bg-single

520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (9)

15.06.2026

บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ

520 วัน บันทึกของคำจากลา

ในโลกหลังกำแพง (9)

พลังของปลายปากกา

“ตื่นสายอีกแล้วนะขนุน” เป็นคำทักแรกประจำวันไปแล้วของพี่ไก่ที่เห็นเราลืมตาขึ้นมา

“กี่โมงแล้วครับพี่” เราถามกลับไปพร้อมบิดคลายความขี้เกียจให้หายไปจากร่าง

“จะ 9 โมงแล้ว ตื่นๆ กินข้าวก่อนจะได้มีแรง” ก่อนพี่ไก่จะเอากล่องอาหารเช้าเรามาวางไว้ตรงหน้าเรา เห็นอย่างงี้เราก็จำใจลุกขึ้นไปล้างหน้า เข้าห้องน้ำ เพื่อเตรียมตัวมากิน

วันนี้เป็นวันที่เสียงประกาศที่ดังก้องทั่วแดนเงียบลง “วันหยุดโคตรจะน่าเบื่อเลย” เสียงดังขึ้นมาจากเสี่ยโก้

“นั่นสินะ วันนี้ก็วันอาทิตย์เข้าให้แล้ว น่าจะวันที่ 31 แล้วมั้ง” เราคิดพร้อมหยิบปากกาขึ้นมาทำปฏิทิน อ้าวเป็นไรหว่า เพิ่งเขียนได้นิดเดียวเอง สีหมึกค่อยๆ จางลงจนดับหายไป ชิบก๊ายหมึกหมด สงสัยได้ซื้อเหมาเข่งละงานนี้ ปากกาบ้าอะไรหมึกจะหมดง่ายขนาดนี้

เมื่อคิดไปบ่นมาคนเดียว อยู่ๆ ก็นึกถึง 3 ปีก่อนที่เคยวาดรูปกับพี่แอมมี่ตอนติดคุกครั้งแรก และนึกถึงคดี 6 ตุลาคม 2519 ที่เหล่าผู้ต้องขังการเมืองต่างเขียนจดหมายเพื่อต่อสู้ แม้กายจะถูกจองขัง เมื่อกาลผ่านไป บันทึกเหล่านี้จะยังคงอยู่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น

เมื่อคิดได้งี้ จากเดิมเราจะเขียนเป็นไดอารี่ระบายความรู้สึกกับเรื่องในวันนั้น เราก็เพิ่มภาพวาดและรายละเอียดอย่างเป็นระบบเข้าไปด้วย

“เราจะสู้ด้วยปลายปากกาของเรา”

แต่ก่อนอื่น “แม่งหมึกหมดไรไวขนาดนี้ เมื่อไหร่จะไปซื้อของได้เนี่ย” สิ้นเสียงในหัว พี่แซมก็เดินมาพร้อมกับเสียงเรียก “อ้าว ถึงเวลาซื้อของละ ใครจะซื้อเตรียมตัวออกมาตั้งแถวนะ” ก่อนเสียงดัง ‘แก๊ก’ จะดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าได้เวลาแล้ว เราและทุกคนจึงเข้าแถวเดินไปร้านค้าตามระเบียบเช่นทุกวัน

“เอาปากกาแดง 1 น้ำเงิน 5 ครับ อ๋อๆ เอาน้ำ 3 ขวดด้วยครับ” เราพูดพร้อมจิ้มนิ้วโป้งไปยังแท่นสแกนนิ้วของร้านค้า พลางพยายามเพ่งมองเข้าไปผ่านซี่กรงเล็กๆ ว่าข้างในมีของอะไรที่ควรซื้ออีกหรือเปล่า

เมื่อแล้วเสร็จ เราเดินมานั่งรอเรียกรับของ ก่อนเห็นเจ้าลูกแมวตัวสีน้ำตาลไหม้ นอนกลิ้งๆ บนพื้นเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เมื่อมีใครที่อาจหาญกล้าไปจับเข้าละก็ น้องก็พร้อมสวบในทันที (เราโดนมาแล้วหนึ่งแผล ครั้งแรกในชีวิตเลยที่โดนแมวข่วน โคตรดุ)

“ไอ้หอก นี่มันกับดักชัดๆ” แต่เมื่อเราคิดไป ถ้าไม่มีน้องก็คงเหงาน่าดู จะมีอะไรน่ารักไปกว่าแมวที่วิ่งเล่นไปมา แต่ยังไงน้องก็ไม่รู้ว่าโลกโดยรอบคือคุกที่มีกำแพงสูงใหญ่ขวางกั้นน้อง โลกทั้งใบของน้องคือในนี้ แต่เราที่เป็นคนจากข้างนอกต้องเข้ามาอยู่ในนี้ ช่างแสนทุกข์ทรมานจากโลกอันว่างเปล่าที่มีกองอิฐสูงกั้นเรากับอิสรภาพ กับโลกที่คุ้นเคย “ยังดีน้องยังน่ารัก ไม่ทำให้เครียดไปกว่านี้”

แต่เมื่อคิดไปคิดมาก็ชวนให้นึกถึงบทความเรื่องที่เรือนจำสหรัฐนำแมวจรมาใช้บำบัดจิตใจผู้ต้องขัง ถ้าใครทำตัวไม่ดีจะยึดแมวคืน (โหดร้ายจัด) ซึ่งได้ผลในทางที่ดี เพราะผู้ต้องขังต่างตอบรับนโยบายนี้ และอัตราการทะเลาะภายในเรือนจำน้อยลง

“เออ น่าเขียนนะบทความเรื่องแมวในเรือนจำ” เมื่อคิดได้อย่างงี้ ระหว่างขากลับห้อง เราก็เอ่ยปากถามพี่แซม เพื่อหวังพบเจ้าหน้าที่จะได้เสนอไอเดียเขียนบทความนี้ เรามองโลกอย่างสวยเลยตอนนั้น คิดว่าเขาจะเปิดโอกาสเหมือน “เรื่องเล่าชาวเรือนจำ” ของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา แต่ความจริงกลับต่างออกไป

คำตอบสั้นๆ ที่เราได้รับคือ “ไม่ เป็นผู้ต้องขังก็อยู่เฉยๆ ไป ไม่ต้องทำอะไร” พี่แซมตอบกลับ พร้อมปิดประตูใส่เราไปพร้อมกับเก็บไอเดียนี้เข้ากระเป๋าไป

เราที่เดินหน้าจ๋อยๆ กลับมานั่งที่นอนตัวเองก่อนพี่ไก่เดินเข้ามาหา

“มีอะไรเหรอขนุน เห็นคุยกับพี่แซมตลอดทางเลย” พี่ไก่ถามด้วยความสงสัย

“อ๋อ ไม่มีอะไรครับ ผมแค่อยากหาอะไรทำ อยู่ในห้องอุดอู้ไปก็ไม่ได้ทำอะไร” เราตอบกลับไปพร้อมสีหน้าเบื่อหน่ายกับความว่างเปล่าภายในนี้

“งั้นลองมาหาอะไรทำด้วยกันมั้ยล่ะ ดูสิโอริเวอร์ยังออกกำลังกายเลย หาอะไรทำจะได้ไม่เครียด” พี่ไก่เสนอ

“อืมมมมม ทำไรดี ผมก็ชอบเขียนอย่างเดียวด้วย แต่จะว่าไปผมก็อยากฝึกอังกฤษนะ ไหนๆ ก็มีเจ้าของภาษาอยู่ตรงนี้แล้ว” ก่อนเรายกมือเรียกโอริเวอร์ที่วิดพื้นอยู่เพื่อชวนคุย

“นายช่วยสอนภาษาให้เราได้มั้ย แบบเขียนศัพท์ให้เราจำไปแต่งประโยควันละ 10 คำ ตอนประมาณ 1 ทุ่มมานั่งคุยกัน ได้ฝึกพูดด้วย” เราบอกไอเดียนี้ไป

“Why not?” (ทำไมจะไม่ล่ะ) โอริเวอร์ตอบ ก่อนเรายื่นสมุดให้โอริเวอร์ไปเขียนศัพท์ พร้อมชวนคุยเล่นกันต่อนานจนบ่ายแก่ๆ หนึ่งวันมันว่างเปล่าจริงๆ ในนั้น

โอริเวอร์จึงกลับไปออกกำลังกายต่อ พร้อมชวนเราและทุกคนออก เราก็ไม่ปฏิเสธ พร้อมถอดเสื้อ มัดกางเกงให้แน่นเตรียมตัวไปยืดเส้นยืดสาย มีตั้งแต่วิดพื้น กระโดดตบ และท่าที่มีประโยชน์จนถึงทุกวันนี้ “ซิตอัพ” ที่เท้าทั้งสองต้องแนบติดกับพื้น แล้วเกร็งท้องเพื่อยกตัวขึ้น โดยไม่มีใครจับปลายเท้า พอเริ่มซิตอัพ เราทรมานมาก หน้าทั้งแดง ท้องก็เกร็งจนปวด เราทำได้แค่ 3 ทีก็หอบกินแล้ว แต่พอหันกลับไปมองโอริเวอร์ พระเจ้า ขยับขึ้นลงเป็นแม่แรงเลย คือแข็งแรงมาก สมแล้วที่กล้ามจะล่ำแบบนั้น

เราใช้เวลาเกือบๆ ชั่วโมงให้เวลาผ่านไป

เรากินข้าวกันประมาณ 4 โมง และอาบน้ำล้างตัวจากเหงื่อที่ชุ่มหลังออกกำลังกาย

“เสื้อใส่ซ้ำมา 3 วันแล้วทั้งสองตัว คงถึงเวลาต้องซักแล้วสินะ” เราคิดไประหว่างที่อาบน้ำ ในห้องเขาไม่อนุญาตให้มีอะไรเลยที่สามารถใช้ทำร้ายตัวเองได้ รวมถึงน้ำยาล้างจานและผงซักฟอก หลายคนเลือกที่จะซักชุดกับเศษสบู่ที่ผู้ช่วยเอาทิ้งไว้ในห้อง ยังดีที่ของฝากเรามีสบู่ให้ใช้เป็นของส่วนตัว

ระหว่างอาบน้ำ เราก็หยิบเสื้อมาวางไว้ที่ตัก พร้อมขยี้สบู่กับเสื้อให้ฟองเยอะที่สุด แล้วค่อยๆ ซัก ในบล็อกทั้งแคบและกดดัน เพราะทุกนาทีที่เราใช้เวลานั้นหมายถึงกำลังมีคนรอที่จะเข้าต่อ เราทั้งรีบซัก รีบล้างให้ไวที่สุด ก่อนจะบิดแล้วเอาไปตากที่ลูกกรงข้างๆ ที่เต็มไปด้วยเสื้อและผ้าเช็ดตัวขาดๆ ที่ทุกคนตากไว้ก่อนอยู่แล้ว

“ตรงขวาสุดแล้วกัน” เราพูดเพื่อเตือนความจำตัวเอง และพูด “ขออนุญาตนะครับ” ระหว่างตาก เพราะเป็นที่นอนของลุงสุนทร

“เออๆ ไม่มีปัญหา อย่าเปียกก็พอ ข้าต้องนอนตรงนี้” แกตอบกลับ

จนบทสวดมนต์และเพลงชาติดังขึ้น กิจกรรมทุกอย่างก็เป็นอันยุติลง ทุกคนต่างกลับมานั่งประจำที่เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสนใจของผู้คุม “ไม่มีใครอยากโดนแดกหรอก รวมถึงเราด้วย” จนเมื่อทุกอย่างผ่านไป ห้องก็กลับมาจอแจเช่นเดิม

แต่ภาพหนึ่งที่เราไม่อาจรับได้ก็เกิดขึ้น เมื่อเอ็มเข้าบล็อกไปอาบน้ำสักพักหนึ่ง เบิร์ดคอลายเดินตามไปหน้าห้องน้ำ ก่อนเปิดประตูบล็อกบานเตี้ยๆ ออกแล้วถกกางเกงฉี่ใส่เอ็มที่อยู่ในนั้น ทุกคนในห้องเห็นพฤติกรรมนั้น แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรเพราะการมีเรื่องในคุกไม่ต่างอะไรกับการตัดอนาคตตัวเอง

“พี่ไก่ พรุ่งนี้เปิดทำการ ผมจะลองคุยกับเจ้าหน้าที่ เผื่อจะช่วยอะไรเอ็มได้” เราหันไปบอกพี่ไก่ด้วยความไม่สบายใจ เรื่องนี้เราปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะมันเกินกว่าจิตสำนึกเราจะรับไหว

“ทำอะไรก็ระวังแล้วกัน อีกฝั่งก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ” พี่ไก่บอกด้วยความหวังดี

จนตกค่ำ เรามานั่งฝึกพูดจากศัพท์ที่โอริเวอร์ให้ไว้ และค่อยมาจดบันทึกเรื่องราว พร้อมภาพวาดลุงสุนทรกับที่นอน บันทึกและภาพวาดรวมเพียงสองหน้าก็เพียงพอทำให้ปากกาใหม่ที่เพิ่งซื้อมาหมึกหมดลงได้ “ปากกาห่าไรวะ หมึกหมดอย่างไว” เราอุทานอีกรอบ

ก่อนจะจบวันนี้ไป เราที่เอาผ้ามาพาดปิดตานอน ได้แต่คิดวนไปว่าจะช่วยเอ็มยังไงดี “สงสัยคงต้องเขียนคำร้องสินะ คงต้องเริ่มจากขอใบจากผู้คุมก่อนสิ” เราคิด เรื่องเอ็มเขาเป็นคนที่ดูไม่ปกติต้องได้รับการดูแล ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ เพราะฉะนั้นทางนี้อาจดีที่สุดก็ได้ ก่อนเราจะหลับลงไปพร้อมแผนสำหรับวันพรุ่งนี้

ทุกวันคือการต่อสู้สินะ…



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’
ย่านฮิต ทรงวาดไวบ์
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)
ทำลาย AI ซะ! ฆ่ามันให้ตาย!’
ก้าวใหม่ สังคม ภาพ แห่ง ‘สุภาพบุรุษ’ ก้าวใหญ่ สังคม
อนุทินโมเดล! ปัญหาและความท้าทายในภาคใต้
พฤษภาเลือด ชาวอำนาจเจริญ ชาวบุรีรัมย์ ณ เบื้องหน้า กระสุน สังหาร
ปัตตานี เอฟซี ฟีเวอร์ กีฬาสร้างภาพจำใหม่ แก่จังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (9)
นับถอยหลัง โผทหาร ทัพไทย-สมช.จับตา ‘เสธ.จุ๊ฟ-เสธ.เอี่ยว’ จ่อชิง เสือป่า 1 กองทัพ ปึ้ก รัฐบาล โชว์เขมร ‘อนุทิน’ นำขุนพล เยือนเวียดนาม
E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT