Young Leaders’ Perspectives 2026 บ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ ปลุกไฟในตัวคุณ
คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
ครั้งหนึ่ง “นโปเลียน โบนาปาร์ต” (Napoleon Bonaparte) อดีตจักรพรรดิฝรั่งเศสผู้ยิ่งยงเคยกล่าวไว้ว่า “ผู้นำคือผู้มอบความหวัง” (A leader is a dealer in hope.)
วาทะของเขาแสดงให้เห็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของภาวะผู้นำอันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมทุกยุคทุกสมัยในการจุดประกายความหวังให้กับผู้คน
ปัจจุบันหากกล่าวถึงเรื่องผู้นำและภาวะความเป็นผู้นำแล้ว เชื่อว่าหัวข้อนี้น่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ให้ความสนใจมากที่สุด
นอกจากนั้นยังเป็นสิ่งที่หลักสูตรต่างๆ ในสถาบันการศึกษาให้ความสำคัญมากในฐานะที่เป็นพันธกิจหนึ่งสำหรับการผลิตบัณฑิตผู้มีศักยภาพในการเป็นผู้นำหรือมีภาวะผู้นำอยู่ในตัว โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีตำแหน่งผู้นำตลอดเวลา
ทั้งนี้ เนื่องจากการเป็นผู้นำโดยตำแหน่งนั้นมีอย่างจำกัดและไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเป็นได้อยู่เสมอ
แต่ภาวะผู้นำนั้นคงอยู่ในตัวของบุคคลไปตลอด และยังทำให้คนผู้นั้นสามารถเป็นผู้ตามที่ดีได้อีกด้วย
นั่นคือ มีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนขณะทำงานเป็นทีม อันเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน
ยิ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทักษะนี้ก็ยิ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษ
ผมเองในฐานะที่ทำงานอยู่ในหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE ลำปาง) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เลยพยายามกำหนดเงื่อนไขแวดล้อมเพื่อทำให้เกิดบรรยากาศที่นักศึกษาซึ่งกำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาวซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการทำงาน ได้มีโอกาสฝึกฝนการเป็นผู้นำการพัฒนาด้วยตัวเอง ผ่านการทำโครงการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนก็ตาม
โดยมีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 8 คนทำ 8 โครงการที่มีลักษณะแตกต่างกันไปตามความถนัด
พวกเขาเหล่านี้มีเวลาลองผิดลองถูกในสนามจริงภายใต้กรอบเวลาไม่เกิน 4 เดือน และไม่มีทุนตั้งต้นมา แต่ต้องออกแบบหาวิธีที่จะทำให้เกิดทุนทำงานเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ปลายทางให้ได้
นับว่าเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายความสามารถอย่างยิ่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ เมื่อดำเนินโครงการไปจนเสร็จแล้ว พวกเขาจะได้นำเสนอโครงการเหล่านี้สู่สายตาสาธารณชนในห้องประชุมใหญ่ ไม่ใช่นำเสนอแบบปิดตัวอยู่ภายในห้องเรียนแคบๆ ที่ไม่ได้กระตุ้นความกระตือรือร้นในตัวของผู้นำเสนอมากนัก
ที่สำคัญและมีความพิเศษกว่าปกติก็คือ พวกเขาจะได้นักการเมืองอาชีพจริงๆ เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อเป็นพี่เลี้ยง (mentor) คอยซักถาม แนะนำ และให้คำปรึกษาต่างๆ
ตลอดจนประเมินศักยภาพของโครงการกับศักยภาพความเป็นผู้นำของแต่ละคนอีกด้วย
เรียกได้ว่า กิจกรรมนี้เป็นไฮไลต์ประจำเทอมของวิชา “หัวข้อเฉพาะทางปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์” ที่มุ่งผลักดันให้นักศึกษาได้บูรณาการวิชาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาตลอด 2 ปีมาใช้ในการทำงาน โดยอาจแฝงอยู่เบื้องหลังโครงการหรือแสดงตัวออกมาอย่างเด่นชัดทางหน้าฉากก็ได้
ภายใต้ชื่อกิจกรรมว่า “Young Leaders’ Perspectives 2026” (YLP)
ซึ่งมีสโลแกนว่า “บ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ ปลุกไฟในตัวคุณ”

มีรูปแบบเป็นโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำในการจัดทำโครงการพัฒนาที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2569 เวลา 13:00 – 16:30 น. ณ ห้อง 1208 อาคารสิรินธรารัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง
ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน
สำหรับวิทยากรหลักของกิจกรรมก็คือ “ลูกเกด” ปวิตรา จิตตกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขต 32 จากพรรคประชาชน และ “เพชร” กรุณพล เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน
ลักษณะของกิจกรรมประกอบไปด้วยการบรรยายเรื่อง “จากชีวิตนักศึกษาสู่สภาผู้แทนราษฎร” และ “การจัดทำโครงการพัฒนาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน” การนำเสนอโครงการพัฒนาจากนักศึกษาหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE ลำปาง) และการประกวดโครงการพัฒนาดีเด่นประจำปี 2569
สำหรับโครงการทั้ง 8 ได้แก่
(1) “สูงวัยไซเบอร์เซฟ” ของต้นข้าว ธรรมมา (ต้นข้าว) เป็นโครงการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้สูงวัยที่ใช้ชีวิตอยู่ตามบ้านเรือนในเขตชุมชนบ้านสันหลวง ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร ให้รู้เท่าทันภัยร้ายจากมิจฉาชีพที่เข้ามาหลอกลวงผู้คนผ่านช่องทางดิจิทัล
โดยบุกตะลุยเข้าไปตามบ้านต่างๆ ผ่านการประสานงานจากทางผู้ใหญ่บ้านเพื่ออธิบาย ให้ความรู้ และแสวงหาแนวทางในการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายระหว่างชาวบ้านกันเองเพื่อช่วยกันระแวดระวังและเตือนภัย
(2) โครงการ “หนังสือจากคนแปลกหน้า” ของสุภัคสิริ พรรณรัตน์ (ข้าวนุ่ม) ที่สร้างชุมชนนักอ่านขึ้นที่อุทยานการเรียนรู้นครลำปาง (LK Park) โดยประสานความร่วมมือกับเทศบาลนครลำปาง จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่าน โดยที่แต่ละคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และที่สำคัญคือ ไม่รู้ว่าหนังสือที่อยู่ในห่อนั้นมีชื่อว่าอะไร รู้แต่เพียงว่าเป็นหนังสือแนวใดและมีคำแนะนำเบื้องต้นทิ้งไว้อย่างไรบ้าง
(3) โครงการ “หมอภาษา” ของสุภรดา วงศ์รัตน์วิจิตต์ (โอปอ) และ (4) โครงการ “Hello English” ของณัฐภรณ์ จั่นพงษ์ (แอนนี่)
ทั้งสองโครงการนี้ลงไปปฏิบัติงานที่โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา โดยทำกิจกรรมในลักษณะ “Edutainment” คือให้ความรู้ไปพร้อมกับความสนุกสนานบันเทิงผ่านการเล่มเกม การสนทนา และการตรวจให้คำปรึกษาในแบบคลินิก
(5) โครงการ “เด็กดีมีวินัย ใช้ถนนปลอดภัย” ของนัทภร คุ้มวงศ์ (แจน) ที่ใช้การจัดกิจกรรมแบบ Edutainment อีกเช่นกัน แต่ใช้ตำรวจจราจรจริงๆ มาเป็นผู้นำในการเล่น และให้ความรู้กับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้โรงเรียนบ้านสัน ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร เป็นสนามทดลอง
(6) โครงการ “ฮอยพุทธศรัทธา” ของชุติมณฑน์ กุงวงศ์ (ทาโร่) ที่เข้าไปศึกษารอยพระพุทธบาทที่องค์พระนอนของวัดปงสนุกเหนือ ซึ่งปัจจุบันยังขาดคำอธิบายว่าลวดลายที่ปรากฏอยู่ในรอยพระบาทนั้นแต่ละช่องมีความหมายว่าอย่างไร เนื่องจากลวดลายมงคล 108 ประการของรอยพระบาทนี้เป็นแบบล้านนาที่ยังไม่มีผู้ศึกษามากนัก เมื่อเทียบกับรอยพระบาทภาคกลางที่สามารถอธิบายได้อย่างละเอียดครบถ้วน โดยหวังว่าข้อมูลจากการศึกษาจะช่วยเติมเต็มองค์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนผ่านการท่องเที่ยวได้ด้วย
(7) โครงการ “ฮูปแต้ม ไว้กึดหา นครละกอน” ของหยาดทิพย์ สุวรรณาพงศ์กร (เปียโน) ที่สร้างจุดเชื่อมโยงอารมณ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเมืองลำปาง ผ่านงานศิลปะภาพวาดย่อส่วนในรูปแบบของแม่เหล็กติดตู้เย็น โดยเปลี่ยนจากภาพถ่ายทั่วไปมาเป็นฮูปแต้ม (ภาพวาด) ทำหน้าที่เป็นจดหมายเหตุทางใจที่คอยย้ำเตือนถึงความสุขเมื่อครั้งมาเยือนลำปางและทำให้กึดเติงหา (คิดถึง) อยากกลับมาอีก
สุดท้ายคือ (8) Qr Civic Quest เกมล่าขุมทรัพย์ (Mong La Kon) ของชนิสรา ทับแสง (แพนเค้ก) ที่ใช้เกมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดการคิดวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการออกแบบเนื้อหาและกลไกเกมให้ผู้เล่นเข้าถึงข้อมูลจากหลากหลายมุมมอง และสามารถใช้วิจารณญาณของตนในการตัดสินใจได้อย่างอิสระ
นำไปสู่การสร้างพลเมืองตื่นรู้ และมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างแท้จริง

แม้เรื่องราวที่นำมาแบ่งปันและเล่าสู่กันฟังนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ลำปาง ซึ่งเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งของประเทศเท่านั้น
และผู้ที่ได้ประโยชน์ไปมากที่สุดก็คือนักศึกษาเจ้าของโครงการทั้ง 8 ที่ได้ทั้งความรู้ บทเรียน และความทรงจำครั้งสำคัญในชีวิตก็ตาม
แต่ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์จากกิจกรรมในครั้งนี้จะมีประโยชน์กับทุกคน ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและพัฒนาสังคมของเราให้เจริญก้าวหน้าและน่าอยู่ขึ้น
ดังถ้อยคำของ “เนลสัน แมนเดล่า” (Nelson Mandela) อดีตประธานาธิบดียอดนักสู้แห่งประเทศแอฟริกาใต้ ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “Education is the most powerful weapon which you can use to change the world.”
“การศึกษาคืออาวุธอันทรงพลังที่สุดสำหรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
