เมษา พฤษภา 2553 กระสุนยาง แก๊สน้ำตา กระหน่ำ ต่อกร ก้อนหิน ไม้ จากฝั่ง ‘แดง’
ยุทธการแดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
กระสุนยาง แก๊สน้ำตา กระหน่ำ
ต่อกร ก้อนหิน ไม้ จากฝั่ง ‘แดง’
บริเวณสะพานอรทัย กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งพยายามบุกรุกเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลทางสะพานอรทัย แต่ทางฝ่ายทหารได้ประกาศเป็นสถานที่ราชการ การบุกรุกถือว่าผิดกฎหมาย
พร้อมทั้งเอารั้วเหล็กมากั้นและยิงปืนกระสุนกระดาษขึ้นฟ้า ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมได้ขว้างปาก้อนหินและขวดน้ำตอบโต้
ส่วนบริเวณพื้นที่ตรงข้ามวัดโสมนัสวรวิหาร กลุ่มผู้ชุมนุมได้ขว้างปาก้อนหินเข้าใส่ทหาร และพยายามบุกเข้ายึดพื้นที่คืนจนในที่สุดมีการปะทะตามมา ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงใช้กระบองตีตอบโต้
บริเวณถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา กองกำลังทหารนั่งรถหุ้มเกราะ 10 คันเข้ามาปิดกั้นถนนและส่งกำลังลงมาตั้งแถวถือกระบองและโล่ปราบจลาจล ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมก็นำเครื่องขยายเสียงและรถปิกอัพเข้าขวางจนมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง
บริเวณสนามม้านางเลิ้ง
กลุ่มผู้ชุมนุมหลายพันคนที่ถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่หน้าบริเวณกองทัพภาคที่ 1 ได้มาปักหลักประจันหน้ากับทหารกว่า 300 นายที่มีอาวุธครบมือ ทั้งสองฝ่ายตั้งแถวแนวปะทะห่างกันราว 100 เมตร
ฝ่ายผู้ชุมนุมได้นำแผงเหล็กไม้มากั้นพื้นที่ และดัดแปลงไม้ไผ่ ก้อนอิฐ ก้อนหินเป็นอาวุธเมื่อปะทะกับทหาร
บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม
หน่วยทหารได้ปิดกั้นเส้นทางเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ในระหว่างการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมมีเฮลิคอปเตอร์บินวนดูสถานการณ์อยู่ตลอด
ส่วนบริเวณติดกับประตูทางเข้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้ไม้ต้นสนประมาณ 200 ต้น ตั้งสลับฟันปลาเป็นแนวเต็มบนสะพานเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายทหารตีโอบล้อมผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณสนามม้านางเลิ้ง
และยังนำรั้วลวดหนามมากั้นอีกชั้น
ขณะที่ฝ่ายทหารได้นำตัวเจ้าของรถปิกอัพ รถแท็กซี่ และรถยนต์ส่วนตัวที่จอดไว้หน้าลานพระบรมรูปทรงม้าจำนวน 6 คันขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังออกไป
เวลา 13.30 น. ของวันที่ 10 เมษายน 2553 หนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” รายงานว่า
ที่ผ่านฟ้า แกนนำได้ประกาศขอกำลังชายฉกรรจ์ 300 คนไปสกัดทหารไม่ให้เข้าพื้นที่การชุมนุม และถ้าทหารบุกเข้ามาก็อย่าต่อสู้เพราะสู้ไม่ได้
ช่วงเวลาเดียวกัน ทหารในกองทัพภาคที่ 1 ใช้กำลังทหาร 3 กองร้อยบุกออกจากประตูด้านถนนศรีอยุธยาที่มีผู้ชุมนุมรวมตัว 500 คน โดยใช้น้ำฉีด ยิงกระสุนยาง และระเบิดแก๊สน้ำตาเบิกทาง
ผู้ชุมนุมแตกฮือไปทางลานพระบรมรูปทรงม้า
ทหารใช้กระสุนยางยิงไล่เพื่อบีบพื้นที่ ตั้งแถวกระจายยึดลานพระบรมรูปทรงม้า ผู้ชุมนุมถอยร่นต่อเนื่อง
ขบวนทหารเดินมุ่งหน้าแยก จปร.ครั้งละ 10 ก้าวหยุด มีรถบรรทุกน้ำ 2 คันขับตามหลัง และรถบรรทุกกำลังจำนวนหนึ่งรุกไล่ผู้ชุมนุมถอยหนีไปถึงแยก จปร. กลุ่มทหารเดินหน้าบีบผู้ชุมนุม
สมทบกำลังทหารจากด้านถนนพิษณุโลก หน้าทำเนียบรัฐบาลและกำลังทหารจากแยกวังแดง รวมเป็น 3 ด้าน รุกไล่ผู้ชุมนุมไปอยู่สะพานมัฆวานรังสรรค์
จากนั้นทหารใช้กำลังผลักดันผู้ชุมนุมอยู่พักหนึ่งบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์หน้าตึกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก่อนขว้างแก๊สน้ำตาเข้าใส่ แต่ทหารอยู่ใต้ลมจึงเป็นฝ่ายโดนแก๊สน้ำตาเองต้องถอยกลับไปที่เชิงสะพานฝั่งทำเนียบรัฐบาล
พยายามบุกอยู่ 3 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ
ทหาร 3 กองร้อยที่ผลักดันกับผู้ชุมนุมอยู่บริเวณข้าง ทบ.ใช้แก๊สน้ำตาขว้างใส่ผู้ชุมนุม เกิดปัญหาทหารอยู่ใต้ลมเช่นกัน และผู้ชุมนุมบางส่วนใช้ข้าวแกงสาดใส่ทหาร
ส่วนที่แยกตลาดนางเลิ้งมีกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนและเกิดการผลักดันและล้อมกรอบทหารจนทหารถอยกลับเข้าสู่กองทัพบก
ผู้สื่อข่าวช่อง 11 (เอ็นบีที) รายงานจากบริเวณถนนราชดำเนินนอกว่า เมื่อเวลา 13.45 น. ของวันที่ 10 เมษายน 2553 เกิดเหตุชุลมุนที่สี่แยกพาณิชยการ ใกล้ทำเนียบรัฐบาลและกองทัพภาคที่ 1
โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้น้ำฉีดผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมแยกพาณิชยการ จากนั้นได้ยิงแก๊สน้ำตาและยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะ
ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงบางคนได้รับบาดเจ็บและแตกฮือจากแยกพาณิชยการ
จากนั้นทหารนำรถที่กลุ่มคนเสื้อแดงจอดขวางออกนอกพื้นที่และเดินจากแยกพาณิชยการมุ่งหน้าเข้าถนนราชดำเนิน
ต่อมาในเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวคนนี้ก็รายงานต่อว่า ทหารได้ทยอยยึดถนนราชดำเนินได้บางส่วนแล้ว โดยตรึงกำลังตามสี่แยกต่างๆ ตั้งแต่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 แยกมิสกวันและสะพานมัฆวานรังสรรค์
ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงต่างถอยร่นไปรวมตัวที่สะพานใหญ่ผ่านฟ้าลีลาศและพยายามจอดรถขวางเพื่อสกัดทหาร
จากนั้นเมื่อเวลา 14.20 น. ก็รายงานต่อว่า บริเวณการชุมนุมคนเสื้อแดงแยกมิสกวันทหารได้ใช้แก๊สน้ำตาขว้างใส่ อย่างไรก็ตาม เกิดลมโต้กลับทำให้พัดย้อนไปโดนทหาร
และมีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขว้างกลับ
ทางด้านบริเวณคลองผดุงกรุงเกษมทหารได้รุกคืบฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมพร้อมกับจับผู้ปราศรัยบนเวที ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปรับขบวนด้วยการให้พระสงฆ์ออกมาตั้งแนวป้องกันการรุกคืบของทหาร
การปะทะกันระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมได้ขยายวงกว้างและเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น เมื่อทางรัฐบาลและ ศอฉ.สั่งให้กองทัพบกส่งกำลังเข้าปิดล้อม
พื้นที่รอบนอกบริเวณที่ชุมนุมย่านผ่านฟ้าลีลาศและปิดเส้นทางจราจร
หนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับประจำวันที่ 11 เมษายน ภายใต้พาดหัวข่าว “ดับ 9 ศพ เจ็บเฉียด 300 นองเลือด” ให้รายละเอียดว่า
เวลา 15.30 น. ของวันที่ 10 เมษายน เจ้าหน้าที่ทหารได้เสริมกำลังเข้าตั้งแนวกั้นบริเวณสะพานปิ่นเกล้าฝั่งขาเข้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว และได้เผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมที่ทยอยมาปักหลักตั้ง “แนวรับ”
ด้านหนังสือพิมพ์ “แนวหน้า” รายงานว่า
ที่หน้ายูเอ็นเจ้าหน้าที่ทหารได้ยิงปืนกระสุนกระดาษขึ้นฟ้าอีกครั้งเพื่อควบคุมสถานการณ์ พร้อมฉีดน้ำไล่ผู้ชุมนุมที่พยายามรุกล้ำเข้าพื้นที่ฝั่งด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN)
ผู้ชุมนุมได้ตะโกนบอกให้เจ้าหน้าที่หยุดใช้อาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมซึ่งได้เกิดความชุลมุนขึ้นอีกครั้ง
บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ทหารได้เพิ่มมาตรการในการกดดันผู้ชุมนุมให้ถอยร่นไปยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศหลังจากใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมและรุกคืบยึดพื้นที่
นอกจากนี้ ยังได้ใช้ปืนกระสุนกระดาษบีบผู้ชุมนุมให้ถอยร่นไปยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
“สยามรัฐ” ฉบับเดียวกันนี้ได้รายงานด้วยว่า
“บริเวณใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์มีการปะทะกันประมาณ 30 นาที”
หนังสือพิมพ์ “ไทยโพสต์” รายงานว่า เมื่อเวลา 15.45 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้ยิงปืนด้วยกระสุนซ้อมขึ้นฟ้าพร้อมขว้างแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์เป็นเวลาประมาณ 30 นาที
ทำให้ผู้ชุมนุมต้องวิ่งหนีหลบแก๊สน้ำตาอย่างจ้าละหวั่น จากนั้นกำลังทหารได้ถอยร่นเข้ามาบริเวณแยกมิสกวันอีกครั้ง
เวลาเดียวกันมีการปิดสะพานปิ่นเกล้าและสะพานพระรามแปด
