Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
‘ทำลาย AI ซะ! ฆ่ามันให้ตาย!’
หลายคนรวมถึงตัวฉันด้วยมักจะเข้าใจไปเองว่าเทคโนโลยี AI เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนอายุน้อยที่น่าจะอ้าแขนรับ AI เข้ามาในชีวิตกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่เมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดก็ทำให้เข้าใจว่าความคิดนี้อาจจะไม่จริงเสมอไป
ช่วงนี้ของปีเป็นฤดูพิธีสำเร็จการศึกษาในสหรัฐอเมริกาโดยแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะเชิญคนสำคัญๆ ที่ประสบความสำเร็จไปพูดให้ผู้สำเร็จการศึกษาฟัง
และแน่นอนว่าสุนทรพจน์ที่พูดในปีนี้ก็จะต้องหนีไม่พ้นการอยู่กับ AI
Gloria Caulfield ผู้บริหารจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้รับเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ให้กับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในฟลอริดา
เธอกล่าวว่าเราทุกคนอยู่ในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ทั้งตื่นเต้นและน่าหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน และการกำเนิดของปัญญาประดิษฐ์คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป
พูดมาถึงแค่นี้กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาก็พร้อมใจกันโห่แสดงความไม่พอใจและเสียงโห่นั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนเธอถึงกับต้องหันไปหาวิทยากรคนอื่นๆ และถามว่า “เกิดอะไรขึ้นนะ”
คนดังอีกคนที่ประสบชะตากรรมคล้ายกันก็คือ Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google ที่ไปพูดสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยในแอริโซนา
Schmidt เริ่มเปิดด้วยการเล่าถึงชีวิตการเป็นนักศึกษาของตัวเอง การกำเนิดของคอมพิวเตอร์และวิวัฒนาการไปเป็นคอมพิวเตอร์พกพา สมาร์ตโฟน ที่แพร่กระจายในยุคอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย
ทันทีที่เขาเริ่มเชื่อมโยงผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ไปหาปัญญาประดิษฐ์ ฝูงชนก็ส่งเสียงโห่ไล่
Schmidt ตอบรับว่า “ผมรู้ว่าพวกคุณหลายๆ คนรู้สึกยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันมีความกลัวอยู่ เจเนอเรชั่นพวกคุณกลัวว่าอนาคตจะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แมชชีนกำลังจะมาถึง งานกำลังหดหาย สภาพอากาศพัง การเมืองแตกร้าว และพวกคุณกำลังต้องรับทอดมรดกแห่งความยุ่งเหยิงที่พวกคุณไม่ได้เป็นคนก่อ ผมเข้าใจความกลัวนั้นดี”
อย่างไรก็ตาม เสียงโห่ยังคงดังต่อเนื่องจนเขาต้องพยายามพูดกลบ และปิดด้วยการกล่าวแสดงความยินดีต่อผู้สำเร็จการศึกษาทุกคน
ไม่ใช่ทุกคนที่พูดถึง AI แล้วจะถูกโห่ไปทั้งหมดเพราะซีอีโอลุคคูลๆ อย่าง Jensen Huang ก็เคยพูดเรื่อง AI ในพิธีสำเร็จการศึกษาโดยได้บอกว่า AI ได้รื้อสร้างการประมวลผลใหม่ทั้งหมดซึ่งก็ไม่มีใครหืออืออะไร
แต่หากคุณไม่ใช่ Jensen Huang และพูดชม AI ในพิธีสำเร็จการศึกษาก็มีแนวโน้มสูงที่ฝูงชนจะปาก้อนหินใส่แทนที่จะหยิบยื่นดอกไม้ให้
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็อาจจะเพราะคนที่กำลังจะจบการศึกษามักจะได้รับข้อมูลว่า AI จะมาแย่งงาน และหลายคนก็มองว่ามันคือโฉมหน้าใหม่ของทุนนิยมแบบสุดขั้ว
ทั้ง Gloria และ Schidmt ไม่รู้ล่วงหน้าว่าการพูดถึง AI ในทางที่บอกว่ามันจะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือจะมีบทบาทที่สำคัญแค่ไหนเป็นสิ่งที่ผู้ฟังเจเนอเรชั่นนี้ไม่อยากได้ยิน
แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่มาทีหลังและน่าจะได้ถอดบทเรียนจากทั้งสองคนนี้มาแล้ว ก็คือ Ronni Chieng นักแสดงตลกเดี่ยวไมโครโฟนชาวเอเชียที่ได้รับเชิญไปพูดในงานสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
แทนที่จะยกยอปอปั้นว่า AI เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอันล่าสุด Ronni Chieng เลือกเดินไปทางตรงกันข้าม
ใจความสำคัญเกี่ยวกับ AI ในสุนทรพจน์ของเขาคือการบอกว่า “ภารกิจของคนรุ่นคุณคือการทำลาย AI ซะ ฆ่ามันให้ตาย!” โดยที่ขยายความว่าเขาไม่ได้หมายถึงการใช้ AI เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางการแพทย์หรือฟิสิกส์
แต่เขาโจมตี AI ที่ทำให้เรากลายเป็นคนมักง่ายในชีวิตประจำวันเพราะมันทำทุกอย่างแทนเราไปหมด
Chieng บอกว่า AI ทำให้คนธรรมดาทั่วๆ ไปโง่ลง คนที่ไม่มีพรสวรรค์มักจะชอบโอ้อวดว่าตัวเองใช้ AI ช่วยร่างสุนทรพจน์ เขียนสคริปต์ เขียนบทพอดแคสต์ หรือช่วยทำวิดีโอให้
แต่สิ่งที่คนเหล่านี้พลาดไปก็คือความสนุกจากการได้สร้างงาน
คุณค่าของการเขียน การสร้าง และการแก้ปัญหาต่างๆ นั้นไม่ได้อยู่แค่ที่ผลลัพธ์ แต่อยู่ที่กระบวนการด้วย อย่างตัวเขาเองก็รู้สึกว่าสิ่งที่ดีที่สุดของการเขียนบทแสดงตลกของเขาก็คือการได้คิดว่าจะต่อจิ๊กซอว์มุขตลกแต่ละชิ้นยังไงและความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถทำเรื่องยากๆ ได้สำเร็จ
Chieng บอกว่าการใช้ทางลัดแล้วกระโดดข้ามไปตอนจบไปสู่ผลสำเร็จเลยนั้นไม่ได้ดีเสมอไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างทางนี่แหละที่ทำให้เราได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
ฉันชอบที่เขาบอกว่าศึกสงครามของคนเจเนอเรชั่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับ AI แต่เป็นสงครามระหว่างคนที่ “มีของ” กับคนที่ “รู้ตื้น” คนที่ชำนาญกับคนที่เสแสร้ง คนรสนิยมดีกับคนรสนิยมแย่
สุนทรพจน์ของ Ronni Chieng โดนใจผู้ฟังและได้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่คนพูดถึงและชื่นชมกันทั่วโลก อันนี้ก็ต้องยกนิ้วให้ว่าเขาอ่านผู้ฟังได้ขาดจริงๆ
และแม้เราจะอยู่ในยุคที่เราย้ายตัวตนไปอยู่บนออนไลน์กันหมดแล้ว แต่เขาก็ให้คำแนะนำที่เรียบง่ายแต่ใช้ได้จริงสำหรับทุกคน
นั่นคือ “จงทำโลกออฟไลน์ของคุณให้ดีกว่าโลกออนไลน์”
