อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เทพปกรณัมที่สำคัญตอนหนึ่งของพวกกรีกโบราณ ที่เล่าถึงการแข่งขันกันระหว่าง เทพีอะธีนา (Athena) กับเทพเจ้าแห่งท้องสมุทรอย่าง “โพไซดอน” (Poseidon) เพื่อที่จะเป็นเทพประจำเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่แห่งหนึ่ง
ในการแข่งขันครั้งนั้น เทพโพไซดอนได้สร้างน้ำพุที่มีน้ำทะเลพวยพุ่งขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของมหาสมุทร (บางสำนวนว่า โพไซดอนเสกรถม้าศึก ให้เป็นของขวัญต่างหาก)
ส่วนเทพีอะธีนาได้เนรมิตต้นมะกอกขึ้นมา พร้อมกล่าวกับชาวเมืองว่า ต้นมะกอก มีประโยชน์มาก ใช้เป็นได้ทั้งอาหารโดยตรง ตัวไม้เองก็นำมาใช้เป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือฟืนไฟได้ ทั้งยังมีน้ำมัน ที่เอามาใช้ประกอบอาหาร และเป็นเชื้อเพลิงได้อีกต่างหาก
แน่นอนว่า ชาวเมืองต่างลงความเห็นกันว่า ของขวัญของเทพีอะธีนานั้นมีประโยชน์ และให้ความยั่งยืนแก่ชุมชนของพวกเขามากกว่าน้ำพุรสชาติเค็มๆ ของเจ้าสมุทร พวกเขาจึงได้พากันยกเทพีแห่งปัญญาองค์นี้ขึ้นเป็น เทพเจ้าผู้ปกปักคุ้มครองเมือง
และขนานนามเมืองใหม่ของพวกตนเองตามพระนามของเทพีนางนี้ว่า “เอเธนส์” (Athens)
ดังนั้น นอกจากที่ เทพีอะธีนาจะเป็นเทพีแห่งปัญญา กลยุทธ์ การสงคราม อารยธรรม และงานฝีมือต่างๆ ตามปรัมปราคติกรีกอย่างที่คุ้นเคยกันโดยทั่วไปแล้ว เทพีนางนี้ยังมีตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นผู้พิทักษ์ หรือเทพีประจำเมืองเอเธนส์ อย่างที่มีชื่อเฉพาะเรียกว่า “อะธีนา โพนิอัส” (Athena Ponias, คำว่า “ponias” ในภาษากรีกนั้น มีความหมายว่า “ประจำเมือง” หรือ “แห่งเมือง”)
ซึ่งก็คงจะสังเกตได้ไม่ยากนักจากชื่อของเมือง และพระนามของพระนางเอง แถมยังมีเทพปกรณ์ที่ถูกแต่งขึ้น อย่างที่ผมได้เล่าเอาไว้ข้างต้นนั่นแหละ

ศูนย์กลางของการนับถือ เทพีอะธีนา ในฐานะของเจ้าแม่ประจำเมืองเอเธนส์นี้ ตั้งอยู่บนเนินสูงที่กลางเมืองเอเธนส์ ที่มีชื่อเรียกว่า “อะโครโปลิส” (Acropolis) อันเคยมีรูปเทพีอะธีนา สลักจากไม้มะกอก ซึ่งชาวเอเธนส์ในยุคโน้นถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สุด โดยเป็นรูปสลักที่มีตำนานเล่าว่า ร่วงหล่นลงมาเองจากท้องฟ้า (แน่นอนว่า ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว)
ควรสังเกตด้วยว่า “มะกอก” นั้นนับได้ว่าเป็นไม้สำคัญ และมีความเกี่ยวโยงอยู่กับเทพีอะธีนาอยู่มาก อย่างน้อยก็จะสังเกตเห็นได้ไม่ยากจากเทพปกรณัมข้างต้น ที่พระนางเลือกที่จะเนรมิตไม้มะกอกขึ้นมา
“มะกอก” จึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์ของกับเทพีนางนี้อย่างเห็นได้ชัด โดยในแง่ของสัญลักษณ์ในวัฒนธรรมกรีกยุคคลาสสิคแล้ว ไม้มะกอกก็คือ สัญลักษณ์ของปัญญาของเทพีอะธีนา และสันติภาพที่พระนางนำมาให้แก่เอเธนส์ โดยถือกันว่าเป็นไม้ที่เทพีองค์นี้โปรดปราน ส่วนน้ำมันมะกอกนั้นก็ถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งใช้เพื่อชำระล้าง และเป็นเชื้อเพลิงในการติดต่อกับเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อีกด้วย
ส่วนรูปสลักไม้มะกอกของเทพีอะธีนา ในฐานะผู้ปกปักคุ้มครองเมืองเอเธนส์ดังกล่าวนั้น ได้เคยประดิษฐานอยู่ภายในวิหารเอเรคเธียม (Erechtheion) ซึ่งก็ถูกสร้างอยู่ข้างบนเนินเขาอะโครโปลิส กลางเมืองเอเธนส์นี่เอง
พูดง่ายๆ ว่า นอกจากที่ “เอเธนส์” จะมีชื่อเมืองมาจากชื่อของ “เทพีอะธีนา” ผู้เป็นพระแม่ประจำเมืองแห่งนี้แล้ว ที่ศูนย์กลางของเมืองยังมีเนินสูงที่เรียกว่า “อะโครโปลิส” อันเป็นศูนย์กลางในการนับถือเทพีนางนี้ และเป็นศูนย์กลางในเชิงจิตวิญญาณของเมืองเอเธนส์อีกด้วยต่างหาก

ต่อมาได้มีการสร้างวิหารสำคัญขึ้นอีกแห่งหนึ่ง บนพื้นที่อะโครโปลิส โดยวิหารแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นเพชรยอดมงกุฎในวัฒนธรรมกรีกยุคคลาสสิคเลยก็ว่าได้
และวิหารแห่งนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “พาร์เธนอน” (Parthenon)
วิหารพาร์เธนอนถูกสร้างขึ้นเมื่อราวเกือบๆ 2,500 ปีที่แล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงที่งานศิลปกรรมแบบดอริค (Doric order, งานศิลปะแบบเก่าที่สุด ในรูปแบบศิลปกรรมทั้ง 3 ของวัฒนธรรมกรีก-โรมัน) ของวัฒนธรรมกรีก อยู่ในจุดสูงสุดด้วย
มีหลักฐานว่า วิหารดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองที่พวกกรีกได้รับชัยชนะเหนือผู้รุกรานชาวเปอร์เซีย ในสงครามกรีก-เปอร์เซีย (499-449 ปีก่อนคริสตกาล) โดยสันนิบาตเดเลียน (Delian League) อันเป็นสมาพันธ์นครรัฐกรีก ซึ่งมีจำนวนระหว่าง 150-330 แห่ง ภายใต้อำนาจนำของเอเธนส์ ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับจักรวรรดิเปอร์เซียในสงครามครั้งดังกล่าว
ตัววิหารได้เริ่มก่อสร้างเมื่อ 447 ปีก่อนคริสตกาล และสร้างแล้วเสร็จลงเมื่อ 438 ปีก่อนคริสตกาล แต่ยังมีการตกแต่งเพิ่มเติมต่อมาจนกระทั่งถึง 432 ปีก่อนคริสตกาลจึงค่อยยุติการสร้างลงอย่างเบ็ดเสร็จ
ในแง่มุมทางศาสนาแล้ว ตัววิหารพาร์เธนอนย่อมถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายให้แก่เทพีอะธีนานั่นแหละ โดยเฉพาะเมื่อวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพีอะธีนา จึงย่อมแสดงให้เห็นว่า วิหารพาร์เธนอนนั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระนาง ในฐานะที่เป็นแม่ย่านางเมืองเอเธนส์อย่างเห็นได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว
แต่นอกจากวิหารแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่อะธีนา อันเป็นเทพีผู้ปกปักรักษาเมืองเอเธนส์แล้ว ก็ยังถูกใช้เป็นคลังสมบัติของสันนิบาตเดเลียน เช่นเดียวกับตัววิหารอื่นๆ ในวัฒนธรรมกรีกยุคคลาสสิคอีกหลายแห่งด้วยเช่นกัน
ดังนั้น คงจะสังเกตเห็นได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก ถึงอำนาจของกรุงเอเธนส์ที่ครอบงำเหนือสันนิบาตเดเลียน ในสงครามกรีก-เปอร์เซียในครั้งนั้นได้ ก็ในเมื่อฉลองชัยชนะที่มีต่อพวกเปอร์เซียกันด้วยการสร้างวิหารของเทพีประจำเมืองของตนเอง ซ้ำยังสร้างบนดินแดนศักด์สิทธิ์ของเมืองเอเธนส์ อย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งๆ ที่สันนิบาตเดเลียนนั้นประกอบไปด้วยหมู่นครรัฐเรือนร้อย ไม่ได้มีเฉพาะแค่เมืองเอเธนส์เท่านั้น
โดยเฉพาะเมื่อต่อมาสันนิบาตดังกล่าวจะได้พัฒนาไปเป็น “จักรวรรดิเอเธนส์” (Athenian Empire) ในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างการก่อสร้างวิหารหลังนี้ไปในที่สุด
เป็นที่ยอมรับกันดีว่า “พาร์เธนอน” มีที่มาจากภาษากรีกว่า “parth?nos” ที่แปลว่า “หญิงสาว” “เด็กหญิง” “หญิงพรหมจรรย์” หรือ “หญิงที่ยังไม่แต่งงาน”
แต่ในพจนานุกรมบางฉบับ เช่น พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษ ฉบับมาตรฐานอย่างฉบับที่เรียกกันว่า Lidell-Scott-Jones (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2386) นั้นระบุว่า อาจหมายถึง “ห้องของหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน” ก็ได้
โดยในพจนานุกรมฉบับเดียวกันนี้ และนักวิชาการทางกรีกศึกษาในยุคร่วมสมัยบางท่าน ได้เสนอว่าก็คือห้องชั้นใน (Cella) ทางด้านทิศตะวันตกของวิหารก็เป็นได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าข้อสันนิษฐานข้างต้นจะได้รับการยอมรับจากทุกผู้คน เพราะบางข้อสันนิษฐานก็เสนอเอาไว้ในรายละเอียดที่ต่างออกไปว่า ห้องดังกล่าวควรที่จะหมายถึง การเปรียบเทียบตัววิหารว่าเป็นห้องที่กลุ่มเด็กสาว จำนวน 4 คน ที่ได้ถูกรับเลือกให้รับใช้เทพีอะธีนา ประจำในแต่ละปี (มีศัพท์เฉพาะเรียกเด็กสาวที่ถูกเลือกเหล่านี้ในภาษากรีกว่า “arrephoroi”) ใช้เป็นห้องสำหรับทอผ้าเปปลอส (Peplos) ต่างหาก
ผ้าเปปลอสนั้นก็คือ ผ้าผืนใหญ่ที่ใช้ห่มคลุมร่างกาย โดยจะมีพิธีการถวายแด่เทพีอะธีนา แล้วนำไปฉลองพระองค์ให้กับเทวรูปของพระนาง ในทำนองเดียวกับการถวายจีวรให้กับพระพุทธรูปในวัฒนธรรมไทย ซึ่งจะมีการถวายกันเป็นประจำทุกๆ ปี
แต่นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลการแข่งขันกีฬาที่จะจัดกันทุกรอบ 4 ปี ประจำกรุงเอเธนส์ ที่เรียกว่า “พานาเธนาอิก” (Parathenaic) ก็จะมีการถวายผ้าเปปลอสให้แก่พระนางเป็นการเฉพาะด้วยเช่นกัน
และถ้าจะว่ากันตามแนวทางสันนิษฐานอย่างนี้แล้ว วิหารพาร์เธนอน ก็จึงอาจเป็นส่วนขยายของวิหารเอเรคเธียม ที่ใช้ประดิษฐานรูปสลักไม้มะกอกของเทพีอะธีนา ที่ตั้งอยู่บนอะโครโปลิส มาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างวิหารพาร์เธนอนแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเอกสารโบราณ ในช่วงร่วมสมัยกับการสร้างวิหารดังกล่าว เมื่อเกือบ 2,500 ปีที่แล้ว กลับไม่ได้เรียกวิหารแห่งนี้ว่า “พาร์เธนอน”
พวกเขาเรียกวิหารแห่งนี้ว่า “วิหาร” โดยไม่มีชื่อเฉพาะต่อท้ายด้วยซ้ำไป ดังนั้น นักกรีกศึกษาหลายท่านจึงลงความเห็นไปในทำนองที่ว่า “พาร์เธนอน” นั้น เป็นชื่อที่ถูกใช้เรียกอย่างไม่เป็นทางการของวิหารหลังนี้ โดยมีที่มาจากชื่อของประติมากรรมชิ้นสำคัญ ที่มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า “Athena Parthenos” (Athena the Virgin, อะธีนาผู้บริสุทธิ์) ซึ่งถูกสร้างขึ้นในภายหลังการก่อสร้างวิหารพาร์เธนอนราว 1 ศตวรรษ
รูปอะธีนาผู้บริสุทธิ์นี้ ได้สาบสูญไปนานแล้ว แต่มีบันทึกอ้างว่า เป็นเทวรูปขนาดใหญ่ มีส่วนสูงถึง 13 เมตร สร้างขึ้นจากทองคำ และงาช้าง โดยมีไม้สนไซเปรสเป็นแกนกลาง เป็นเทวรูปที่โดดเด่นของอะโครโปลิส และเป็นแรงบันดาลใจให้งานประติมากรรมรูปของเทพีอะธีนาของศิลปินในยุคหลังจากนั้น ดังนั้น ถ้าจะเป็นที่มาให้เกิดคำเรียกชื่อของวิหารดังกล่าวว่า “พาร์เธนอน” ก็ไม่แปลก
