‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’
ชุติมา นวลพลับ
สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
ทั้งยืดเยื้อ ทั้งอีนุงตุงนังดุจดังมหากาพย์ก็ไม่ปาน สำหรับกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์ผลงาน ‘พระพุทธบาท’ พ.ศ.2522 (Lord Buddha’s Footprint 1979) ขนาด 125 x 157 ซม. เทคนิคสีน้ำมันและทองคำแท้บนผ้าใบ รังสรรค์ผ่านปลายพู่กันของพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ตามที่ปรากฏในหน้าสื่ออย่างกว้างขวางแล้วนั้น
คู่กรณีอย่างชุติมา นวลพลับ ที่ออกตัวว่าเป็นเพียงชาวบ้าน แต่ขอต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม โดยยืนยันว่า ซื้อจิตรกรรมล้ำค่าชิ้นนั้นตั้งแต่ พ.ศ.2553 ในราคา 7 แสนบาท โดยโอนกรรมสิทธิ์ ชำระเงินครบถ้วน พร้อมมีหนังสือมอบกรรมสิทธิ์และหลักฐานลงลายมือชื่อไว้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ศิลปินขอยืมไปจัดแสดงก่อน ทว่า กลับถูกนำไปขายให้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ที่ก็ออกมายืนยันตั้งแต่ช่วงแรกๆ ว่า ‘จัดซื้อถูกต้อง’
ล่าสุด 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ชุติมามอบหมายให้ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ฟ้อง พิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ/ผู้สร้างสรรค์ผลงาน (จำเลยที่ 1), สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) (จำเลยที่ 2) และกระทรวงวัฒนธรรม (จำเลยที่ 3) ในข้อหา ‘เรียกทรัพย์คืน’ พร้อมเรียกร้องทุนทรัพย์รวม 10,000,000 บาท
ศาลกำหนดนัดพร้อมและชี้สองสถานในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ เวลา 09.00 น.

กว่าจะมาถึงจุดนี้ ความพยายามทั้งทวงถามด้วยมุขปาฐะ ทวงคืนด้วยกระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
20 ธันวาคม 2566 ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องขอให้มีการตรวจสอบการครอบครองและทวงคืนผลงานดังกล่าว
5 สิงหาคม 2568 มอบหมายให้ทีมทนายความฟ้องคดีโดยตรงต่อศาลแขวงเชียงใหม่ในข้อหายักยอกทรัพย์
26 มิถุนายน 2569 ขอถอนฟ้องในระหว่างพิจารณาคดี หลังจำเลยที่ 1 ขึ้นเบิกความ ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง
ยังไม่นับคดีฟ้องหมิ่นประมาทระหว่างเส้นทาง ที่สุดท้ายยอมขออภัยต่อหน้าศาลบ้าง ถอนฟ้องในชั้นศาลบ้าง
และต่อไปนี้คือปากคำจากชุติมา ที่ย้ำว่า ‘อยากให้ความจริงได้รับการเปิดเผย’

: หลังต่อสู้มาหลายปี การยื่นฟ้องแพ่งครั้งนี้ มีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหน?
ถ้ากระบวนการยุติธรรมตัดสินโดยให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายแบบไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง เราก็มั่นใจในความถูกต้องของตัวเอง
ทนายบอกว่าถ้าไปถึงชั้นศาล ศาลท่านจะพิจารณาตามหลักฐานอย่างถูกต้องและเป็นธรรม เลยไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
: ความคาดหวังสูงสุดจากคดีนี้คืออะไร ยังยืนยันว่าต้องการภาพเป็นอันดับ 1?
สิ่งที่สู้มาตั้งแต่ต้นก็เพื่อพิทักษ์สิทธิ์ของเรา สู้เพื่อความเป็นธรรม และต้องการภาพคืนเป็นหลัก แต่ถ้ากระบวนการตามกฎหมายบอกว่าคืนภาพไม่ได้ ต้องคืนเป็นเงิน ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ
: ที่ผ่านมาคู่กรณีเคยประสานพูดคุยเป็นการส่วนตัว หรือขอไกล่เกลี่ยบ้างหรือไม่?
ไม่เคยได้รับการติดต่อมา แต่ตอนที่ได้ฟังจากทางครอบครัวเขาไปคุยกับผู้อื่นที่เราได้หลักฐานมา เขาอ้างว่าเคยอยากคุยกับเรา แต่เราไม่ยอมคุยกับเขา
: ล่าสุดปลัดกระทรวงวัฒนธรรมออกมายืนยันว่า จะเคารพคำวินิจฉัยของศาล และไม่เข้าข้างฝ่ายใด?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คงยินดีมาก ที่ผ่านมาเมื่อท่านแจ้งว่าจะตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สิ่งที่ปรากฏคือ หน่วยงานของรัฐไม่ได้ไปตรวจสอบจากคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงทั้งหมด
ดิฉันยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีคนส่งข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าในกระบวนการพิจารณา แล้วหน่วยงานของท่านก็สรุปโดยส่งจดหมายกลับมาให้ดิฉันทราบว่า จากการตรวจสอบของท่านพบว่าผลงานชิ้นนี้เป็นของท่านโดยสุจริต
ซึ่งดิฉันกำลังจะไปแจ้งความดำเนินคดีเร็วๆ นี้ เพราะเพิ่งทราบว่ามีคนยื่นหลักฐานไม่ตรงกับความเป็นจริง
: สูญเสียอะไรไปบ้างระหว่างช่วงเวลาเฉียด 1 ทศวรรษ?
พื้นฐานเติบโตมาแบบเด็กบ้านนอกที่พ่อแม่ครูอาจารย์สอนให้เชื่อมั่นในความดี วิถีพุทธ เราก็เชื่อตลอดมาว่าต้องมีความกตัญญู ต้องยึดมั่นในความดี แล้วจะได้รับสิ่งดีๆ กลับมา แต่พอเราทำงานในสถานที่ซึ่งคิดว่าได้อยู่ท่ามกลางคนดี สิ่งแวดล้อมดีๆ เราและครอบครัวทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ อ่อนน้อมกับผู้ใหญ่ เขาว่าอะไรเราก็ว่าอย่างนั้น
ไม่คาดคิดว่าความไว้วางใจทั้งหมด วันหนึ่งจะย้อนกลับมาทำร้าย ทำให้เราและครอบครัวต้องสูญเสียอะไรไปมากมาย ทั้งเงิน ทั้งเวลา สูญเสียความมั่นใจในชีวิต และความมั่นใจในความดีของผู้คน
: ท่ามกลางผลงานมากมายของศิลปินแห่งชาติท่านนี้ อะไรทำให้ตัดสินใจเลือกภาพ ‘พระพุทธบาท’?
ผลงานชิ้นนี้เป็นพุทธศิลป์ที่เราเห็นแล้วรู้สึกประทับใจ ทั้งเรื่องราวในตัวงาน ความงดงามละเอียดอ่อนของสีที่ลงรายละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมองแล้วรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ ทั้งทึ่งและประทับใจในความสร้างสรรค์ และในขณะนั้นที่ตัวเราต้องทำงานให้เขาอยู่ตลอดก็ทำให้ได้รู้และเห็นกระบวนการทำงานแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่สั่งซื้อสี สั่งทำเฟรม การกระจายงานให้ทีมช่วยทำ เลยรู้สึกว่า ถ้าต้องซื้อผลงานดีๆ สักชิ้น ก็ขอเลือกชิ้นที่ตัวศิลปินทุ่มเททำงานด้วยตนเองอย่างแท้จริงถึงจะมีคุณค่า เลยตัดสินใจเลือกงานชิ้นนี้
: จากความประทับใจในวันนั้น สู่การสู้ทวงคืนแบบมาราธอนในวันนี้ สายตาที่มองงานศิลปะชิ้นนี้ยังคงเหมือนหรือแตกต่างไปจากเดิม คิดว่าควรแยกระหว่างศิลปินกับผลงานออกจากกันหรือไม่?
ส่วนตัวคิดว่าผลงานกับตัวคนไม่จำเป็นต้องผสานกลมกลืนด้วยกันทั้งหมด เช่น วันนี้เราวาดภาพที่เป็นตัวแทนของความงดงาม อีกวันเราอาจวาดภาพที่สอนให้เห็นถึงความชั่วร้ายมืดดำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปทำในสิ่งชั่วร้ายมืดดำเช่นเดียวกับผลงานที่เราสร้างขึ้น โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดของคนทำงานพุทธศิลป์ที่เป็นตัวแทนของคำสอนอันประเสริฐ ผู้สร้างสรรค์งานควรมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงามทั้งต่อหน้าและลับหลัง ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตให้แก่คนรุ่นหลัง งานพุทธศิลป์เหล่านั้นจึงจะดูมีคุณค่าให้น่าชื่นชมศรัทธา
ความดีงามที่พ่ายแพ้ให้กิเลสตัณหาได้ ย่อมทำลายความงดงามของชิ้นงานที่สร้างขึ้นมา
