| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เพลงยาวเป็นสมบัติของชนชั้นนำ มีต้นทางจากกลอนเพลงของประชาชนขนาดสั้นๆ เริ่มจาก 3 วรรค, 4 วรรค, 8 วรรค เมื่อชนชั้นนำสร้างสรรค์แต่งยาวกว่านั้นเลยเรียกเพลงยาว โดยนิยมขึ้นต้นด้วยวรรครับ (วรรคที่สอง) ลงท้ายด้วย “เอย”
กลอนเพลง หมายถึงข้อความที่มีคำคล้องจองส่งสัมผัสท้ายวรรค เช่น เพลงฉ่อย, เพลงโคราช, เพลงเกี่ยวข้าว, เพลงสงฟาง, เพลงเต้นกำรำเคียว ฯลฯ จนกระทั่งมีพัฒนาการอีกทางหนึ่งเป็นกลอนบทละครและกลอนตลาดหรือกลอนแปด นอกจากนั้นยังมีกลอนเซิ้ง (คือร่าย) และกลอนลำ (คือโคลง)
ทำไมเรียก “เพลง”? เพลงเป็นคำเขมร แล้วไทยยืมมาใช้ใน 2 ความหมาย คือ หมายถึงทำนองดนตรีอย่างหนึ่งกับคำขับ (ร้อง) มีทำนองอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะกลอนมีต้นทางจากคำขับลำนำหรือคำร้องที่เรียกเพลง (คนขับคำกลอนหรือร้องคำกลอน เรียกแม่เพลงหรือพ่อเพลง แต่ทางโคราชเรียกหมอเพลง) หากมีทำนองคลอไปด้วยมักเรียกเพลงดนตรี (สุนทรภู่ก็เรียกเพลงดนตรี อยู่ในพระอภัยมณีมีคำกลอนว่า “แต่ใจพี่นี้รักทางนักเลง หมายว่าเพลงดนตรีนี้ดีจริง”)
กลอนเพลงขนาดสั้นๆ จากข้อความคล้องจองในภาษาประจำวันมีตัวอย่างว่า “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัว ให้ใคร”
นี่เป็นต้นแบบกลอนเพลงยาวที่ขึ้นต้นบทด้วยวรรครับหรือวรรคที่สองว่า “เสียทองเท่าหัว” ต่อมาชนชั้นนำรับกลอนชาวบ้านไปปรับปรุงมีพัฒนาการอีกทางหนึ่งใช้แต่งคำขับลำนำเพลงดนตรี เช่น ดอกสร้อย, สักวา, บทมโหรี แล้วยืดยาวขึ้นเป็นบทเสภา, บทละคร ฯลฯ ทำให้เพลงยาวมีอย่างน้อย 2 ความหมายคืออย่างกว้างและอย่างแคบ
ดังนี้
อย่างกว้าง เพลงยาวหมายถึงแบบแผนกลอนอย่างหนึ่ง ใช้แต่งบันทึกเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งลักษณะเป็นจดหมายเหตุ เช่น คำทำนาย, การเดินทาง ฯลฯ พบหลักฐานเก่าสุดคือเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา แต่งขึ้นในแผ่นดินพระนารายณ์โดยกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามพระนารายณ์ ครั้นสมัยปลายอยุธยามีบันทึกการเดินทางล่องเรือของชนชั้นนำชื่อหม่อมภิมเสนจากอยุธยาไปเมืองเพชรบุรี ซึ่งมักเรียกเพลงยาวหม่อมภิมเสน บางทีก็เรียกนิราศเมืองเพชรบุรี
สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ร.1 ทรงพระราชนิพนธ์เพลงยาวนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง เมื่อคราวเสด็จไปรับทัพพม่าที่เมืองกาญจนบุรี พ.ศ.2329 หลังจากนั้นสุนทรภู่ทำตามขนบดั้งเดิมสมัยอยุธยาคือนิยมใช้กลอนเพลงยาวแต่งเรื่องต่างๆ เช่น นิราศ, นิทาน ฯลฯ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ (อยู่ในประวัติสุนทรภู่) ว่ากลอนสุภาพของสุนทรภู่คือกลอนเพลงยาวและนิราศของสุนทรภู่เป็นเพลงยาว เรื่องนี้สุนทรภู่เขียนบอกไว้ในเพลงยาวถวายโอวาทว่าตนเอง “เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว” ที่ว่านักเลงทำเพลงยาวหมายถึงนักเลงแต่งเพลงยาวเป็นนิราศ
แต่ความเข้าใจเรื่องเพลงยาวยังคับแคบ เลยพากันสร้างใหม่นิทานประวัติสุนทรภู่ จนเชื่อถือสืบมาถึงทุกวันนี้ว่าสุนทรภู่ตกยาก จึงต้องยึดอาชีพรับจ้างแต่งเพลงยาวให้หนุ่มสาวเกี้ยวกัน แล้วพากันแต่งเติมต่อไปอีกว่าหนุ่มสาวสมัยสุนทรภู่คุ้นเคยกาพย์กลอนจนต้องเกี้ยวกันด้วยเพลงยาวถึงจะได้ร่วมหอแต่งงาน
แต่ไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์ตามที่กล่าวกันมา แล้วยังขัดแย้งวิถีชีวิตจริงของประชาชนซึ่งเป็นไพร่บ้านพลเมืองสมัยนั้นที่เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ออก

อย่างแคบ เพลงยาวหมายถึงจดหมายรักของหญิงกับชายที่แต่งเป็นกลอนเพลง แต่แต่งอย่างยาว เรียก เพลงยาวสังวาส ซึ่งเป็นเครื่องเล่น (หรืองานอดิเรก) ของชนชั้นนำหรือผู้ดีมีตระกูล โดยชนชั้นนำผู้ดีมีตระกูลเหล่านั้นไม่จริงจังอะไร เป็นแต่แต่งเกี้ยวพาอวดโวหารเล่นๆ สนุกๆ เท่านั้น แต่ไม่ใช่ของหญิงชายหรือหนุ่มสาวชาวบ้านทั่วไป (เพราะไม่รู้หนังสือ)
ประเด็นเหล่านี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่าเริ่มใช้กลอนเพลงแต่งเป็นเพลงยาวสังวาสเมื่อปลายสมัยอยุธยา (หลังเพลงยาวพยากรณ์ฯ)
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาเป็นวรรณกรรมการเมือง เครื่องมือชิงอำนาจมีประสิทธิภาพของชนชั้นนำ ได้แก่ กลุ่มพระเพทราชา แต่งขึ้นใส่ร้ายกลุ่มพระนารายณ์ ในที่สุดกำจัดกลุ่มพระนารายณ์ได้สำเร็จตามต้องการ ซึ่งลีลากลอนตอนต้นพบว่าเหมือนภาษาเพลงจากภาษาพูดปกติที่มีสัมผัสแต่ไม่กำหนดจำนวนคำของชาวบ้าน ดังนี้
๏ คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น
ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์ จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ
นิราศ คือเพลงยาวเล่าการเดินทาง
นิราศ คือกลอนเพลงยาวบอกเล่าการเดินทางอย่างจดหมายเหตุ ซึ่งจะมีบทคร่ำครวญหรือไม่มีก็ได้ ดังนั้น สมัยหนึ่งเรียกนิราศว่า “เพลงยาวนิราศ” ต่อมาเรียกสั้นๆ ว่า “นิราศ”
บทคร่ำครวญในนิราศมีต้นทางจากคำสั่งเสียสั่งลาพิธีส่งขวัญคนตายไปสู่โลกหลังความตายซึ่งเชื่อว่าอยู่บนฟ้า และทำสืบเนื่องไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว
[ดูเรื่อง “สั่งเสียสั่งลา บทรำพึงรำพันในวรรณกรรมไทย ต้นทางจากขับลำทำขวัญหลายพันปีมาแล้ว” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ในคำนำเสนอของหนังสือ จากรักโรแมนติกสู่การต่อสู้ทางชนชั้น โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร (คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2561 หน้า (8)-(15)]
คนตาย ขวัญไม่ตาย แต่จับต้องขวัญไม่ได้และมองไม่เห็น เป็นความเชื่อของคนหลายพันปีมาแล้ว เมื่อคนตายเป็นบุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์ต้องมีพิธีส่งขวัญขึ้นฟ้าไปรวมพลังกับผีฟ้า โดยหมอขวัญพรรณนาเป็นคำคล้องจองบอกเล่าว่าต้องเดินทางไกลข้ามห้วงน้ำกว้างใหญ่ จึงมีคำสั่งเสียสั่งลารำพึงรำพันถึงผู้คนเครือญาติ, สัตว์, สิ่งของ ตลอดจนภูมิสถานบ้านเรือน, ป่าดงพงไพรที่ขวัญเดินทางผ่านไป
บทสั่งเสียสั่งลาในคำส่งขวัญสมัยดั้งเดิม มีพัฒนาการปรับเปลี่ยนดัดแปลงเป็นกลอนลำคำขับและอื่นๆ อีกมากอย่างชำนิชำนาญ ซึ่งพบมากทางลุ่มน้ำโขง เช่น วรรณกรรมเรื่องผาแดงนางไอ่ มีบทท้าวผาแดงสั่งเสียสั่งลานางไอ่ด้วยถ้อยคำภาษาวิจิตรพิสดาร จะยกตัวอย่างบางตอนดังนี้
บัดนี้พี่สิได้พรากน้องเหินห่างกัลยาก่อนแล้ว
สิได้ฮามแพงขวัญดุ่งทางเดินผ้าย
สายใจแก้วจอมขวัญอ้ายสิสั่ง
บัดนี้สูรย์ส่องแจ้งแสงผ้ายฮุ่งมา แลเด
ปลาสิลาน้ำคําเอยสิเอิ้นสั่ง
ชั่งสิไกลลูกโต้นคนสิให้แอ่วนำ
คําสิไกลสายสร้อย กลอยมันสิลาป่า
หมาสิลาเข้าปั้นกระสันให้แอ่วนำน้องเอย
ปูปลาสิลาน้ำ ข้าวก่ำสิลาหนอง
บัวทองสิลาบึง บ่าวพี่ชายสิลาน้อง
หนองสิลาน้ำ นาทามสิลาท่งไปแล้ว
ผมป่งลากะด้นหาหวีสิซันบ่อนใด
[จากหนังสือ ของดีอีสาน โดย จารุบุตร เรืองสุวรรณ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2520 หน้า 70-71]
เพลงยาวนิราศเริ่มมีครั้งไหน? ไม่พบหลักฐานตรงๆ แต่ที่พบต้นฉบับเก่าสุดเรือน พ.ศ.2300 (ก่อนกรุงแตก 2310) รู้จักทั่วไปชื่อ “เพลงยาวหม่อมภิมเสน” บันทึกเรื่องราวการเดินทางจากอยุธยา ผ่านเมืองบางกอกไปเมืองเพชรบุรี บางทีจึงเรียก “นิราศเมืองเพชรบุรีของหม่อมภิมเสน” (กำสรวลสมุทรและทวาทศมาสสมัยอยุธยาตอนต้น มีคร่ำครวญเชิงสั่งเสียสั่งลา แต่แต่งเป็นโคลงดั้น จึงไม่นับเป็นเพลงยาวนิราศ)
หลังจากนั้นจึงมีเพลงยาวนิราศกวางตุ้ง (ของนายมหานุภาพ) แล้วตามด้วยเพลงยาวนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง (พระราชนิพนธ์ ร.1) กระทั่งถึงยุคสุนทรภู่ “เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว” หมายถึงเพลงยาวนิราศ คือ นิราศต่างๆ ล้วนมีต้นตอจากคำคล้องจองเป็นกลอนประชาชน
