ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
อนุทินโมเดล!
ปัญหาและความท้าทายในภาคใต้
“ผลสำเร็จที่แท้จริงของการก่อการร้ายคือ การสร้างความกลัวในทางจิตวิทยา การก่อการร้ายดำรงอยู่ได้ด้วยเสียงที่ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนในสื่อ และในเวทีสาธารณะ”
Azar Gat
Military Theory and the Conduct of War (2025)
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียของครอบครัว ด.ต.อดุลย์ หะยีสุหลง (สภ.ยะหริ่ง) ที่ต้องเสียภรรยาในเหตุการณ์ประกบลอบยิง รวมทั้งครอบครัวของ ส.ต.อ.นัฐวุฒิ สุราษฎร์ (สภ.สายบุรี) และทหารพราน (ที่ อ.รือเสาะ) ต่อความสูญเสียที่เกิดจากการลอบสังหารโดยสมาชิกกลุ่ม BRN ในวันที่ 25 พฤษภาคม และวันที่ 22 พฤษภาคม ตามลำดับ… ภาพความสูญเสียเช่นนี้คือคำยืนยันว่าสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นความท้าทายที่สำคัญต่อรัฐบาล
สำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องแล้ว จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในบางแง่มุม เพราะเป็นเสมือนสัญญาณของการยกระดับความรุนแรงในอีกแบบ อันทำให้เกิดคำถามในการรับมือของฝ่ายรัฐ
แนวโน้มความรุนแรง
1)สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มที่มีความรุนแรงมากขึ้น และการก่อเหตุเริ่มมีความถี่มากขึ้น แม้จะมีปัญหาแทรกซ้อนบางประการ เช่น กรณีการลอบสังหาร ส.ส.ในพื้นที่ แต่ปัญหาแทรกซ้อนก็ไม่ใช่เรื่องของการก่อความไม่สงบโดยตรง และไม่ใช่ปัจจัยที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ใน 3 จังหวัดแต่อย่างใด
2) สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดยังดำรงด้านหลักเป็นเรื่องของ “การแบ่งแยกดินแดน” ที่มีขบวนการติดอาวุธ BRN เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อน และขับเคลื่อนผ่าน “สงครามก่อความไม่สงบ” ที่ใช้ “การทหารนำการเมือง” เพราะเชื่อในทฤษฎีสงครามปฏิวัติของประธานเหมา เจ๋อตุง ว่า “อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน” การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธจึงเป็นหนทางหลัก ความคาดหวังที่จะยุติแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนของสมาชิกกลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย
3) การขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อการแบ่งแยกดินแดน จึงต้องใช้ “ยุทธวิธีสร้างความกลัว” ด้วยปฏิบัติการก่อการร้าย ผ่านรูปแบบของการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ การวางระเบิดเส้นทางสัญจรและสถานที่ของรัฐ การวางเพลิงและระเบิดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ พร้อมกับการปลุกระดม ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของสงครามก่อความไม่สงบ ทั้งยังสร้าง “กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรง” (radicalization) กับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่อีกด้วย
4) ความพยายามในการลอบสังหาร ด.ต.อดุลย์ สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ “ออกเวร” หรือช่วงอยู่กับครอบครัวที่บ้านในชีวิตประจำวัน จึงอาจจะขาดความระแวดระวังในการป้องกันตนเอง และตกเป็นเป้าหมายการสังหารได้ง่าย ซึ่งการกระทำกับเป้าหมายเช่นนี้เกิดมาระยะหนึ่งแล้ว
5) ชุดล่าสังหารของ BRN ที่มุ่งกระทำกับ ด.ต.อดุลย์ และครอบครัวนั้น มีลักษณะของการปลอมตัวด้วย “การปลอมเพศสภาพ” จากการที่มือสังหารเป็นผู้ชาย แต่จะแต่งตัวเพื่อพรางเป็นผู้หญิง ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังเช่นที่เกิดในวันที่ 30 มีนาคม 2569 เมื่อมีการสังหาร “นายกฯ อาร์ม” (นายวิเชษฐ์ ไทยทองนุ่ม) ที่คนร้ายจำนวน 4 คน แต่งพรางตัวเป็นหญิงพร้อมสวมชุดฮิญาบ บุกเข้าสังหารในที่ทำงาน (เท่ากับชุดที่สังหารครอบครัว ด.ต.อดุลย์)
6) ในอีกกรณีหนึ่งคือ การลอบยิง ส.ต.อ.นัฐวุฒิ มีการยกระดับของการใช้อาวุธยิง ด้วยการใช้อาวุธปืนติดกล้อง ยิงจากระยะไกล ซึ่งมีนัยของการซุ่มยิงด้วย “สไนเปอร์” การลอบยิงในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นปัญหาภัยคุกคามที่สำคัญต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งอาจจะต้องคิดหาทางระวังป้องกันเพื่อป้องกันการสูญเสีย
7) ปฏิบัติการในการใช้กำลังอาวุธเช่นนี้ในอีกด้านหนึ่งเป็นดังการ “ยั่วรัฐ” เพื่อต้องการให้รัฐไทยหันไปใช้นโยบายในแบบ “สายเหยี่ยว” ที่เน้นมาตรการทหารเป็นทิศทางหลัก และการใช้มาตรการเช่นนี้จะถูกหยิบฉวยมาใช้เป็นประเด็นของการเคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยการใช้เป็นประเด็นในการโจมตีรัฐไทยในเวทีสากล หรือหวังว่าการใช้มาตรการสายเหยี่ยวจะเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของฝ่ายรัฐ และเปิดช่องให้ปัจจัยระหว่างประเทศแทรกเข้ามาเพื่อกดดันให้รัฐต้องยอมรับความเสียเปรียบ
8) ฝ่าย BRN ต้องการให้เกิดภาพการปราบปรามของฝ่ายรัฐ เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณาในเวทีสากล โดยมีองค์กร NGO ทั้งในและนอกประเทศที่เป็นแนวร่วมและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการเคลื่อนไหวในทิศทางเช่นนั้น องค์กรเหล่านี้มักมีความเชื่อเป็นพื้นฐานว่า “รัฐต้องเป็นฝ่ายผิด” และโน้มเอียงไปในทิศทางว่า “โจรไม่ผิด” อันเป็นผลจากการประกอบสร้างความเชื่อพื้นฐานว่า “รัฐคือ ภัยคุกคาม” ของสังคม
9) สำหรับขบวนก่อความไม่สงบอย่าง BRN การก่อเหตุความรุนแรงยังคงเป็นทิศทางหลัก โดยเฉพาะการมุ่งสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐไทย โดยพวกเขาไม่มีความจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น เพราะความรุนแรงได้ถูกสร้างให้เป็นความชอบธรรมในตัวเอง โดยมีแนวร่วมและกลุ่ม NGO ทั้งภายในและภายนอกคอยปกป้องการใช้ความรุนแรงของ BRN
10) การใช้ความรุนแรงยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึง กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่ยังเดินหน้าไม่หยุด เพื่อดึงสมาชิกที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้าสู่ความนิยม “ลัทธิสุดโต่ง” (Extremism) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหาสมาชิกใหม่ ดังปรากฏให้เห็นจากการชุมนุมของคนมุสลิมรุ่นใหม่ในบางสถานที่ ซึ่งไม่ใช่การชุมนุมเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ในสงครามกาซ่าเท่านั้น
การเตรียมรับมือของฝ่ายรัฐ
11) ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลโดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มส่งสัญญาณถึงการเริ่มงานภาคใต้ ด้วยการจัดใน 3 ส่วน คือ 1) คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) คณะพูดคุยสันติสุข และ 3) ประธานที่ปรึกษานายกฯ เรื่องภาคใต้ และตัวประธานนี้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาพิเศษของคณะผู้แทนพิเศษด้วย ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น “อนุทินโมเดล” ในการแก้ปัญหาภาคใต้
12) คณะผู้แทนพิเศษมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะ ส่วนคณะพูดคุยมี นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะ สำหรับประธานที่ปรึกษาและที่ปรึกษาพิเศษคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการจัดวางตัวบุคคลที่น่าสนใจ และให้หัวหน้าทั้งสองเป็นพลเรือน อันเป็นเสมือนการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรัฐบาล ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทหารเป็นหัวหน้าเสมอไป
13) เหตุความรุนแรงในช่วงนี้ เสมือนหนึ่งเป็นดัง “การรับน้อง” ต่อการจัดระบบงานใหม่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเหตุรุนแรงดังกล่าวท้าทายต่อการจัดองค์กรและตัวบุคคลของรัฐบาลครั้งนี้อย่างมาก และระบบงานใหม่ของ “อนุทินโมเดล” จะดำเนินการต่ออย่างไร
14) ความพยายามในการจัดระบบงานภาคใต้ใหม่ ทั้งในเชิงองค์กรและตัวบุคคล จึงเสมือนกับการสร้าง “3 เสาคอนกรีต” ของระบบงานรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ การดำเนินงานทั้งหมดในภาคใต้น่าจะขึ้นอยู่กับคณะผู้แทนพิเศษฯ ที่จะควบคุมทิศทางนโยบาย โดยมีอาจารย์วันนอร์เป็นที่ปรึกษาพิเศษ
15) คณะผู้แทนพิเศษฯ ดูมีอำนาจมาก แต่ก็เป็นการจัดแบบ “รัฐราชการ” ที่เอาคนที่มีตำแหน่งราชการจากกระทรวงและหน่วยต่างๆ มารวมกัน ซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพราะองค์ประกอบส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของระบบราชการ และในอีกส่วน ก็มีหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดเข้ามารวมอยู่ด้วย
16) รองนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นเบอร์ 1 ของคณะผู้แทนพิเศษ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย คำถามคือ นายสีหศักดิ์จะทำงานได้จริงเพียงใด เพราะงานของกระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบันน่าจะมีมาก ทั้งปัญหาไทย-กัมพูชา ปัญหาสงครามเมียนมา รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก เป็นต้น และคำถามสำคัญในอีกด้านคือ นายสีหศักดิ์มีความคุ้นเคยและเข้าใจปัญหาภาคใต้เพียงใด
17) การจัดตำแหน่งยังมีความแปลก เพราะฝ่ายเลขาของคณะผู้แทนพิเศษในครั้งนี้ไม่ใช่ สมช. แต่มีการนำเอารองเสธ.ทหารเข้ามาเป็นเลขา จึงทำให้เกิดคำถามในเชิงตำแหน่งว่า การมาดำรงตำแหน่งของรองเสธ.ทหารในครั้งนี้ มีวาระในเรื่องของ “ปัญหากำลังพล” เข้ามาเป็นประเด็นด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีข่าวลือในทางการเมืองว่า รองเสธ.ทหารท่านนี้อาจย้ายไปเป็นเลขาฯ สมช. (เลขาฯ สมช.คนปัจจุบันจะเกษียณอายุราชการในปี 2570 ไม่ใช่ในปี 2569)
18) ในทางปฏิบัติ น่าสนใจว่าคณะผู้แทนพิเศษจะทำอะไรได้บ้าง เพราะในโครงสร้างมีรัฐมนตรีกลาโหม เป็นรองอันดับ 1 และเลขาฯ สมช. เป็นรองอันดับ 2 และคณะนี้จะช่วยกำกับและผลักดันนโยบายของรัฐบาลในภาคใต้ได้เพียงใด หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่ง “กลไกราชการ” ในภาคใต้
19) สำหรับองค์ประกอบของคณะพูดคุยคงต้องติดตามว่า จะมีใครเข้ามาเป็นองค์ประกอบในเชิงตัวบุคคลบ้าง และคณะนี้สามารถดำเนินการให้เกิดผลจริงได้มากน้อยเพียงใด
คำถามต่อเนื่อง
20) ยังมีคำถามต่อเนื่องจากปัญหาที่มีมาตั้งแต่ยุครัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ว่า คณะพูดคุยในฝ่ายของรัฐบาลไทยยังยึดเอากรอบ “JCPP” ที่มีการแอบทำกันระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทย BRN กับ NGO ยุโรปหรือไม่ หรือจะแก้เกี้ยวในแบบคณะพูดคุยชุดที่แล้วที่ประกาศว่า ได้ปรับปรุง JCPP ใหม่ จนทำให้คณะพูดคุยชุดที่แล้วกลายเป็น “จำอวดปักษ์ใต้” (แต่นายกฯ ก็ใจดีกับทหารเสมอ ด้วยการย้ายหัวหน้าคณะพูดคุยคนที่แล้ว ไปเป็นประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วม หรือ “JBC” ทั้งที่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายทหาร)
21) การพูดคุย (การเจรจาฯ) ระหว่างผู้แทนฝ่ายไทยกับผู้แทน BRN ในอนาคต จะยังต้องไปพึ่ง NGO ยุโรปอีกหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาในชื่อ “Berlin Initiative” หรือ “Geneva Call” ล้วนดำเนินการโดยมีตัวกลางจากยุโรปทำหน้าที่เป็นเสมือน “ผู้จัดการ” และมี สมช.ไทยเป็นผู้รับงานมาขับเคลื่อนต่อภายในประเทศ
22) น่าสนใจในอีกมุมหนึ่งว่า ประเทศยุโรปที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และทั้งมีท่าทีเป็น “แนวร่วมสากล” กับกลุ่ม BRN นั้น ล้วนมีท่าทีในการจัดการกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอย่างเข้มงวด แต่ทำไมประเทศเหล่านั้นกลับมีท่าทีสนับสนุนโอบอุ้มกลุ่ม BRN ในไทย
23) น่าสนใจติดตามในอีกส่วนว่า ข้อเสนอของอาจารย์วันนอร์ในเรื่องภาคใต้คืออะไร และอาจารย์วันนอร์จะมีบทบาทอย่างไรภายใต้ “อนุทินโมเดล” เช่นนี้
24) คำถามสุดท้ายคือ ใน “อนุทินโมเดล” ทั้งหมดนี้ อะไรคือ “ยุทธศาสตร์ภาคใต้” ที่นายกฯ อนุทินต้องการจะขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องการ!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
