก่อนที่จะนำเสนอต่อ ครม.
จนทำให้ถูกจับตามองว่าอาจจะมีการเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.ด้วยหรือไม่ เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบทบาทที่อาจไม่โดดเด่นไม่เข้าตาเท่าที่ควร

ประกอบกับบทบาทของ เสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร เริ่มโดดเด่นในด้านความมั่นคงมากขึ้น โดยได้รับความไว้วางใจจากนายอนุทิน และร่วมคณะลงพื้นที่และมาร่วมประชุมพบปะกับนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง
รวมถึงการได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการคณะพูดคุยสันติสุขใต้ด้วย
จึงทำให้เกิดกระแสข่าวลือทั้งในกองทัพและใน สมช.ว่า พล.อ.ณัฐพงษ์อาจจะเป็นเลขาธิการ สมช.คนต่อไป
โดยเฉพาะในการเดินทางไปเยือนเวียดนามของนายอนุทิน ที่นำ ครม.ชุดใหญ่พร้อม รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพพร้อมหน้า ซึ่งถือว่าเป็นการทูตเชิงรุกด้านความมั่นคง แต่ในคณะกลับไม่มีนายฉัตรชัย เลขาฯ สมช.ด้วย ทั้งๆ ที่ สมช.มีความร่วมมือใกล้ชิดกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนาม และจะมีประชุมคณะทำงานร่วมความร่วมมือและความมั่นคงไทย-เวียดนาม ในช่วงปลายปีนี้ ก็ยิ่งทำให้เกิดกระแสข่าวลือการเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.หนาหูขึ้นมาอีก
ประกอบกับการที่ พล.อ.ณัฐพงษ์ก็ไม่เคยออกมาปฏิเสธข่าว เมื่อมีสื่อแซวถามหยั่งเชิง ก็จะแค่ยิ้ม หรือหัวเราะเท่านั้น เสมือนทิ้งปริศนา

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า พล.อ.ณัฐพงษ์ได้ยืนยันกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพ โดยเฉพาะกองบัญชาการกองทัพไทยแล้วว่าไม่เป็นความจริง ยังไม่เคยได้รับสัญญาณหรือการทาบทามใดๆ
อีกทั้งเลขาฯ สมช.คนปัจจุบันยังไม่เกษียณ โดยจะเกษียณตุลาคม 2570 จึงเป็นแค่กระแสข่าวลือ และสื่อก็นำไปวิเคราะห์เท่านั้น
ย้อนหลังที่มาของกระแสข่าวนี้มาจากข่าวลือใน สมช. ในรั้วทำเนียบรัฐบาล ในช่วงที่มีการเตรียมออกคำสั่งแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีชื่อของ พล.อ.ณัฐพงษ์มาเป็นเลขาฯ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเลขาฯ สมช.หรือไม่
อย่างไรก็ตาม หาก พล.อ.ณัฐพงษ์ยังคงอยู่ในกองทัพ รับราชการต่อไปตามปกติ ก็ถือว่าเป็นแคนดิเดตที่จะลุ้นขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกคนหนึ่ง โดยถูกจับตามองว่าจากรองเสนาธิการทหาร ในโยกย้ายปลายปีนี้ ก็อาจจะขยับขึ้นเป็นเสนาธิการทหาร
ซึ่งก็ถือว่าจ่อที่จะชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ และมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571

แม้ว่าแคนดิเดตที่เป็นเต็งหนึ่ง ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปัจจุบันจะเป็น เสธ.จุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหารซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ก็ตาม
แต่ทว่าเรื่องแบบนี้ ในหมู่เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 ก็บอกว่าอะไรก็ไม่แน่ โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ณัฐพงษ์ทำงานใกล้ชิดฝ่ายการเมือง และมีโอกาสแสดงผลงาน โดยเฉพาะในฐานะของเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) และมีบทบาทสำคัญในการเจรจา และทำข้อตกลงต่างๆ ในห้วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ชิดชนกก็ได้รับการยอมรับในเรื่องความรู้ความสามารถ และเติบโตมาในกองบัญชาการกองทัพไทยยาวนาน โดยเฉพาะในส่วนของกรมยุทธการทหาร ตั้งแต่ผู้อำนวยการกอง จนขึ้นไปเป็นเจ้ากรมยุทธการทหาร บริหารจัดการเรื่องการฝึกร่วมต่างๆ กับมิตรประเทศ โดยเฉพาะคอบร้า โกลด์ ก่อนที่จะขึ้นเป็นเสนาธิการทหาร ที่เสมือนเป็นตำแหน่งที่จ่อที่จะขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือแม้แต่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตรงเลย
ดังนั้น จึงเป็นที่จับตามองว่า ในการโยกย้ายปลายปีนี้ เส้นทางของ พล.อ.ชิดชนกจะขยับขึ้นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเลย หรือว่าจะนั่งเป็นเสนาธิการทหารต่อเป็นปีที่ 2 แล้วก็สามารถที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต่อจาก ผบ.หยอย พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ที่จะเกษียณราชการตุลาคม 2570 นี้ได้เลย เนื่องจากเป็นนายทหารที่มีความรู้เชี่ยวชาญงานในกองบัญชาการกองทัพไทยมากที่สุดคนหนึ่งของกองทัพ
แต่หาก พล.อ.ณัฐพงษ์จะต้องขยับขึ้นเสนาธิการทหาร ก็อาจทำให้ พล.อ.ชิดชนกต้องหลบทางให้หรือไม่ แล้ว พล.อ.ชิดชนกก็จะขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อจ่อขึ้นแทน พล.อ.อุกฤษฎ์ ในตุลาคม 2570
แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีใครอยากพูดถึง เพราะอาจทำให้ พล.อ.ชิดชนกกับ พล.อ.ณัฐพงษ์กลายเป็นคู่แคนดิเดตกัน และอาจทำให้บรรยากาศในกองทัพไทยตึงเครียด เลยทำให้กระแสข่าวที่ว่า พล.อ.ณัฐพงษ์จะข้ามฟากไปเป็นเลขาธิการ สมช.จึงยังคงสะพัดอยู่ทั้ง สมช. และในกองทัพไทย และไม่ได้ถูกปฏิเสธ

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.อุกฤษฎ์ ว่าจะสนับสนุนให้ใครทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไป เพราะ พล.อ.ชิดชนก และ พล.อ.ณัฐพงษ์ ก็ถือว่าเป็นคนละสไตล์
เพราะท้ายที่สุดแล้วการเมืองก็ไม่สามารถที่จะแทรกแซงการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพได้
ดังนั้น ปัจจัยทางการเมืองแม้จะเป็นเงื่อนไขหนึ่ง แต่อยู่ที่ พล.อ.อุกฤษฎ์จะเห็นว่าใครเหมาะสมกับสถานการณ์ และงานความรับผิดชอบของกองทัพในยุคปัจจุบัน
ดังนั้น เก้าอี้เลขาธิการ สมช.จึงยังอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะในยุคปัจจุบันที่สถานการณ์และปัญหาด้านความมั่นคงเข้มข้นทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ก็อาจจำเป็นที่จะต้องมีเลขาธิการ สมช.ที่เป็นทหารอีกครั้ง
แต่เนื่องจากนายฉัตรชัยยังไม่เกษียณราชการ โอกาสที่จะมีการเปลี่ยนตัวจึงน้อยลง เว้นเสียแต่ว่านายอนุทินจะขยับให้นายฉัตรชัยมาเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตำแหน่งนี้จะเกษียณราชการตุลาคม 2569 นี้พอดี
แต่หากนายฉัตรชัยไม่ยินยอม การใช้อำนาจฝ่ายการเมืองในการโยกย้ายข้าราชการประจำ ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม เพราะในอดีตในยุครัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้น เก้าอี้เลขาฯ สมช. ก็ถูกฟ้องร้องจน น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ แม้ว่าในเวลานั้นจะเป็นเกมการเมือง เพื่อเปิดทางให้เกิดการรัฐประหารก็ตาม
ดังนั้น ยังมีเวลาอีกกว่า 1 ปี ที่ พล.อ.ชิดชนก และ พล.อ.ณัฐพงษ์จะแสดงบทบาทของความเป็นผู้นำ และผลงานในการแก้ปัญหาต่างๆ ก่อนที่ พล.อ.อุกฤษฎ์จะตัดสินใจในกันยายน 2570

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของกองทัพในยุคปัจจุบัน ยังคงมีความเป็นเอกภาพเป็นปึกแผ่น โดยผู้บัญชาการเหล่าทัพ มี บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกลาโหม และ พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นพี่ใหญ่ในฐานะเตรียมทหารรุ่น 24
ส่วนบิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. และบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. เป็นรุ่นน้องเตรียมทหาร 26 ที่มีความเป็นเอกภาพ
แม้ว่าตัว พล.อ.พนา ซึ่งมีบุคลิกลักษณะสันโดษไม่ค่อยชอบออกงาน และมักจะเลือกมอบหมายให้กับนายทหารระดับห้าเสือกองทัพบก แยกย้ายกันไปแทนตามสายงาน
ที่สำคัญคือการทิ้งระยะห่างกับฝ่ายการเมืองพอสมควร โดยในห้วงที่ผ่านมา หากนายอนุทินเรียกพบหรือหารือในนามตัวแทนของกองทัพบก พล.อ.พนาก็มักจะมอบหมายให้ เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายอนุทินอยู่แล้ว มาแทน รวมถึงการลงพื้นที่ต่างๆ
แต่อย่างไรก็ตาม ในงานสำคัญต่างๆ และงานประชุมสำคัญ พล.อ.พนาจะมาร่วมงานและประชุมด้วยตนเอง

ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 5 คน ร่วมคณะของนายอนุทิน เดินทางไปเยือนเวียดนาม เมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 10 ปี ที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 5 คนร่วมคณะเดินทางไปต่างประเทศด้วยกัน
ทั้งนี้ เพราะการเยือนเวียดนาม ถือเป็นการเดินเกมการทูตเชิงรุกด้านความมั่นคง และงานการทูตฝ่ายทหาร Defence Diplomacy ที่นายกรัฐมนตรีนายอนุทิน และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว. ต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการทูตเชิงรุก เชิงป้องกัน จึงทำให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพพร้อมใจกันร่วมคณะ
อีกทั้งมี บิ๊กดุลย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ร่วมคณะด้วย
อย่างไรก็ตาม พล.อ.พนาไม่ได้เดินทางร่วมคณะในไฟลต์เดียวกับนายกรัฐมนตรีและคนอื่นๆ โดยแยกเดินทางในส่วนคณะของกองทัพบก ไปรอที่เวียดนามก่อน เพื่อตรวจเยี่ยมสำนักผู้ช่วยทูตทหารบก ที่กรุงฮานอย และประชุมเตรียมการ ในการที่จะหารือความร่วมมือกับกองทัพเวียดนาม เนื่องจาก พล.ท.อดุลย์นัดหมายนำผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าพบหารือ รมว.กลาโหมเวียดนาม ในการเดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารต่างๆ
เพราะเป้าหมายของการเยือนครั้งนี้ของฝ่ายไทย คือการแสดงถึงการให้เกียรติและให้ความสำคัญกับเวียดนาม เพราะมีรัฐมนตรีร่วมคณะมาหลายคน และโดยเฉพาะผู้นำฝ่ายทหารที่มาครบกันทุกคน และจะเป็นการเริ่มต้นของการกระชับความสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และจะเพิ่มเติมความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยจะไม่มองว่าเวียดนามเป็นคู่แข่ง แต่จะใช้นโยบาย “จะเติบโตไปด้วยกัน”
เสมือนจะเป็นการส่งสัญญาณไปถึงกัมพูชา เพราะเวียดนามก็มีปัญหาเรื่องข้อพิพาทดินแดนกับกัมพูชา จึงเป็นที่จับตามองถึงนโยบายการทูตระหว่างประเทศแบบที่เรียกว่าแซนด์วิช คือดึงทั้งลาว และเวียดนาม มาเป็นพวก หรืออย่างน้อยก็เป็นกลาง
การที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไปเยือนเวียดนามด้วยจึงเป็นการแสดงออกถึงภาษากายให้เห็นถึงการให้ความสำคัญ ซึ่งฝ่ายไทยก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากฝ่ายผู้นำเวียดนาม แม้ว่าเวียดนามเองจะต้องระมัดระวังตัวในเรื่องของการแสดงออกและจุดยืนก็ตาม
พร้อมกันนั้น การที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพมากันพร้อมหน้า ยังเป็นการเสริมบารมีให้กับนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีพลเรือนคุมความมั่นคงและคุมกลาโหมเอง
โดยในระหว่างการเดินทาง นายอนุทินซึ่งอยู่บนเครื่องบินของกองทัพอากาศได้เดินมาทักทายผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมนั่งพูดหารือเรื่องสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงยุทธศาสตร์การทูต การเยือนเวียดนาม
ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่นายอนุทินได้พบปะพูดคุยกับผู้บัญชาการกองทัพทั้งห้าคนแบบพร้อมหน้า ในระหว่างการเดินทาง
นอกเหนือจากที่ผ่านมาตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีนายอนุทินได้มีประเพณีในการรับประทานอาหารกับผู้บัญชาการเหล่าทัพมาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อสร้างความรู้จักและความคุ้นชิน รวมถึงการพูดคุยเรื่องงานไปด้วยในตัว
ที่สำคัญที่สุดคือ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพระหว่างนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีกับรัฐบาลและกองทัพ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศมีศึกนอกกับกัมพูชา ที่กำลังเสริมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะมีจีนสนับสนุนอาวุธให้ โดยเฉพาะการมีดีลรถถัง T59 D ให้กัมพูชาถึง 93 คัน แม้จะเป็นรถถังรุ่นเก่าแต่ก็มีการปรับปรุงและเพิ่มศักยภาพใหม่ ที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย
ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงไทยประเมินว่าดีลของจีนกับกัมพูชานี้เป็นข้อตกลงพิเศษ จากการที่จีนขอเช่าใช้ฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา นาน 99 ปี โดยไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน แต่จะจ่ายเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์แทน รวมทั้งเป็นความร่วมมือแบบ 2+2 กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมจีน-กัมพูชา ที่จีนจะช่วยเสริมศักยภาพให้กองทัพกัมพูชา
ดังนั้น กองทัพไทย ผู้บัญชาการเหล่าทัพจึงโชว์ความกลมเกลียวเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว เพื่อแสดงให้กัมพูชาเห็นว่าไม่สามารถที่จะแทรกแซงทำให้เกิดความแตกร้าวในกองทัพ โดยเฉพาะระหว่างกองทัพ กับรัฐบาลเหมือนในยุคที่ผ่านมาได้
