| สุจิตต์ วงษ์เทศ
อนุรักษ์-จารีตนิยม เมื่อต้องการแสดงตนรักความเป็นไทย สิ่งแรกที่มักโวยวาย ตีโพยตีพายคือภาษาไทย “วิบัติ” เพราะเยาวชนพูดจาไม่เป็นไทย ใช้ “ไทยคำฝรั่งคำ”เท่ากับเยาวชนเป็น “เหยื่อ” ความรักชาติของผู้ใหญ่
แต่อ่านข่าวล่าสุดแล้วตื่นเต้นอย่างประหลาดๆ ที่ “ผู้ใหญ่ใจดี” ไม่มองเยาวชนเป็นเหยื่อ แต่กลับมองเชิงสร้างสรรค์ภาษาไทย จะขอคัดข่าวโดยสรุปมาดังนี้
ชี้ภาษามีชีวิตเชื่อมยุคใหม่-อัตลักษณ์ไทยมีพลวัต
การประชุมวิชาการวาระ 100 ปี สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ในเวทีเสวนา “ภาษาและวรรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต”
ดร. อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล และ ผศ. ดร. ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ชี้ให้เห็นว่าภาษาไทยและวรรณคดีไทยต้องเป็น “ภาษาที่มีชีวิตและมีชีวา” ต้องปรับเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง และทำหน้าที่สร้างสรรค์อารมณ์ความรู้สึกร่วมให้แก่คนในสังคม พร้อมเสนอว่าไม่ควรเอาแต่ตำหนิการใช้ภาษาของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากภาษาหลายคำสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่น่าทึ่งและเป็นสะพานเชื่อมการสื่อสารยุคสมัยใหม่
ส่วนการเสวนา “อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์” ศ. ดร. ณัชชา พันธุ์เจริญ และ ศ.กิตติคุณ ดร. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ได้เน้นย้ำว่าอัตลักษณ์ไทยไม่ใช่การเลือกระหว่าง “การรักษาของเก่า” หรือ “การรับของใหม่”
แต่คือความสามารถเรียนรู้ว่าสิ่งใดคือแก่นที่ต้องรักษา สิ่งใดควรปรับและสิ่งใดควรสร้างใหม่
ความเป็นไทยในโลกอนาคตต้องเป็นอัตลักษณ์ที่มีพลวัต มีคุณค่า และอยู่ร่วมกับสังคมโลกได้อย่างสมดุล
(ที่มา : ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 หน้า 7)

ภาษาไทย “ลูกผสม”
คนไทยมายังไง? ภาษาไทยก็มายังงั้น
ภาษาไทยเป็นภาษาลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์กับภาษานานาชาติ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา [หรือภาษาไทยคือภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต ที่ผสมกลมกลืนภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา] แล้วถูกเรียกว่า “ไทย”ซึ่งมีความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงตลอดมาไม่ขาดสายตามลำดับ ดังนี้
(1.) ภาษาตระกูลไท-ไต มีแหล่งกำเนิด 3,000 ปีมาแล้ว ระหว่างพรมแดนจีน-เวียดนาม หรือบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของจีน (มณฑลกวางสี-จ้วง) กับภาคเหนือของเวียดนาม (แหล่งวัฒนธรรมดงเซิน)
(2.) ต่อมาภาษาไท-ไต เคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าถึงลุ่มน้ำโขง แล้วแยก 2 ทิศทาง คือ ตะวันตกถึงลุ่มน้ำสาละวิน (ในพม่า) และตะวันตกเฉียงใต้ถึงลุ่มน้ำชี-มูล (ในอีสาน)
(3.) หลังจากนั้นภาษาตระกูลไท-ไต จากโขง-สาละวิน กับ โขง-ชี-มูล เคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าลงทางใต้ไปรวมกันบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราวหลัง พ.ศ. 1700 แล้วผสมกลมกลืนกับภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติตระกูลต่างๆ
ได้แก่ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เมี่ยน, พม่า- ทิเบต, จีน-ทิเบต, บาลี-สันสกฤต (อินเดีย), สิงหล (ลังกา), เปอร์เซีย (อิหร่าน), จีน(แต้จิ๋ว-กวางตุ้ง-ฮกเกี้ยน) ฯลฯ
ที่สำคัญคือภาษาบาลี ในวัฒนธรรมทางศาสนาพุทธ เถรวาทแบบลังกา หล่อหลอมคำว่า “ไท” เข้าภาษาบาลีว่า “เทยฺย” แล้วกลายรูปเป็น “ไทย” และมีพลังกระตุ้นภาษาตระกูลไท-ไต ถูกเรียกว่าภาษาไทย ครั้นหลังจากนั้นชาวสยามที่มาจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ก็เรียกตนเองว่าไทย
เชื้อชาติไม่มีจริงในโลก แต่ถูกสร้างให้มีขึ้นเพื่อการล่าเมืองขึ้นของยุโรปราว 200 ปีมาแล้ว
เชื้อชาติไทยในโลกไม่มี ดังนั้น ไม่มี “คนไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์”แต่ถูกสร้างใหม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำปลุกระดมชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” เพื่อผดุงอำนาจของตนและพรรคพวกให้เอาเปรียบคนด้อยกว่าต่อไป
เมื่อไม่มีคนไทยแท้ ภาษาไทยแท้ก็ไม่มี ทั้งนี้เพราะภาษาไทยเป็นภาษา “ลูกผสม” จากภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะลาว, มอญ, เขมร ฯลฯ มีหลักฐานตัวอย่าง ดังนี้
ทองคำ มาจากทองรวมกับคำ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า gold โดยคำว่า ทอง เป็นภาษามอญกับเขมร ว่า ถง, ตง หมายถึง gold และ คำ เป็นภาษาลาว หมายถึง gold
คนไทยมายังไง? ภาษาไทยก็มายังงั้น เมื่อคนไทยเป็นลูกผสมจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์นับไม่ถ้วน ภาษาไทยก็เป็นภาษา “ลูกผสม” จากภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ทั้งในอุษาคเนย์และในโลก
เช่น “กุหลาบ” (ในชื่อดอกกุหลาบ) มาจากภาษาอิหร่าน ซึ่งมีเหตุจากอิหร่าน (ชื่อเดิมว่าเปอร์เซีย) อยู่ตะวันออกกลาง ได้เดินทางติดต่อค้าขายกับอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องถึงสมัยอยุธยา โดยอยุธยารับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอิหร่าน ซึ่งมีมาก และเป็นเรื่องดีเนื่องจากการผสมผสานสังคมและวัฒนธรรมนานาชาติ มีพลังผลักดันและกระตุ้นความก้าวหน้าให้ความเป็นไทยหรือวัฒนธรรมไทยแข็งแรงสืบเนื่องจนปัจจุบัน
แท้จริงแล้วภาษาไทยปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีก้าวหน้าที่รับมาจากภายนอก เช่น เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว รับภาษาบาลี-สันสกฤต ที่มากับวัฒนธรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ ที่มีพลังสร้างบ้านเมืองเติบโตเป็นรัฐ
ปัจจุบันถ้าคนซึ่งเป็นพลเมืองโลกจะรับภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ (เช่น เกาหลี, จีน ฯลฯ) มาผสมผสานภาษาไทย เพราะไทยรับเทคโนโลยีก้าวหน้ามาจากประเทศเหล่านี้ จึงมีภาษานานาชาติปะปนมากน้อยตามวิถีของแต่ละคนแตกต่างกัน ก็ไม่น่าจะต่างจากอดีตที่คนในบ้านเมืองนี้รับภาษาบาลี-สันสกฤต
ขอบคุณกิจกรรมของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
