บทความพิเศษ | ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ
สฤษดิ์ดังหวังพระหฤทัย
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ผมก็เหมือนกับคนไทยอีกจำนวนมากที่มีความรู้สึกสูญเสียร่วมกันมาตั้งแต่ได้รับทราบแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้สิ้นพระชนม์เสียแล้วตั้งแต่ค่ำวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา
เมื่อถึงวันซึ่งมีกำหนดการจะเชิญพระศพจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ใจของผมจึงสั่งให้ตัวเองเดินทางออกจากบ้านมาเฝ้ารอกราบสักการะพระศพระหว่างเส้นทาง
โดยเลือกจะไปนั่งรอขบวนเชิญพระศพอยู่ที่ริมถนนพญาไท ตรงบริเวณหน้าคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผมคุ้นเคยและยังไปมาหาสู่อยู่เสมอ
บริเวณนั้น คณะนิติศาสตร์ตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระรูปของทูลกระหม่อม พร้อมเครื่องสักการบูชา และมีนิสิตของคณะจำนวนหลายสิบคนมานั่งรอเวลาอยู่กับผมและนิสิตเก่าอีกจำนวนหนึ่งด้วย
เนื่องจากเราทุกคนตั้งใจจะไปก่อนเวลาเคลื่อนขบวนเชิญพระศพพอสมควร ระหว่างรอเวลาอยู่นั้น ผมเห็นว่ารอบตัวมีแต่ผู้ที่คุ้นเคยและคนที่เป็นลูกศิษย์ ผมจึงขอโอกาสที่จะกล่าวถ้อยคำสักเล็กน้อยกับผู้ที่นั่งอยู่ด้วยกันในที่นั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนิสิตซึ่งเป็นคนรุ่นเยาว์และอาจจะไม่ทราบความเดิมอะไรบางอย่างที่ผมพอได้รู้เห็นมาบ้าง เพื่อให้เขาเข้าใจว่าทำไมผมจึงนั่งอยู่ตรงนี้ในวันนี้
เรื่องที่ผมกล่าวกับทุกคนในวันนั้น ผมเล่าแต่เพียงสังเขปเพื่อความเหมาะสมกับโอกาสและเวลา แต่เพื่อไม่ให้ความทรงจำดังกล่าวสูญหายไปกับวันเวลา
ผมจึงขอนำเรื่องเดียวกันแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมาบันทึกไว้ในที่นี้ เพื่อเตือนใจตัวเองในวันข้างหน้า
และน่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษาข้อมูลที่เป็นเรื่องน่ารู้ไว้ให้ปรากฏแก่ผู้สนใจด้วย

ในเวลาเมื่อทูลกระหม่อมทรงศึกษาชั้นมัธยมปลายอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดา และผมทำหน้าที่เป็นรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ผมได้ทราบจากอาจารย์แนะแนวโรงเรียนจิตรลดาว่า ทูลกระหม่อมกำลังสนพระทัยที่จะเลือกเรียนวิชากฎหมายหรือวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิชาใดวิชาหนึ่งในระหว่างสองสาขานี้
เพื่อเตรียมพระองค์ที่จะทรงทำงานต่อไปในวันข้างหน้า ผมเองให้ความเห็นกับอาจารย์แนะแนวไปว่า หากทรงเลือกเรียนวิชากฎหมายก็ยังไม่ตัดหนทางที่จะทรงทำงานในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะอย่างไรเสียวิชากฎหมายระหว่างประเทศก็เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานด้านนั้นเหมือนกัน
ความเห็นของผมข้อนี้ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าความทราบถึงฝ่าพระบาทหรือไม่ ทราบแต่ว่าโรงเรียนจิตรลดาได้พานักเรียนชั้นมัธยมปลายซึ่งมีทูลกระหม่อมเป็นนักเรียนด้วยพระองค์หนึ่งมาเยี่ยมคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเวลานั้นมีที่ทำการชั่วคราวอยู่ที่อาคารศึกษาวัฒนา ตรงตำแหน่งที่ตั้งของสามย่านมิตรทาวน์ปัจจุบัน เพราะอาคารถาวรของคณะนิติศาสตร์กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง
ในวันนั้น ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ คณบดีและคณาจารย์ของคณะ พร้อมกันรับเสด็จและนำนักเรียนที่นั่งรถบัสมาด้วยกันทั้งหมดชมสถานที่และการเรียนการสอนของคณะ
ต่อมาเมื่อถึงเวลาที่ทรงสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วยระบบที่เวลานั้นยังเรียกว่าการสอบเอนทรานซ์ เป็นที่รับทราบกันทั่วไปว่าทูลกระหม่อมทรงสอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผมซึ่งเป็นนักกฎหมายและเป็นครูสอนวิชากฎหมายด้วยผู้หนึ่ง ย่อมมีความดีใจกับข่าวนี้เป็นอย่างยิ่ง
และตั้งความหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า ทูลกระหม่อมจะได้ทรงเป็นกำลังสำคัญของวงการกฎหมายไทย

นอกจากทรงเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ทูลกระหม่อมยังไม่ทรงละทิ้งความสนพระทัยในเรื่องวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ในเวลาเดียวกันกับที่ทรงเป็นนักศึกษาเต็มเวลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทูลกระหม่อมได้ทรงลงทะเบียนเรียนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนทางไกล โดยทรงเลือกเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
และเมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง ผมก็ได้ทราบว่าทูลกระหม่อมทรงสำเร็จการศึกษาเป็นนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และไล่เลี่ยใกล้เคียงกันนั้น ได้ทรงสำเร็จการศึกษาเป็นรัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ ด้วย
ตลอดเวลาเกือบ 48 ปีในพระชนม์ชีพของทูลกระหม่อม ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระกรณียกิจหลากหลายที่เป็นประโยชน์กับพระราชวงศ์และบ้านเมือง ตลอดถึงประชาชนเป็นจำนวนมาก
แต่เฉพาะในที่นี้ผมขออนุญาตที่จะนำเรื่องราวที่ได้รู้เห็นหรือได้รับทราบมาบ้าง มาเล่าสู่กันฟังเฉพาะในพระกรณียกิจด้านกฎหมายและด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความสนพระทัยดั้งเดิมและจากการได้ทรงศึกษาในทางวิชาการมาอย่างเต็มที่
ต่อเติมด้วยพระประสบการณ์ที่ทรงมีเพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลา ด้วยหน้าที่ที่ทรงเป็นทั้งพนักงานอัยการและทรงเป็นนักการทูตชั้นนำของประเทศไทยมายาวนาน และบังเกิดผลสัมฤทธิ์ประสิทธิ์ประโยชน์แก่คนหมู่มากมาจนถึงทุกวันนี้

ในหน้าที่ที่ทรงเป็นพนักงานอัยการ ทรงปฏิบัติหน้าที่ทั้งในพระนครและต่างจังหวัดตามตำแหน่งที่ทรงได้รับแต่งตั้งหมุนเวียนไปเช่นเดียวกันกับพนักงานอัยการทั้งหลาย
เช่น ได้เคยเสด็จไปรับราชการที่จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดระยอง
การไปประทับและทรงงานต่างจังหวัดอย่างนี้ ทำให้ผมอดเสียไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ขณะทรงเป็นพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ได้เสด็จธุดงค์ไปในหัวเมืองหลายแห่ง ทำให้ได้รู้จักบ้านเมือง วิถีชีวิตของผู้คน ได้ทอดพระเนตรเห็นสุขและทุกข์ของประชาชนด้วยพระองค์เอง และบังเกิดประโยชน์เหลือหลายเมื่อถึงคราวที่ทรงรับหน้าที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
มาถึงทูลกระหม่อมผู้ทรงเป็นพระกุลทายาทของพระมหาราชพระองค์นั้น การที่ได้ทรงปฏิบัติราชการในต่างจังหวัดเป็นเวลานานปี ทรงเห็นคดีความที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีอาญาเรื่องยาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทยและพัวพันไปถึงปัญหาสังคมที่เชื่อมโยงกันอีกเป็นอันมาก
คดีอาญาหลายเรื่องมีเด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง มีผู้หญิงเข้าไปเป็นตัวละคร ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ได้ทรงใช้วันเวลาอยู่กับประชาชน เสวยอาหารร้านเดียวกับที่ชาวบ้านกินข้าว ได้ทรงทราบและรู้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาแต่ละอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ล้วนมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
ทรงตระหนักถึงข้อจำกัดทั้งปัจจัยบวกปัจจัยลบ เรื่องเหล่านี้เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทรงงานและการปฏิบัติพระกรณียกิจในทุกหน้าที่
กล่าวได้ว่า การที่ได้เสด็จไปประทับในต่างจังหวัดในตำแหน่งพนักงานอัยการเป็นโอกาสให้ได้ทรงรู้จักเมืองไทยที่เป็นของจริงอย่างทั่วถึงลึกซึ้ง
พร้อมกันนั้นเมืองไทยและคนไทยก็มีโอกาสได้รู้จักทูลกระหม่อมที่เป็นพระองค์จริง
คือทรงเป็นมนุษย์ที่มีความเห็นใจและความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอยู่เสมอ

ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ทูลกระหม่อมได้ทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะรู้จักเมืองไทยและปัญหาของเมืองไทย
เป็นเรื่องที่ป้ามล หรือนางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเยาวชนที่ต้องคำพิพากษาอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญาให้มีความเข้าใจ “วิชาชีวิต” และสามารถกลับไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพได้อีกครั้งหนึ่ง ได้เขียนบันทึกส่วนตัวเล่าไว้ในเฟซบุ๊กหลังจากทูลกระหม่อมสิ้นพระชนม์แล้วว่า ทูลกระหม่อมสนใจการทำงานของบ้านกาญจนาภิเษกมาก ได้เสด็จไปทรงเยี่ยมบ้านกาญจนาภิเษกและทรงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเด็กและเยาวชนหลายครั้ง
การ “ขอแลกเปลี่ยนกับเยาวชนบ้านกาญจนาฯ เพื่อหาประสบการณ์” ของทูลกระหม่อมครั้งหนึ่งมีเยาวชนอาสา 11 คนเข้าพูดคุยสนทนาแบบปิดห้องคุยกันร่วมชั่วโมง “โดยไม่มีองครักษ์ ผอ.บ้านกาญจนาฯ แม้จะถูกท้วงติงจากฝ่ายรับผิดชอบ แต่ ผอ.บ้านกาญจนาฯ ยืนยันว่า รับรองความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์” และทุกอย่างก็เรียบร้อยตามที่ว่านั้นด้วย
เมื่อทรงคุ้นเคยกับบ้านแห่งนี้แล้ว ได้ส่งสนับสนุนและพระราชทานพระกรุณาธิคุณกับบ้านแห่งนี้เป็นอเนกประการ เช่น ทรงหาผู้มีความรู้มาสอนการทำคุกกี้สูตรสมุนไพรโดยพระราชทานเงินส่วนพระองค์ 100,000 บาทเพื่อเป็นทุนซื้ออุปกรณ์ทำคุกกี้ สำหรับเป็นความรู้ติดตัวไปประกอบอาชีพในวันข้างหน้า
เมื่อเด็กบ้านกาญจนาภิเษกทำคุกกี้เป็นแล้ว ก็รับสั่งกับป้ามลว่า “เราจะไปทำคุกกี้กับน้องๆ นะคะ” รับสั่งเช่นนั้นแล้วก็เสด็จมาจริงๆ ตามถ้อยพระวาจา
ก่อนเสด็จกลับ ทรงเสนอกับป้ามลด้วยพระองค์เองว่า “ให้ลูกหลาน (ซึ่งทรงหมายถึงเด็กบ้านกาญจนาภิเษก) และเจ้าหน้าที่ถ่ายภาพกับเรา” โดยที่ป้ามลไม่ได้ร้องขอ และเมื่อป้าบอกว่าลูกหลานวันนี้มีร้อยกว่าคน เยอะนะคะ ก็รับสั่งอธิบายว่า “เข้ามาเป็นชุดๆ ส่วนเรากับป้ามลนั่งที่เดิม” แล้วทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความราบรื่นเรียบร้อยทุกประการ
เป็นอันว่า เด็กบ้านกาญจนาภิเษกทุกคนในวันนั้นได้มีโอกาสเห็นภาพตัวเองอยู่ในพระรูปหมู่ที่ทูลกระหม่อมทรงอำนวยการให้ฉายไว้เป็นที่ระลึก และผมเชื่อว่าเด็กทุกคนจะได้นำไปอวดพ่อแม่ผู้ปกครองให้ได้พลอยชื่นใจและพลอยรับรู้ด้วยว่า เจ้านายพระองค์นี้ทรงคิดถึงคนอื่นอย่างไร
จากการที่ทรงงานในกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ ทำให้ทูลกระหม่อมได้พบเห็นสภาพของหญิงที่ต้องราชทัณฑ์ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ง่ายเลย
เด็กหลายคนที่เป็นเด็กติดแม่ต้องพลอยมีที่อาศัยอยู่ในเรือนจำกับแม่ที่ต้องโทษด้วย โดยเด็กเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดกับความผิดแต่หนหลังของแม่เลยแม้แต่นิดเดียว
ผมขณะที่ทำหน้าที่เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้เคยรับเสด็จเมื่อคราวทูลกระหม่อมเสด็จทรงเยี่ยมเรือนจำ ยังจำแววตาแม่ที่ส่งลูกของตนซึ่งยังเป็นเด็กเล็กถวายสู่อ้อมพระกรของทูลกระหม่อมเพื่อทรงอุ้มชูด้วยกำลังแห่งพระเมตตาได้เป็นอย่างดี
ผมเชื่อว่าเป็นความรู้สึกของแม่เด็กในนาทีนั้น อธิบายเป็นตัวอักษรได้ยากยิ่ง และผมก็ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นถ้อยคำได้เหมือนกัน
จากการที่เสด็จเข้าออกนอกในเรือนจำด้วยความสนใจในปัญหาต่างๆ เหล่านี้นี่เอง ทำให้ทรงพระดำริว่า ประเทศไทยรวมถึงประเทศทั้งหลายน่าจะได้มีมาตรฐานหรือเกณฑ์การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่เป็นสตรีให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพอนามัย การปฏิบัติต่อทุกคนโดยคำนึงถึงความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน ธรรมชาติเฉพาะของผู้หญิง
และเรื่องเด็กติดแม่ในเรือนจำ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ทรงเก็บไว้ในพระทัยเพียงอย่างเดียว หากแต่ทรงศึกษาค้นคว้าทั้งหลักวิชาพร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
และนำไปสู่พระดำริที่จะเสนอให้องค์การสหประชาชาติ โดยหน่วยงานที่ชื่อว่า สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (United Nations Office on Drugs and Crime หรือ UNODC) ซึ่งมีที่ทำการตั้งอยู่ที่กรุงเวียนนา รับความคิดหรือพระดำริไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม
ในช่วงเวลาหนึ่งที่ทูลกระหม่อมทรงขับเคลื่อนผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง พอดีกันกับเวลาที่ได้ทรงรับราชการในตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกรุงเวียนนา พร้อมกับที่ทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนาด้วย
กล่าวได้ว่าทรงทำงานเต็มเวลาสองหน้าที่พร้อมกัน
ลองนึกดูก็แล้วกันครับว่า การเสนอให้มีข้อกำหนดสหประชาชาติที่เป็นมาตรฐานกลางสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน มีรายละเอียดซับซ้อน เพื่อให้ทุกประเทศยอมรับ และเป็นการเชิงรับปากว่าเห็นด้วยและจะนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติของแต่ละประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อคำนึงว่าประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติมีจำนวนร่วม 200 ประเทศ
การสร้างความเข้าใจและการหาความเห็นสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากถึงมากที่สุด
ยิ่งเมื่อนึกว่าประเทศไทยเราซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกผู้ทรงอิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศแห่งนี้เป็นผู้เสนอประเด็นดังกล่าวขึ้น เราคงพอนึกเห็นภาพได้ว่า ผู้เกี่ยวข้องซึ่งมีทูลกระหม่อมทรงเป็นหัวหน้าทีมจะต้องทำงานด้วยความทุ่มเท อดทน และหมั่นเพียรเพียงใด
กว่าที่ข้อกำหนดมาตรฐานกลางดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสหประชาชาติตามลำดับ
จากเวียนนาไปสู่นครนิวยอร์ก เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ประมาณพุทธศักราช 2549 เมื่อทรงเริ่มโครงการกำลังใจขึ้นในกระทรวงยุติธรรม เพื่อนำร่องในการดูแลผู้ต้องขังสตรีเฉพาะในบ้านเราก่อน แล้วค่อยขยายผลไปตามลำดับสู่เวทีระหว่างประเทศจนปรากฏผลสำเร็จ
เป็น Bangkok Rules ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง” ขึ้นในเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2553 (ค.ศ.2010)
และเมื่อกล่าวเฉพาะประเทศไทยเราซึ่งเป็นผู้ดำริริเริ่มเรื่องนี้โดยมีทูลกระหม่อมทรงถือธงนำเช่นนี้แล้ว ประเทศไทยก็ได้จัดตั้งองค์การมหาชนแห่งหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนประเด็นเรื่องนี้ รวมตลอดถึงเรื่องหลักนิติธรรมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความยุติธรรมและเป็นเรื่องสำคัญที่ทูลกระหม่อมสนพระทัยมาโดยตลอด
ชื่อว่า สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Institute for Justice หน่วยงานแห่งนี้จะได้ทำงานสนองพระปณิธานของทูลกระหม่อมต่อไปแม้หาพระองค์ไม่แล้วก็ตาม
เพียงเรื่องที่เล่าสู่กันฟังมาสองสามเรื่องข้างต้น คงพอเห็นกันได้แล้วว่า ทูลกระหม่อมทรงเป็นเพชรเม็ดงาม ทรงฉายแสงแห่งพระปรีชาสามารถในพระกรณียกิจด้านกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม
เสียดายเหลือเกินที่ไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะกราบทูลว่า เป็นพระคุณเหลือเกินสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชทานให้กับเมืองไทยและคนไทย
ข้อที่ทรงตั้งพระทัยหวังว่าจะทรงเรียนวิชากฎหมายและวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ทรงทำได้สำเร็จอย่างงดงาม
ในทางวิชากฎหมายได้ทรงศึกษาจนถึงชั้นปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลกแห่งหนึ่ง และได้ทรงนำความรู้ทั้งจากไทยและเทศมาบันดาลให้เกิดประโยชน์มหาศาลแก่แผ่นดินไทยและคนไทย
ส่วนทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเล่า ทูลกระหม่อมได้ทรงเป็นผู้แทนประเทศของเราในเวทีสหประชาชาติ ได้ทรงฝากผลงานไว้เป็นพระกิตติคุณที่แม้วันเวลาก็จะไม่ทำให้ลบเลือนหายไปได้
อยากกราบลงแทบพระยุคลบาทอย่างที่ได้เคยปฏิบัติมาเป็นประจำ แต่ทุกวันนี้ใจก็ยังไม่ยอมรับเลยว่า ทำได้แต่เพียงกราบลงที่เบื้องหน้าพระรูปของทูลกระหม่อม
พร้อมด้วยน้ำตาและความอาลัยพร้อมกันกับคนไทยทั้งประเทศ



https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
