บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (40)
ศึกซำทอง
จากความสำคัญของเมืองซำทอง เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2515 ฉก.วีพีจึงส่งกำลัง 4 กองพัน คือ พัน ทสพ.606 607 608 และ 610 เข้าปิดล้อมเมืองซำทองที่ทหารเวียดนามเหนือยึดครองอยู่ ซึ่งได้รับการตอบโต้อย่างหนักจากฝ่ายเวียดนามเหนือ
การสู้รบเป็นไปอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ จนล่วงเข้าวันที่ 10 มีนาคม 2515 ฝ่ายเวียดนามเหนือก็เปิดฉากเข้าตีโต้ตอบ 5 ระลอกติดต่อกันเพื่อป้องกันเมืองซำทองซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ระลอกแรก ประมาณ 17.00 น. ใช้อาวุธหนักโจมตีทหารเสือพรานทุกที่ตั้ง ขณะที่สภาพอากาศไม่เกื้อกูลฝ่ายเราในการใช้อากาศยาน บีซี 606 ถูกเข้าตีจากทางเหนือและตะวันออก ขณะที่ฝ่ายเรายังสามารถใช้ T-28 สนับสนุนทางอากาศได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บประมาณ 5-6 คน
ระลอก 2 ฝ่ายเวียดนามเหนือเริ่มใช้อาวุธหนักโจมตีเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. พร้อมส่งกำลังเข้าตี 3 กองพันด้วยกำลังพลภาคพื้นดินสนับสนุนด้วยรถถัง T-34 T-59 และ PT-76 พร้อมรถสายพานลำเลียงพลซึ่งสามารถบรรทุกทหารราบได้ 30 คน
ฝ่ายเราต่อสู้อย่างเหนียวแน่น ประมาณ 20.15 น. เครื่องบินสปุ๊กกี้ (AC-47 Gunship) เข้ามาสนับสนุนโดยการทิ้งพลุส่องแสงและยิงปืนกลสนับสนุน จากแสงสว่างของพลุส่องแสง บีซี 606 ตรวจการณ์เห็นทหารเวียดนามเหนือ 6 คนนอนเสียชีวิตพาดลวดหนามด้านทิศเหนือของที่ตั้ง
ข้าศึกเข้าโจมตีเพื่อแย่งชิงศพกลับคืนแต่ถูกตอบโต้ด้วยปืนกลทำให้ข้าศึกเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
ส่วนบีซี 607 และบีซี 608 ก็ถูกเข้าตีเมื่อประมาณ 21.30 น. ปืนใหญ่ที่ล่องแจ้งและบนสกายไลน์ได้ยิงสนับสนุนช่วยเหลือทั้ง 2 กองพันอย่างเต็มที่
ระลอก 3 เริ่มเวลา 01.30 น.ของเช้าวันใหม่ 11 มีนาคม เมื่อพลุบนท้องฟ้าของฝ่ายเราหมดแสง ข้าศึกก็เริ่มโจมตีอีกครั้ง พยายามนำร่างผู้เสียชีวิตที่ยังติดอยู่ที่แนวรั้วลวดหนามบีซี 606 กลับคืนให้ได้ โดยรุกเข้ามา 3 ด้าน ทั้งด้านเหนือ ด้านตะวันตก และด้านตะวันตกเฉียงใต้
ประมาณ 03.30 น. สเป็กเตอร์ (C-130 ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. และปืนใหญ่อากาศ 40 มม.) เข้ามายิงช่วยและแจ้งให้ทราบว่าได้ทำลายยานยนต์ข้าศึกจำนวนหนึ่ง
ระลอก 4 ข้าศึกเปิดฉากโจมตีบีซี 606 เมื่อประมาณ 05.00 น. ด้วยการยิงด้วยอาวุธหนักและกำลังทางพื้นดินเข้ามาทางด้านใต้ หน่วยจึงให้กำลังด้านเหนือมาเสริมด้านใต้
ฝ่ายเวียดนามเหนือสามารถชิงศพที่พาดลวดหนามไปได้ ฝ่ายเราบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง การรบเริ่มรุนแรงขึ้นจนถึงเวลา 07.30 น. เครื่องบินขับไล่ของลาว T-28 เริ่มเข้าโจมตีสนับสนุนแต่ก็ถูก ปตอ.ขนาด 12.7 มม. ของข้าศึกยิงต่อต้าน
ประมาณ 10.00 น. สถานการณ์เริ่มคลี่คลายจนสามารถส่งกลับผู้บาดเจ็บได้ทั้งหมด
ระลอกที่ 5 ประมาณ 12.00 น. ข้าศึกเริ่มโจมตีอย่างรุนแรงต่อฝ่ายเราทั้ง 3 กองพัน สภาพอากาศปิด เครื่องบินไม่สามารถสนับสนุนฝ่ายเราได้ บีซี 606 กองร้อยร้อย 1 และกองร้อยที่ 3 ถูกข้าศึกเข้าประชิดถึงลวดหนาม รวมทั้งบีซี 608 ซึ่งต้องถอนตัวมารวมกับบีซี 606
สถานการณ์รุนแรงขึ้นจนทั้ง 2 กองพันที่เข้ารวมกันไม่สามารถต้านทานได้ จึงถอนตัวไปรวมกับบีซี 610 ทางตะวันตกเฉียงใต้

รถถังอีกครั้ง
ในศึกซำทองครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่รถถังมีบทบาทสำคัญ ดังคำบอกเล่าของ “ผู้นำอากาศยานหน้า-แฟ็ก” ประจำบีซี 606 “สปอตไลต์” หรือ “ปรีชา นิธิสุภา” ได้เล่าว่า ในเวลากลางวันก่อนการเข้าตี ฝ่ายเวียดนามเหนือได้ใช้ “ลูกยาว” ยิงเข้ามายังที่ตั้งฝ่ายเรา เมื่อส่องกล้องไปก็มองเห็นควันลอยขึ้นจากตำแหน่งการยิง คิดว่าคงจะเป็นควันจากปืนใหญ่ข้าศึกเหมือนทุกครั้ง
แต่เมื่อเรียกเครื่องบินมาทำการโจมตีและทำลายเป้าหมายนั้น ก็ได้ยินนักบินรายงานทางวิทยุไปยัง “สกาย” ว่าทำลายปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตรได้ 1 กระบอก โดยนักบินไม่พูดว่าเป็นรถถังทั้งที่ปืนใหญ่ขนาด 85 มม.นั้นเป็นปืนประจำรถถังแบบ T-34 ทำในโซเวียตซึ่งกองทัพเวียดนามเหนือนำเข้าประจำการและส่งเข้ามาทำการรบในสมรภูมิลาว
ซึ่งเข้าใจว่าการรายงานในลักษณะดังกล่าวแสดงว่านักบินตรวจการณ์และนักบินโจมตีของอเมริกันมองเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายคือ “รถถัง” ของเวียดนามเหนือซึ่งได้เคลื่อนเข้ามาเพื่อที่จะโจมตีกองพันทหารเสือพรานของไทยแน่
แต่นักบินไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวว่าฝ่ายเราจะเสียขวัญ
จนกระทั่งวันที่ 10 มีนาคม เวลา 17.00 น. ตรงตามเวลาที่ข่าวกรองของฝ่ายอเมริกันแจ้งมา ข้าศึกก็เปิดฉากยิงถล่มด้วยอาวุธหนักทั้งปืนใหญ่ จรวด ปืน ค. ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงปืนเล็กและ RPG
การโจมตีดำเนินไปเป็นระลอก โดยข้าศึกทุ่มกำลังหนุนเนื่องเข้ามาไม่ขาดสาย
ฝ่ายเรายิงต่อสู้อย่างดุเดือดเหนียวแน่นและสามารถสังหารทหารเวียดนามเหนือตายคาลวดหนามได้เป็นจำนวนมากชนิดที่ว่ามองเห็นศพห้อยร่องแร่งอยู่หน้าแนวป้องกัน
ขณะที่การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน “สปอตไลต์” ได้ทำหน้าที่แฟ็กอย่างต่อเนื่องด้วยการร้องขอการสนับสนุนทางอากาศจากเครื่องบินทั้งการทิ้งแฟลร์ส่องสว่าง
และการยิงโจมตีข้าศึกโดยเครื่องบินสปุ๊กกี้หรือเครื่องบิน C-130 ติดอาวุธหนักทั้งปืนกลขนาด 40 มม. และปืนใหญ่ขนาด 105 มม.
อย่างไรก็ตาม การยิงโจมตีของเครื่องบินสปุ๊กกี้ในช่วงเวลานั้นไม่ค่อยจะได้ผลมากนักเนื่องจากนักบินต้องขึ้นไปบินอยู่ในระดับสูงเพื่อหลบการยิงตอบโต้ด้วยปืนต่อสู้อากาศยานของข้าศึก กระสุนที่สปุ๊กกี้ยิงลงมาจากท้องฟ้าจึงเผชิญกับกระแสลมแรงทำให้วิถีผิดพลาดไปจากตำแหน่งเป้าหมายที่ระบุโดยแฟ็กที่อยู่ทางภาคพื้นดิน
ปกติแล้วการทำงานของเครื่องบินสปุ๊กกี้ในเวลากลางคืน ฝ่ายเราจะอาศัยแฟลร์ส่องสว่างที่ทิ้งมาในเที่ยวแรกเป็นเครื่องนำทาง จากนั้นก็จะปรับตำแหน่งเป้าหมายโดยใช้แฟลร์เป็นตัวอ้างอิงพิกัด เช่น ทางใต้ 500 ทางเหนือ 300
แต่ถ้าลมแรงทำให้แฟลร์ถูกพัดลอยไปจากตำแหน่งเป้าหมายที่แท้จริงก็จะต้องร้องขอให้มีการทิ้งแฟลร์ลงมาใหม่
ถึงแม้การโจมตีของเครื่องบินสปุ๊กกี้อาจจะไม่ได้ผลในการสังหารทำลายข้าศึกมากนัก แต่ในด้านจิตวิทยาแล้วถือว่ามีผลอย่างมาก เพราะทหารฝ่ายเราจะมีขวัญกำลังใจดีขึ้นเมื่อรู้ว่ามีการโจมตีสนับสนุนทางอากาศ ส่วนฝ่ายข้าศึกก็ต้องชะลอการบุกและหยุดการเคลื่อนไหวลงชั่วขณะเพื่อปกปิดตำแหน่งของตนจนกระทั่งมืด
เครื่องบินสปุ๊กกี้ปฏิบัติภารกิจจนไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งกระสุนและน้ำมันเชื้อเพลิง นักบินจึงนำเครื่องออกจากยุทธบริเวณ และพวกเวียดนามเหนือก็เปิดฉากโจมตีรอบใหม่อย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในทันทีที่รู้ว่าเครื่องบินฝ่ายเราถอนตัวออกไป
คราวนี้ฝ่ายเวียดนามเหนือเริ่มเปลี่ยนแผนในการโจมตีเมื่อพวกมันรู้ว่าฝ่ายเราเฝ้าระวังป้องกันโจมตีทางด้านหน้า ข้าศึกก็ส่งกำลังอ้อมมาทางด้านหลังเพื่อเข้าโจมตีด้านทิศใต้ ทำให้ฝ่ายเราต้องแบ่งกำลังมายิงสกัดกั้น
การสู้รบอย่างรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปเมื่อย่างเข้าวันใหม่ 11 มีนาคม 2515 เวลา 05.00 น. ข้าศึกเริ่มเคลื่อนที่เข้าประชิดและยิงถล่มฝ่ายเราด้วยอาวุธหนักนานาชนิดจนกระทั่งฐานยิงธันเดอร์ซึ่งประกอบด้วย ป. 155 และ 105 อย่างละสองกระบอกซึ่ง พัน ป.ทสพ. 636 เพิ่งจะไปปฏิบัติหน้าที่แทนทหารรัฐบาลลาวได้ไม่กี่วันไม่สามารถปฏิบัติการยิงได้จึงให้ฐานยิงวีนัสและไทเกอร์ซึ่งเป็นฐานยิง 2 แห่งเท่านั้นที่มีระยะยิงสนับสนุนเป้าหมายที่ซำทองได้ ทำการยิงช่วยอย่างหนักตลอดเวลา
ฝ่ายเราเริ่มมีรายงานการบาดเจ็บและสูญเสียเข้ามายัง บก.พัน เป็นจำนวนมากกว่า 50 นาย สามารถลำเลียงกลับทาง ฮ.ได้ 20 นายเท่านั้น เนื่องจากถูกข้าศึกกดดันอย่างหนักจน ฮ.ไม่สามารถลงรับได้
ในที่สุดทหารเวียดนามเหนือก็สามารถรุกประชิดจนใช้ปืนใหญ่รถถังยิงถล่มในวิถีตรง กระสุนบางนัดถล่มเข้าใส่หลังคาบังเกอร์จนพังยุบลงไป
ส่วนทหารราบก็เข้ามาเกาะติดหน้าแนวและระดมยิงเข้าใส่ด้วยปืนกลและปืนอาก้าอย่างหนัก
เราแทบจะใช้วิทยุติดต่อกันไม่ได้เลยเพราะถ้าโผล่เสาอากาศขึ้นไปเมื่อไหร่ ข้าศึกก็จะยิงเข้าใส่จุดนั้นทันที
หลังจากเวลา 10.00 น. เป็นต้นไป วิถีการยิงด้วยปืนเล็กของข้าศึกก็พุ่งเข้ามาเป็นแนวระนาบแสดงให้เห็นว่าคนยิงขึ้นมาวางตัวอยู่ในระดับเดียวกับที่มั่นของฝ่ายเราได้หมดแล้ว มองเห็นข้าศึกโผล่ขึ้นมาอยู่ใกล้แนวรั้วลวดหนามที่พังทลายของฝ่ายเรา กำลังทางอากาศที่สนับสนุนการโจมตีในระยะใกล้เหล่านั้นก็ไม่สามารถหยุดยั้งข้าศึกได้อย่างเด็ดขาด ทหารเสือพรานของไทยแทบไม่มีโอกาสโงหัวขึ้นมาต่อสู้ได้เลย
สิ่งเดียวที่บางคนจะทำได้ก็คือการโผล่ปากกระบอกปืนขึ้นไปแล้วเหนี่ยวไกส่งเดชโดยมองไม่เห็นเป้าหมาย อาศัยเสียงปืนเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ตนเอง
พัน ทสพ.607 ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ พัน ทสพ.606 ตัดสินใจถอนตัวออกจากแนวรบเป็นกองพันแรก โดยไม่ได้แจ้งให้พัน ทสพ.606 ทราบและขาดการติดต่อ ผู้บังคับกองพัน ทสพ.608 จึงตัดสินใจถอนตัวเมื่อเวลา 10.00 น. โดยสูญเสียกำลังบางส่วนระหว่างการถอนตัว
แต่ในที่สุดก็สามารถเข้าสมทบกับกำลังของพัน ทสพ.610 แล้วเดินทางกลับล่องแจ้งได้ในที่สุด
เมื่อบีซี 606 และบีซี 608 ต้องถอนตัวออกจากสันเนินด้านเหนือและด้านตะวันออกเฉียงเหนือของซำทอง ฝ่ายเราจึงเหลือเพียงกลุ่มที่มั่นตั้งรับทางด้านใต้ของที่ราบซำทอง คือ บีซี 607 และบีซี 610 ซึ่งควบคุมเส้นทางจากซำทองสู่ล่องแจ้ง ข้าศึกจึงรวมกำลังเข้าสู่ที่ราบซำทองเพื่อเข้าตีฝ่ายเราส่วนนี้
16.30 น. ฝ่ายเราตรวจการณ์เห็นรถถังข้าศึกและรถสายพานลำเลียงพล 3 คันที่บริเวณสนามบินซำทองวิ่งตรงเข้าหาที่มั่นตั้งรับของบีซี 610 ทางใต้ของซำทอง
ฝ่ายเราต่อสู้อย่างเหนียวแน่นด้วยอาวุธทุกชนิด เช่น เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง ลูกระเบิดขว้าง ปรากฏว่ารถสายพานลำเลียงพลข้าศึกเสียหายไฟไหม้ 2 คัน อีก 1 คันหลบหนีไป
สอดคล้องกับรายงานของ วิสกี้ 01 ผู้นำอากาศยานหน้าที่ CC บนสกายไลน์ 1 ว่า เห็นรถถังไฟไหม้ที่ซำทองซึ่งอาจจะเป็นรถสายพานลำเลียงพล แต่รถถังข้าศึกไม่ได้รับความเสียหาย ที่มั่น DT ของบีซี 610 และ DC ของบีซี 607 ถูกระดมยิงด้วยอาวุธหนักและปืนใหญ่รถถังข้าศึกซึ่งใช้เป็นฐานยิงไม่ใช้เข้าโจมตี
17.30 น. บีซี 610 กับบีซี 607 ตัดสินใจสละที่มั่นเล็ดลอดถอนตัวจากที่ตั้ง ข้าศึกจึงเข้ายึดซำทองได้อย่างสิ้นเชิง
