ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
กระแสชาตินิยมสุดโต่ง!
บทวิพากษ์ฝ่ายขวาจัดไทย
“การได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MoU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้ว… เมื่อไม่มี MoU 44 แล้ว ก็จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก”
นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล
ข้อความในเฟซบุ๊ก, 8 พฤษภาคม 2569
ในท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก ดูเหมือนนโยบายต่างประเทศไทยยังเน้นอยู่อย่างมากกับปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จนเสมือนการเลี้ยง “กระแสชาตินิยมสุดโต่ง” ให้ดำรงอยู่ในทางการเมืองภายใน และส่งผลให้กระแสนี้กลายเป็นทิศทางหลักของนโยบายไทยต่อกัมพูชาในปัจจุบัน อันอาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั้น ได้ถือเอากระแสนี้เป็นทิศทางหลักในการมีมุมมอง (perception) ต่อปัญหากัมพูชา
ถ้าพิจารณาในบริบทของข้อเรียกร้องแล้ว เราอาจสรุปในมุมหนึ่งได้ว่ากระแสชาตินิยมสุดโต่งมีข้อเรียกร้องอย่างสำคัญที่ต้องการยกเลิก “MoU” หรือ “บันทึกความเข้าใจร่วม” ที่รัฐบาลไทยในอดีตได้ทำไว้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งท่าทีของผู้นำทางการเมืองไทยในปัจจุบันก็ไปในทิศทางเช่นนั้นอย่างชัดเจน
ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอสรุปมุมมองของทัศนะแบบสุดโต่งของปีกขวาจัดไทย ดังนี้
1)ฝ่ายที่ต้องการยกเลิก MoU มีชุดความคิดทางการเมืองในแบบ “ชาตินิยมสุดโต่ง” ซึ่งมักมองเพื่อนบ้านด้วยความหวาดระแวง หรือมีทัศนะแบบต่อต้านเพื่อนบ้าน และยิ่งเป็นกรณีของกัมพูชาแล้ว ทัศนะดูจะมีความสุดโต่งอย่างมาก จนแทบจะเป็นการละเลยสภาวะของความเป็น “ประเทศเพื่อนบ้าน” ที่มีปัจจัยร่วมกันในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเป็นประเทศที่ต้องอยู่ติดกัน มีพรมแดนร่วมกัน และมีประวัติศาสตร์บางส่วนร่วมกัน ในฐานะของการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์กันในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี
2) ความเป็นประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้ แทนที่จะเป็นปัจจัยในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กลายเป็นว่าปัจจัย “การเมืองเรื่องเพื่อนบ้าน” ทำให้ทุกอย่างดูจะยุ่งยากมากขึ้น จนยังไม่เห็นทางที่จะยุติปัญหาความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งว่าที่จริงเวลามีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน เราจะเห็นอาการแทรกซ้อนของปัญหา “การเมืองเรื่องเพื่อนบ้าน” ที่มีบทบาทอย่างมากในการประกอบสร้างทัศนะ และ/หรือมุมมองในการมองปัญหา
3) การเมืองเรื่องเพื่อนบ้านมักจะถูกกำหนดอย่างสำคัญจากความสัมพันธ์ของราชอาณาจักรในพื้นที่แถบนี้ ซึ่งมีเรื่องกระทบกระทั่ง และหลายครั้งนำไปสู่สงคราม หรือที่วิชาประวัติศาสตร์ทหารเรียกความขัดแย้งในลักษณะเช่นนี้ว่า “สงครามระหว่างราชวงศ์” (Dynastic Warfare) อันกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ประกอบสร้างทัศนะของผู้คนในปัจจุบันอย่างน่าสนใจ ดังจะเห็นจากการประกอบสร้างทัศนะผ่านสงครามยุคอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น และทัศนะเช่นนี้ถูกนำมาใช้สร้างลัทธิชาตินิยมได้อย่างลงตัว จนต้องกล่าวว่า “เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์” (historical narrative) เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มปีกขวาจัดไทยมาโดยตลอด ซึ่งเรื่องเล่าดังกล่าวจริงบ้าง ไม่จริงบ้างคละกันไป แต่มักจะพบว่าในสถานการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องยากที่จะแยกเรื่องจริงออกจากตำนาน และเพื่อนบ้านที่เป็นคู่พิพาทจะถูกเสนอในฐานะของการเป็น “ศัตรูในประวัติศาสตร์” ด้วย
4) กระแสขวาจัดมักไม่ยอมรับสิ่งที่เป็น “ข้อมูลทางประวัติศาสตร์” และเชื่อว่าเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส “ขี้โกง-เอาเปรียบ” เรื่องการปักปันเส้นเขตแดน จนลืมว่าสยามมีขีดความสามารถของตนเองในการทำงานสนามในการปักปัน หรือมีจินตนาการว่าแม่กองสยามมิใช่อ่อนด้อยและขาดความรู้ในการปักปันอาณาเขตของรัฐสยาม จนต้องยอมรับความเสียเปรียบไปทั้งหมด
5) สมมุติฐานของฝ่ายขวาจัดในทางประวัติศาสตร์คือ “คนไทยโง่ ถูกฝรั่งหลอก” เพราะไม่มีความรู้เรื่องการปักปันเส้นเขตแดน และวาทกรรมในยุคปัจจุบันไม่แตกต่างกันคือ “คนไทยโง่ ถูกเขมรหลอก” เพราะไม่ทันเกมเขมร ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายขวาจัดไทยคิดในแบบว่า พวกเขาเท่านั้นรู้ดีที่สุด คนอื่นที่เข้ามาทำบันทึกไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิค หรือฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเป็นผู้ลงนาม ไม่รู้เรื่อง ไม่มีความรู้เท่าพวกเขา ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่บรรดาฝ่ายขวาจัด รวมทั้งนายทหารขวาจัดทั้งหลาย แสดงออกถึงความไม่รู้ และความไม่เข้าใจเสียมากกว่า จนอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า บรรดาฝ่ายขวาจัดที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น เหมือนนักเรียนที่สอบตกวิชา “ประวัติศาสตร์เขตแดนไทย” อย่างน่ากังวล
6)ด้วยทัศนคติแบบสุดโต่งของฝ่ายขวาจัดไทยนั้น ยังทำให้เกิดวาทกรรมอีกชุดว่ากัมพูชา “ไว้ใจไม่ได้-เอาเปรียบ” โดยไม่มีการพิจารณาในรายละเอียด บันทึกความเข้าใจเรื่องเส้นเขตแดนจึงถูกมองด้วยทัศนะแบบไม่ไว้ใจ และไม่เชื่อว่าผู้แทนไทยทั้งในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน มีขีดความสามารถที่ทำความตกลงบนพื้นฐานที่ไทยไม่ได้เสียประะโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ฝ่ายไทยได้ทุกอย่างในแบบที่ไร้กติกา เพราะในการทำความตกลงร่วมกันนั้น มีสภาวะ “ต่างได้-ต่างเสีย” ร่วมกัน มิใช่จะเป็นความตกลงในแบบฝ่ายหนึ่งได้หมด และอีกฝ่ายหนึ่งเสียหมด และบันทึกดังกล่าวไม่ได้ทำในช่วงที่ไทยอ่อนแอ จนตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบหมด แม้กระทั่งในช่วงยุคอาณานิคม การปักปันที่เกิดขึ้นตลอดแนวพรมแดนสยามด้านตะวันออก (ติดกับลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน) ก็ใช่ว่าสยามเสียเปรียบหมด เป็นแต่เพียงมีปัญหาในบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร
7) ฝ่ายขวาในปีกชาตินิยมมีทัศนะว่า นักการเมืองไทยที่ไปทำความตกลงกับกัมพูชามีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้นำกัมพูชา และทำให้ไทยเสียเปรียบ จึงสมควรต้องยกเลิกให้หมด และมุมมองเช่นนี้ยังทับซ้อนเข้ากับปัญหาความขัดแย้งในการเมืองไทยจากยุค “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ที่ทุกอย่างถูกสร้างผ่าน “ทฤษฎีสมคบคิด” (Conspiracy Theory) โดยไม่จำเป็นต่อพิจารณาปัญหาระหว่างประเทศบนหลักการและเหตุผลใดๆ และเอาความเชื่อเป็นที่ตั้ง จนบางครั้งทฤษฎีสมคบคิดเป็นกระแสหลักของการคิดและการมองปัญหาของสังคม และผู้นำทางการเมืองบางส่วน
8) ฝ่ายที่ต้องการยกเลิกมองว่า คณะทำงานและผู้ลงนามทั้ง MoU ทางบกและทะเลไม่มีความรู้ และไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของไทย (เสมือนถูกกัมพูชาหลอก) ซึ่งไม่เคยมีการถกแถลงอย่างจริงจังถึงการดำเนินการที่เกิดขึ้น แต่เรื่องราวของ MoU กลับถูกสร้างผ่านความเชื่อที่คิดเอาเองของทฤษฎีสมคบคิด ไม่ต่างจากการประกอบสร้างภาพของความเป็นศัตรูผ่านเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์
9) ด้วยทัศนคติเช่นนี้ ข้อเรียกร้องของปีกขวาจัดจึงมีแต่ประการเดียวคือ ยกเลิกข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจทุกอย่างที่รัฐบาลไทยทำไว้กับกัมพูชา โดยไม่มีแม้กระทั่งข้อพิจารณาถึงความได้เปรียบ และผลตอบแทนในทางการเมืองและกฎหมายของบันทึกดังกล่าว คือเป็นการเชื่อแบบด้านเดียวว่า ไทยเสียเปรียบทุกอย่างในการจัดทำบันทึกนี้ (กลับมาวาทกรรมในแบบเดิมคือ ถ้าคณะผู้ทำไม่โง่ ก็ถูกกัมพูชาหลอก)
10) ฝ่ายการเมืองในปัจจุบัน รับแนวความคิดแบบขวาจัดมาเป็นทิศทางหลัก และพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนให้เป็น “รัฐบาลอนุรักษนิยม” ด้วยความเชื่อว่า การปลุกกระแสชาตินิยมจะเป็นการสร้างคะแนนเสียงให้แก่นายกฯ และรัฐบาล อีกทั้งการสร้างภาพของความเป็นรัฐบาลอนุรักษนิยมนั้น เป็นการนำเสนอให้บรรดาชนชั้นนำทั้งหลายว่า ควรต้องเชื่อมั่นและสนับสนุนรัฐบาลนี้ให้มีอายุยืนนานในทางการเมือง
11) การรับแนวคิดแบบขวาจัดของผู้นำรัฐบาลเช่นนี้ เป็นเพราะเชื่อมั่นในลัทธิชาตินิยมในทางอุดมการณ์ หรือเป็นเพราะต้องการให้กระแสชาตินิยมจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญทั้งกับปัจจุบันและอนาคตของรัฐบาลนั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะภาพที่แท้จริงคือ รัฐบาลอาศัยกระแสชาตินิยมเป็นเครื่อง “ปั่นคะแนนสนับสนุน” ในยามที่รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำจากภาวะตกต่ำทางการเมืองของรัฐบาล จนเกิดภาพที่ถูกสร้างเสมือนบันทึกความเข้าใจนี้ เป็น “ผลผลิตของปีศาจ” จึงต้องถูกทำลายให้หมด โดยไม่ต้องพิจารณาในเรื่องของหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด
12) การวิเคราะห์ในข้างต้นไม่ได้มีนัยว่า กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายถูกทุกอย่าง หากแต่ผลของการเล่นบทของไทย ทำให้เกิดภาพในเวทีระหว่างประเทศว่า “ไทยสร้างปัญหา!” เพื่ออาศัยปัญหาความขัดแย้งชายแดนมากลบปัญหาภายใน ซึ่งรัฐบาลอาจจะสื่อสารกับสังคมภายในอย่างไรก็ได้ แต่มุมมองจากภายนอกอาจจะไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลปลุกกระแสภายใน และต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของไทยในเวทีสากลอาจจะไม่เป็นบวกเท่าใดนัก แต่เราก็มักตอบในอีกมุมว่า เป็นเพราะ “ปฏิบัติการข่าวสาร” ของฝ่ายกัมพูชา เราจึงเพลี่ยงพล้ำ
13) น่าสนใจว่า “ข้าราชการมืออาชีพ” จาก 3 องค์กรหลักที่ทำงานในเรื่องเส้นเขตแดนคือ กรมอุทกศาสตร์ (ทร.) กรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ (กต.) และกรมแผนที่ทหาร ถ้าไม่มีอาการ “น้ำท่วมปาก” ก็เกิดอาการ “น้ำพัด” ไหลไปกับกระแสอย่างหาสาระไม่ได้ แต่คิดอีกที ก็อาจจะต้องยอมรับในความเป็นจริงของระบบราชการไทยว่า ใครจะอยากไปพูดขัดกับนายกฯ หรือใครจะไปขัดกับรัฐมนตรีต่างประเทศ เพราะสิ่งนี้เดิมพันด้วยตำแหน่งราชการ
14) บทบาทของหน่วยงานที่จะต้องยืนเป็นหลักในนโยบายต่างประเทศ กลับน่าเสียดายอย่างมาก เนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศกลับไม่สามารถแสดงบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านต่างประเทศให้นายกฯ ได้อย่างแท้จริง เว้นแต่จะอธิบายว่า รมว. กต. ก็ไม่อาจขัดนายกฯ ได้ จำเป็นต้อง “เกาะกระแส-โหนกระแส” ไปพร้อมกับนายกฯ ที่ต้องการใช้นโยบายต่างประเทศในการสร้างคะแนนเสียง และสร้างภาพของความเป็น “สุดยอดผู้นำอนุรักษนิยม” ไทยในการต่อสู้กับกัมพูชา
15) ต้องเลิกชุดความคิดที่เชื่อในมาตรการทหาร และเชื่อว่าสงครามเป็นเครื่องมือที่ไทยจะชนะกัมพูชา “แบบเบ็ดเสร็จ” เพราะในความเป็นจริง ไทยไม่ได้ขีดความสามารถที่จะเอาชนะเพื่อนบ้านด้วยการทำ “สงครามเบ็ดเสร็จ” และการเอา “ชนะแบบเบ็ดเสร็จ” ที่จะทำลายกองทัพกัมพูชาทั้งหมดนั้น เป็นไปไม่ได้เลย หรือต้องเลิกคิดในแบบทรัมป์คือ สงครามจากภายนอกจะนำไปสู่ “การเปลี่ยนระบอบ” ภายใน สหรัฐเปลี่ยนระบอบอิหร่านไม่ได้ฉันใด ไทยก็ไม่อาจเปลี่ยนระบอบกัมพูชาได้ฉันนั้น
ไทยต้องคิดที่จะเอา “ชนะทางการเมือง” ต่อกัมพูชา และชนะทางการเมืองในเวทีโลกด้วย แต่จะทำเช่นนั้นได้ รัฐบาลและกองทัพต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ ซึ่งก็คงเปลี่ยนไม่ได้ … ไม่ต้องคิดมาก เปลี่ยนไม่ได้หรอกครับ!
ฝากคำท้ายบท : เส้นที่กัมพูชาลากในแผนที่ของ MoU 44 ไม่ได้ตัดเกาะกูดอย่างที่ประโคมกันด้วยทฤษฎีสมคบคิด แต่ลากอ้อมเกาะครับ!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
