บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (35)
เมื่อได้รับคำสั่งให้ถอนตัวจาก บก.สิงหะ ผู้บังคับกองพัน ทสพ.604 คือ พ.ต.สมนึก ฟุ้งลัดดา (เกษียณ พลตรี) ได้เรียกประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงและฝ่ายอํานวยการทันที
โต๊ะยาวตั้งวางในหลุมบังเกอร์ใหญ่ของกองพันได้จัดเป็นที่ประชุมวางแผนการถอนตัว นอกจากผู้บังคับกองพันแล้ว ยังมี ร.อ.จิโรจน์ นุตาลัย (เกษียณ พลตรี) นายทหารยุทธการ ร.ท.นิพนธ์ ธีระพงษ์ (เกษียณ พลเอก) นายทหารส่งกําลังบํารุง ร.ท.อนันต์ เครือแก้ว (เกษียณ พลโท) และเจ้าของบันทึก ร.ท.นริศ ศรีเนตร (เกษียณ พลโท) ผู้บังคับกองร้อยที่ 2 รวมทั้งนายทหารของกองร้อยทหารปืนใหญ่ฐานยิง COBRA อีกหลายนาย คือ ร.ท.ประกอบ เศรษฐชัย (เกษียณ พลโท) ผู้บังคับกองร้อย ร.ท.สงคราม หรั่งเล็ก (เสียชีวิต พันเอก) รองผู้บังคับกองร้อย ร.ท.วิจิตร ยาคล้าย (เกษียณ พลตรี) ผู้ช่วยรองผู้บังคับกองร้อย ร.ท.สุทิน เชียงทอง (เกษียณ พลตรี) นายทหารอํานวยการยิง และนายทหารฝ่ายอํานวยการร่วมประชุมวางแผนอีกหลายนาย
ทุกคนมีหน้าตาเคร่งเครียดที่ต้องพิจารณาเส้นทางถอนตัวผ่านพื้นที่ทุ่งไหหินซึ่งมีกําลังข้าศึกหนาแน่นเพื่อพิจารณาการถอนตัวว่าทําอย่างไรจะหลีกเลี่ยงการปะทะกับข้าศึกเพื่อนํากําลังกลับสู่พื้นที่แนวหลังให้รอดปลอดภัยทุกคน การประชุมได้ข้อยุติที่รวดเร็วมาก เพียง 45 นาทีต่อมา ทุกอย่างก็ตกลงกันเรียบร้อย ผู้บังคับกองพันตกลงใจให้กองร้อยที่ 3 ของ ร.ท.อนันต์ เครือแก้ว เป็นหน่วยระวังป้องกันหน้าในการถอนตัว หน่วยถัดมาคือ กองร้อยที่ 1 ทําหน้าที่ระวังป้องปีกทั้งสองด้าน กองบังคับการกองพัน กองร้อยทหารปืนใหญ่ และ กองร้อยที่ 2 ของ ร.ท.นริศ ศรีเนตร เป็นหน่วยระวังป้องกันหลังปิดท้ายขบวน
เส้นทางถอนตัวในระยะเริ่มแรกเป็นเส้นทางบังคับจากด้านทิศใต้ไปยังทิศเหนือซึ่งเป็นเพียงเส้นทางเดียวโดยเดินลงจากยอดภูเขาสูง 1,730 เมตร ลาดลงสู่พื้นราบทุ่งไหหินที่มีความสูงต่ำกว่าภูห่วง 800 เมตร เมื่อเดินทางถึงพื้นราบทุ่งไหหินแล้วจึงจะสามารถอ้อมผ่านไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่จุดรวมพลสนามบินบ้านนาซึ่งมีทั้งเครื่องบินปอร์ตเตอร์และเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถรับกําลังพลกลับไปยัง บก.สิงหะ เมืองล่องแจ้งได้

ร.ท.นริศ ศรีเนตร กลับมาที่ฐานปฏิบัติการกองร้อย ประชุมสั่งการผู้บังคับหมวดปืนเล็กทั้ง 6 หมวดตามคําสั่งกองพัน เน้นย้ำให้ทหารนํากระสุนติดตัวไปให้มากที่สุด สัมภาระเอาไปเท่าที่จําเป็นไม่หนักมากเกินไป เพราะต้องเดินทางถอนตัวไกลถึง 60 กิโลเมตร หลังประชุมสั่งการเสร็จก็รีบกลับเข้าที่พักในบังเกอร์ จัดเตรียมสิ่งของที่จําเป็นลงในเป้สะพายหลังให้มีน้ำหนักเบาที่สุด ได้แก่ กระสุนปืน แผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000 เข็มทิศ ไฟฉายหัวงอ ผ้าปอนโจ (เสื้อกันฝน) กระติกน้ำ 3 ใบ อาหารแห้งของ ทบ.ไทย และขนมโก๋ผสมถั่วเหลืองที่ยึดมาได้จากฐานปฏิบัติการข้าศึกจํานวนมากแบ่งแจกจ่ายให้ทหารติดตัวทุกคน
สิ่งของและสัมภาระที่เหลือให้ทําการฝังที่หน้าผา อาวุธและกระสุนปืนที่เหลือนํามารวมกันไว้ที่หลุมใหญ่แล้วระเบิดทําลายเพื่อป้องกันมิให้ข้าศึกนํากลับมาใช้ได้อีก โดยตั้งระเบิดถ่วงเวลาไว้ 1 ชั่วโมง
เวลา 16.15 น. ทุกหน่วยเริ่มเคลื่อนย้ายจากที่ตั้งฐานบนยอดภูห่วง มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตามเส้นทางคนเดินลาดลงสู่พื้นราบทุ่งไหหิน รูปขบวนที่ใช้คือแถวตอนเรียงหนึ่ง กําลังพลทหารราบและทหารปืนใหญ่ รวมแล้ว 400 คนเศษ ต้องเดินตามกันเป็นแถวตอนยาวเหยียดเกือบ 1 กิโลเมตร
เวลา 19.00 น. หน่วยทั้งหมดก็เคลื่อนย้ายมาถึงตอนใต้ของทุ่งไหหินเป็นเวลาพลบค่ำพอดี ผู้บังคับกองพันได้สั่งการให้ทุกหน่วยหยุดพักค้างแรมบนเนินเขาไม่สูงนัก วางกําลังเป็นวงกลมในลักษณะป้องกันรอบตัว เน้นย้ำให้กําลังพลทุกหน่วยระมัดระวังด้วยการพรางแสงและเสียงอย่างเข้มงวด เนื่องจากในย่านกลางของทุ่งไหหินยังมีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายเรากับข้าศึกอยู่ ซึ่งสามารถมองเห็นทั้งแสงและได้ยินเสียงเป็นห้วงๆ ตลอดทั้งคืน
เช้าวันที่ 21 ธันวาคม 2514 กองพันจะต้องเคลื่อนย้ายถอนตัวผ่านที่ราบทุ่งไหหินไปยังชายขอบด้านทิศตะวันตกของทุ่งไหหินเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เพื่อลดอันตรายจากการตรวจการณ์และการยิงของข้าศึก กองพันจึงเปลี่ยนแผนการปฏิบัติให้หน่วยเคลื่อนย้ายเร็วขึ้นเป็นเวลา 03.00 น. เพื่อใช้ความมืดเป็นฉากกำบัง กองพันได้เคลื่อนย้ายกําลังผ่านที่ราบทุ่งไหหินที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะกว้างใหญ่ มีภูเขาสูงล้อมรอบ และเต็มไปด้วยหญ้าคาสูงระดับไหล่ มีต้นสน 3 ใบเป็นระยะๆ 10-20 เมตร ปรากฏว่าหน่วยได้เคลื่อนย้ายถึงชายขอบทุ่งไหหินด้านทิศตะวันตกก่อนรุ่งสางพอดีตามแผนที่วางไว้ กองพันจึงสั่งให้หน่วยหยุดพักรับประทานอาหารเช้า
กองพันเริ่มเคลื่อนย้ายต่อในเวลา 08.00 น. ภูมิประเทศเป็นป่าโปร่ง รูปขบวนของการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนเป็นรูปขบวนหน้ากระดานหมวด เพื่อเพิ่มอำนาจการยิงสูงสุดตรงหน้าและลดอันตรายจากการยิงของข้าศึกหากเกิดการปะทะในทิศทางตรงหน้า ระหว่างทางได้พบซากปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานติดตั้งบนยานยนต์ล้อของข้าศึก แสดงว่าพื้นที่นี้เป็นสนามรบในอดีตที่สืบเนื่องมายาวนานหลายสิบปี เวลา 16.00 น. กองพันได้เคลื่อนย้ายห่างจากชายขอบด้านทิศตะวันตกของทุ่งไหหินมาได้ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เหลือระยะทางอีก 400 เมตร ก็จะถึงเนินเขาสูงที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาทึบ
ทันใดนั้น ทุกหน่วยก็ได้รับคําสั่งจากกองพันให้หยุดการเคลื่อนที่ เพราะสุนัข อายุ 1 ปี จํานวน 2 ตัว ที่เดินทางร่วมมากับกองร้อยที่ 3 ซึ่งนำขบวนเคลื่อนย้ายได้ส่งเสียงเห่ากระโชกไม่หยุดพร้อมกับหันหน้าไปทางเนินเขาสูงประมาณ 40 เมตร ที่อยู่ทางด้านขวามือของเส้นทางการเคลื่อนที่ สุนัข 2 ตัวนี้ จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี ผู้บังคับหมวดนํามาเลี้ยงไว้ จากประสบการณ์ จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี เชื่อว่าบนเนินเขาน่าจะมีกําลังข้าศึกซ่อนตัวอยู่เพื่อซุ่มโจมตีฝ่ายเรา และน่าจะวางทุ่นระเบิดตามแนวทางการเคลื่อนที่ด้วยจึงใช้ดาบปลายปืนคุ้ยพื้นดินที่อยู่สองข้างเส้นทางคนเดิน ปรากฏว่าค้นพบสายไฟสีเขียว 2 เส้น จึงรายงาน ร.ท.อนันต์ เครือแก้ว ผู้บังคับกองร้อยที่ 3 ให้ขึ้นมาดู ร.ท.อนันต์ เครือแก้ว วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นสายโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อระหว่างฐานยิงอาวุธหนักกับผู้ตรวจการณ์หน้าจึงสั่งให้ จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี ทําการตัดสายไฟโดยเร็วที่สุด ชั่วระยะเวลาไม่ถึงอึดใจ ข้าศึกก็ระดมยิงด้วยอาวุธหนักมาตกพื้นที่ทางซ้ายมือของรูปขบวนการเคลื่อนที่ห่างประมาณ 80 เมตร เสียงระเบิดกระสุนอาวุธหนักดังก้องหุบเขา ร.ท.นริศ ศรีเนตร ได้วิเคราะห์จากประสบการณ์ว่าน่าจะเป็นเครื่องยิงลูกระเบิดขนาดลํากล้อง 82 ม.ม. (ค.82) โดยสังเกตจากเสียงระเบิดกระสุน ค.ที่มาตกใกล้ฝ่ายเราและกองร้อยที่ 2 ของ ร.ท.นริศ ศรีเนตร ที่อยู่หลังสุดในขบวนเคลื่อนย้าย ได้ยินเสียง “บล็อกๆๆๆๆ” จาก ฐานยิง ค.82 ของข้าศึก ซึ่งอยู่ทางด้านหลังซ้ายมือประมาณ 500 เมตรเท่านั้น
กลุ่มกระสุน ค.82 ของข้าศึกยิงมาตกเป็นห้วงๆ แต่ละห้วงมีจํานวน 30-40 นัด และห่างกันประมาณ 3 นาที โดยยิงมาทั้งหมดประมาณ 200 ลูก แต่เป็นที่น่าประหลาดใจคือข้าศึกมิได้มีการปรับการยิงให้กระสุนเหล่านี้มาตกใกล้ฝ่ายเราแต่อย่างใด กลุ่มกระสุนที่ยิงมาแต่ละครั้งยังคงตกอยู่พื้นที่เดิม ร.ท.นริศ ศรีเนตร ตะโกนสั่งการให้ทหารทุกคนรีบวิ่งขึ้นเขาทางด้านทิศตะวันตกที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาทึบให้เร็วที่สุดเพื่อลดอันตรายจากการยิงของข้าศึก ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่นจะช่วยลดอันตรายจากสะเก็ดระเบิดที่ข้าศึกยิงมา ปรากฏว่าทหารของกองพัน ทสพ.604 และหน่วยทหารปืนใหญ่ปลอดภัยทุกคนไม่ได้รับการสูญเสียแม้แต่คนเดียว จะมีเพียงบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ จากการวิ่งเข้าที่กําบังในภูมิประเทศอย่างเร่งด่วน เมื่อข้าศึกยิงกระสุนระเบิดมาตกในครั้งแรกเท่านั้น สาเหตุสำคัญที่ข้าศึกไม่มีการปรับการยิงก็เป็นเพราะ จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี ได้ตัดสายไฟที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ตรวจการณ์และหน่วยยิง ค.82 ของข้าศึกได้เสียก่อนนั่นเอง
ภายหลังจากการตรวจสอบยอดกําลังพลเป็นที่เรียบร้อย หน่วยกองพันก็เดินทางต่ออย่างเร่งรีบ แม้ว่าจะเป็นเวลามืดค่ำฝนตกพรําตลอดทาง แต่ละคนต้องสวมเสื้อกันฝน เดินส่องไฟฉายหัวงอแบบพรางแสงจุดเดียว ทุกคนไม่มีใครบ่นว่าเหน็ดเหนื่อยและท้อถอย เพราะต้องการถอนตัวออกจากพื้นที่อิทธิพลของข้าศึกให้รวดเร็วและให้ได้ระยะไกลมากที่สุด จนกระทั่งเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น (22 ธันวาคม 2514) กองพันก็สั่งให้หน่วยหยุดการเคลื่อนที่ ทหารทุกคนนอนพิงเครื่องหลังในลักษณะเตรียมพร้อมสองข้างเส้นทางเป็นแถวตอนยาวเหยียดบนไหล่เขา
วันที่ 22 ธันวาคม 2514 กองพันได้ถอนตัวจนมีระยะห่างจากทุ่งไหหินมากแล้ว จึงมีการผ่อนผันให้เดินทางเคลื่อนย้ายในเวลากลางวันได้ เวลา 10.00 น. เดินทางมาถึงเมืองโปด เป็นหมู่บ้านร้างมีพื้นราบที่นาประมาณ 100 ไร่ ตรวจพบเป้สนามและสัมภาระต่างๆ ของทหารทิ้งเกลื่อนกลาดทั่วพื้นที่ แสดงว่าหน่วยทหารฝ่ายเราที่ถอนตัวมาก่อนหน้านี้ได้ปะทะสู้รบกับข้าศึกอย่างหนักมาแล้ว กองพันจึงสั่งให้หน่วยเดินอ้อมผ่านชายป่าตอนใต้ของเมืองโปดและเพิ่มการระวังป้องกันให้มากยิ่งขึ้น คืนวันที่ 22 ธันวาคม 2514 หน่วยได้พักระหว่างเส้นทางบนเขาอีก 1 คืน
วันที่ 23 ธันวาคม 2514 กองร้อยที่ 3 กองพัน ทสพ.604 และกองร้อยที่ 1 รวมทั้งกองร้อยทหารปืนใหญ่ COBRA ได้เดินทางถึงสนามบินบ้านนา เมื่อเวลา 12.00 น. บก.สิงหะได้ส่งเฮลิคอปเตอร์มารับกําลังพลกลับไปได้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือต้องนอนค้างที่สนามบินบ้านนา เพื่อรอให้ บก.สิงหะ จัดส่งเครื่องบินปอร์ตเตอร์มารับกลับในวันรุ่งขึ้น ส่วนกองร้อยที่ 2 ของ ร.ท.นริศ ศรีเนตร ซึ่งเป็นหน่วยระวังป้องกันหลังปิดท้ายต้องเคลื่อนที่ล่าช้ามากกว่าปกติ เพราะต้องคอยเก็บตกกําลังพลของหน่วยข้างหน้าที่เท้าเจ็บและเหนื่อยล้าเดินขึ้นเขาลงเขาไม่ค่อยไหวจึงยังอยู่ห่างจากสนามบินบ้านนาประมาณ 10 กิโลเมตร บก.สิงหะจึงสั่งให้กองร้อยที่ 2 และส่วนตกค้างนํากําลังไปที่เทือกเขาสูงซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของภูถ้ำตำลึง จัดทําสนามเฮลิคอปเตอร์ใหม่ หลังจากนั้น บก.สิงหะก็ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์มารับกําลังพลกลับฐานทัพล่องแจ้งเสร็จเรียบร้อยเมื่อเวลา 17.00 น.
เมื่อ ร.ท.นริศ ศรีเนตร กลับมาถึงฐานทัพเมืองล่องแจ้ง ก็ได้รับข่าวร้ายจาก ร.ท.อนันต์ เครือแก้ว ว่าสุนัข 2 ตัวที่ช่วยชีวิตพวกเราได้สูญหายไปเมื่อตอนข้าศึกระดมยิง กระสุน ค.82 มาตกระเบิดระยะใกล้ 200 กว่านัด เสียงระเบิดที่ดังก้องหุบเขาทำให้สุนัขทั้ง 2 ตกใจวิ่งกระเจิดกระเจิงพลัดหลงเข้าไปในป่าลึก จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี และ ร.ท.อนันต์ เครือแก้ว เสียใจจนน้ำตาคลอ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปหลายวันแล้วทั้งสองก็ยังเฝ้ารอว่าสุนัขทั้งสองจะกลับมาที่เมืองล่องแจ้งที่เกิด แต่ไม่มีวี่แวว
จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี เล่าว่า ได้พบสุนัขทั้งสองตั้งแต่เป็นลูกสุนัขอายุเพียง 2 เดือนที่พลัดหลงจากแม่สุนัขในลักษณะหิวโหยและผอมโซเมื่อ 10 เดือนก่อนที่ล่องแจ้งจึงได้นํามาเลี้ยงจนมีความผูกพันและรักใคร่เอ็นดูเป็นพิเศษแม้เมื่อต้องเคลื่อนย้ายไปประจำในทุ่งไหหินก็นำติดไปด้วย สุนัขทั้ง 2 เป็นสัตว์ที่แสนรู้ซื่อสัตย์จนเป็นที่รักเอ็นดูของทุกคนในกองร้อย
จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี ตั้งใจจะนํากลับไปเลี้ยงที่เมืองไทยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ การจากไปจึงเป็นที่เศร้าเสียใจและอาลัยของทุกคนเป็นอย่างยิ่ง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
