ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
| การศึกษา
กําลังเป็นประเด็นลุกลาม สำหรับปัญหาการสอบคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 7,588 อัตรา ที่จะกลายเป็นไฟไหม้ฟาง ซึ่งยังต้องจับตาว่าจะดับลงได้จริงหรือไม่!!
หลังครูสาวรายหนึ่งโพสต์คลิปขอความเป็นธรรม ระบุว่า เป็นลูกจ้าง ในรูปแบบจ้างเหมาบริการ ในสังกัด สพฐ.งบครูขาดแคลนขั้นวิกฤต ทำงานมาเกือบ 7 ปี ด้วยเงินเดือน 15,000 บาท
ต่อมาทาง สพฐ.ประกาศเปลี่ยนอัตรา จากจ้างเหมาบริการมาเป็น ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ ในตำแหน่งครู จำนวน 7,588 ตำแหน่ง และมีการปรับเพิ่มเงินเดือนและได้รับสิทธิประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ได้มีการจัดสอบคัดเลือกรอบใหม่ สามารถรับได้ 6 คน
แต่ผู้ร้องสอบได้อันดับที่ 8 จึงไม่ได้รับการคัดเลือก ทำให้ต้องตกงานแบบกะทันหัน!!
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากการที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) อนุมัติให้ สพฐ.เปลี่ยนอัตราจ้างเหมาบริการเป็นลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 7,588 อัตรา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย ครูช่วยสอน ครูสอนศาสนาอิสลาม และครูพี่เลี้ยงโครงการกีฬา จากที่ สพฐ.เสนอขอเปลี่ยนทั้งสิ้น 69,239 อัตรา แต่ได้รับอนุมัติเพียง 7,588 อัตรา
เพื่อแก้ปัญหาที่ครูอัตราจ้างเรียกร้องมาอย่างยาวนาน หลังจากในอดีตมีการปรับสถานะจาก “ลูกจ้างชั่วคราว” ไปเป็น “จ้างเหมาบริการ” ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ส่งผลให้สูญเสียสิทธิประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม
จนถึงขั้นรวมตัวแต่งชุดดำบุก ศธ. เพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ช่วยแก้ปัญหามาแล้วหลายยุคหลายสมัย
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการเปลี่ยนสถานะดังกล่าวต้องดำเนินการผ่านกระบวนการคัดเลือกใหม่ โดย สพฐ.กำหนดให้เปิดรับสมัครเป็นการทั่วไป ไม่ได้ให้สิทธิผู้ปฏิบัติงานเดิมผ่านเข้ารับตำแหน่งโดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาหลักความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติเข้าถึงตำแหน่งอย่างเท่าเทียม และสามารถตรวจสอบได้
ผลจากการคัดเลือกที่เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ครูจ้างเดิมบางส่วนสอบตก และถูกผู้สมัครรายใหม่เข้ามาแทนที่ จนเกิดกระแสเรียกร้องขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจในวงกว้าง ร้อนถึง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้สั่งการให้ สพฐ.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว
เบื้องต้นมีรายงานว่ามีครูกว่า 100 คน ใน 50 เขตพื้นที่ฯ ได้รับผลกระทบ แต่หลังจากตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด พบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเหลือประมาณ 80 ราย
ล่าสุด รัฐบาลสั่งการให้ สพฐ.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่ากระบวนการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักธรรมาภิบาล
โดยกำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดของกระบวนการคัดเลือกอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับผู้สมัครทุกคน และให้ สพฐ.พิจารณาแนวทางดูแลและรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาเป็นสำคัญ
คาดว่าแนวทางเยียวยาเบื้องต้นหนีไม่พ้นให้เขตพื้นที่ฯ จัดหางบประมาณจ้างเหมาบริการต่อเนื่อง หากผลงานดี เป็นที่ประจักษ์ อาจส่งผลให้ได้รับคัดเลือกในรอบถัดไป ในตำแหน่งอื่น
เพราะต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนสถานะจากจ้างเหมาบริการเป็นลูกจ้างชั่วคราวครั้งนี้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครูอัตราจ้าง ทั้งในด้านรายได้และสวัสดิการ พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานอย่างครบถ้วน โดยกลุ่มครูผู้ช่วยที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) จะได้รับอัตราเงินเดือนสูงสุดถึง 19,120 บาท กลุ่มครูผู้ช่วยวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับอัตราเงินเดือน 18,220 บาท ขณะที่กลุ่มครูช่วยสอน ครูพี่เลี้ยง และครูสอนศาสนาอิสลาม จะได้รับอัตราเงินเดือนรวมค่าครองชีพเริ่มต้นที่ 11,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างชั่วคราวในรอบนี้ มีสัญญาจ้างเพียง 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ดังนั้น แม้จะสอบผ่านล็อตแรกเข้าไปได้ แต่ก็ยังต้องลุ้นต่อไปว่า คปร.จะอนุมัติอัตราเดิมต่อเนื่องในปี 2570 ให้หรือไม่
หากไม่ได้รับอนุมัติต่อเนื่อง ลูกจ้างชั่วคราวกลุ่มนี้ก็ต้องกลับไปเป็นจ้างเหมาบริหารเช่นเดิม โดยขณะนี้ สพฐ.ได้จัดแผนกรอบอัตรากำลังที่มีความจำเป็นอีกว่า 10 ตำแหน่ง อาทิ ธุรการ ภารโรง ฯลฯ เพื่อเสนอให้ คปร.พิจารณาต่อไป
ขณะเดียวกัน คปร.ตั้งข้อสังเกตว่า การอนุมมัติกรอบดังกล่าวถือเป็นภาระของงบประมาณแผ่นดิน ที่สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ และการบริหารอัตรากำลังคนภาครัฐที่มีแนวโน้มจะลดขนาดจำนวนข้าราชการลง อีกทั้ง ศธ.เองยังเป็นกระทรวงที่มีบุคลากรมากที่สุด เป็นอันดับ 1 ของประเทศ
ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงยังไม่ใช่เพียงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่รวมถึงความชัดเจนของการบริหารอัตรากำลังในอนาคต
ที่สำคัญคือ มาตรการป้องกันการทุจริต โดนเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ ศธ.ในภาพรวม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
