ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นอกจากเป็น “ตำรวจ” และ “นักเขียน” แล้ว
ท่านยังเคยเป็นที่ปรึกษาของ “มติชน” ด้วย
ตอนที่ยังอยู่ “มติชน” และท่านยังมีชีวิตอยู่ ผมมีโอกาสได้สนทนากับท่านบ่อยๆ
คนมติชนจะเรียกท่านติดปากว่า “ท่านรองฯ วสิษฐ” เพราะเคยเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจมาก่อน
เรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไปกับเรื่องหนังสือ
เรื่องเกี่ยวกับ “ตำรวจ” คุยกันน้อยมาก
แต่มีอยู่ 2 เรื่องที่ผมจำแม่น และหยิบไปเล่าบ่อย
เรื่องแรก ท่านรองฯ บอกว่าเครื่องมือป้องกันขโมยที่ดีที่สุด
คือ “แสงสว่าง”
“โจร” ไม่ได้กลัวแสง แต่กลัวคนเห็นครับ
สมัยนั้นยังไม่มี “กล้องวงจรปิด” ท่านรองฯ แนะนำว่าถ้าใครกลัวขโมยขึ้นบ้านให้เปิดไฟที่รั้วบ้านสว่างๆ
ค่าไฟไม่เท่าไร
แต่ปลอดภัย
ท่านรองฯ บอกว่าต่อให้มองซ้ายมองขวาแล้วไม่มีใคร แต่โจรก็จะกลัวคนเห็น
ถ้าเลือกได้เขาจะเลือกบ้านที่รั้วมืดๆ หน่อย
ผมหยิบเอาเรื่องนี้ไปใช้ทุกครั้งเวลาพูดถึงเรื่องการฮั้วประมูล หรือการทุจริตในเรื่องต่างๆ
ถ้าทำให้ระบบโปร่งใส เปิดเผย มีคนเห็นเยอะๆ
การประมูลจะบริสุทธิ์ ยุติธรรม
ไม่ใช่แอบเปิดประมูลเงียบๆ ไม่บอกใคร
ทำบรรยากาศการประมูลเหมือนรั้วบ้านที่สลัวๆ หรือมืดๆ หน่อย
แบบนี้ “ขโมย” หรือ “โจร” ชอบ
เรื่องที่สอง “รองฯ วสิษฐ” บอกว่า “อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอย”
ใครทำอะไรผิด จะทิ้ง “ร่องรอย” ให้เห็น
ท่านยกตัวอย่างในอดีตเคยมีขโมยกรีดมุ้งลวดเข้าไปขโมยของ
พอนายตำรวจมือปราบคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่นี้มานานมาตรวจสถานที่เกิดเหตุก็บอกเลยว่าต้องเป็นไอ้คนนี้อย่างแน่นอน
ระบุชื่อชัดเจน
นักข่าวก็งงว่าทำไมรู้
เหมือนมี “ญานทิพย์”
มือปราบคนนี้บอกนักข่าวว่าให้ดูร่องรอยการกรีดมุ้งลวด
…เป็นคนถนัดซ้าย
และโจรลักทรัพย์ตามบ้านแถบนี้ที่เคยโดนจับมาแล้ว คนที่ถนัดซ้ายและใช้วิธีการนี้มีอยู่คนเดียว
คนนี้ถือว่าน่าสงสัยที่สุด
เมื่อตามตัวมาและสอบสวน
สุดท้ายโจรคนนี้ก็รับสารภาพ
ท่านรองฯ บอกว่า “อาชญากร” นั้นจะพยายามใช้เวลาก่อการให้สั้นที่สุด
เพราะกลัวคนเห็นหรือจับได้
ดังนั้น เชี่ยวชาญแบบไหนก็จะใช้วิธีการนั้นเป็นประจำ
ไม่ใช่ถนัดซ้ายแล้วกลัวตำรวจจับได้ก็เลยใช้มือขวา
หรือเคยยิงปืนรุ่นนี้เป็นประจำจนคุ้นมือ ถ้าเปลี่ยนไปใช้รุ่นอื่นหรือกระบอกอื่น มือปืนจะกลัวว่าไม่แม่นเหมือนที่ซ้อมไว้
เวลายิงใครก็มักใช้ปืนรุ่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะการทำอะไรที่ไม่ถนัดหรือเชี่ยวชาญจะต้องใช้เวลานาน และมีโอกาสผิดพลาด
“โจร” ไม่ชอบ
นั่นคือ เหตุผลที่ท่านรองฯ วสิษฐ ใช้คำว่า “อาชญากรรม” ย่อมทิ้ง “ร่องรอย”
จริงๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาของแทบทุกคน แทบทุกอาชีพ
อย่างตอนที่ผมศึกษาประวัตินักธุรกิจใหญ่ๆ ในเมืองไทย ก็พบว่านักธุรกิจแต่ละคนจะมี “ท่าไม้ตาย” ของตัวเอง
เคยสำเร็จแบบไหนก็มักจะเริ่มจากกระบวนท่าที่คุ้นเคยก่อน
อย่างคุณธนินท์ เจียรวนนท์ “เจ้าสัวซีพี” ท่าไม้ตายของท่านก็คือ “ครบวงจร”
ทำธุรกิจอะไรไม่ว่าจะเริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ
ก็จะทำเพิ่มให้ครบวงจร
ขนาด “เซเว่น-อีเลฟเว่น” ที่ถือว่าเป็น “ปลายน้ำ” คือ ขายสินค้าให้ผู้บริโภค
เขายังขยายธุรกิจลงมาเรื่อยๆ สู่ระดับ “ต้นน้ำ” เลย
หรือคุณอนันต์ อัศวโภคิน แห่ง “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์”
“ท่าไม้ตาย” ของเขาคือ “เอาต์ซอร์ส”
ไม่ชอบ “ครบวงจร”
ธุรกิจของเขาไม่ว่าจะบ้านจัดสรรร คอนโดฯ โรงแรม จนถึงศูนย์การค้า จะ “เอาต์ซอร์ส” หมด
เพราะเขาเชื่อว่าพนักงานบริษัทเดียวกันเหมือนคนกินข้าวหม้อเดียวกัน จะเกรงใจกัน
ควบคุมคุณภาพได้ยาก
“นักเขียน” ก็เป็นครับ ทุกคนล้วนมี “ท่าไม้ตาย” ที่เราเชี่ยวชาญที่สุด
แต่ขออนุญาตไม่เล่านะครับ
ขอเก็บไว้เป็น “ความลับ”

ผมนึกถึงเรื่องนี้เมื่อเห็นข่าว “ดีเอสไอ” แถลงข่าวใหญ่เรื่องคดีฟอเร็กซ์ หรือการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
และมีชื่อ “ป้อม-ภาวุธ” ส.ส.พรรคประชาชน หัวหอกในการขุดคุ้ยเรื่อง TH-AI Passport ขึ้นมา
ในแวดวงข่าวเขาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นกระบวนท่า “จุดไฟกองใหม่” ขึ้นมากลับ “ไฟกองเก่า”
สร้าง “ข่าวใหม่” กลบ “ข่าวเก่า” หรือเปล่า
เพราะนักข่าวการเมืองจะคุ้นเคยกับกลยุทธ์นี้ในการแก้เกมการเมืองที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ
เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของคู่ต่อสู้
แต่เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับ “ดีเอสไอ”
เพราะถ้าเกิดความเสียหาย มีคนถูกโกงจริง และ “ป้อม-ภาวุธ” ทำผิดจริง
คดีก็ต้องเดินหน้าต่อไป
แต่บังเอิญที่กระบวนการทำคดีและแถลงข่าวของ “ดีเอสไอ” ในคดีนี้มันแปร่งๆ
ผิดปกติจากที่เคยทำมา
เพราะคดีนี้เริ่มต้นด้วยการบุกอายัดทรัพย์ 24 จุด มีการอายัดบัญชีบุคคลต่างๆ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ
ส่งข่าวให้นักข่าว โดยทิ้งติ่งไว้นิดหนึ่งว่ามี “นักการเมือง” และ “คนในวงการบันเทิง” เกี่ยวพันด้วย
จากนั้นชื่อ “ป้อม-ภาวุธ” ก็เริ่มหลุดออกมาแบบ “แหล่งข่าวกล่าวว่า…”
มาพีกที่สุดก็ตอนที่เปิดแถลงข่าว
งานนี้มี live สดจากเพจดีเอสไอด้วยนะครับ
การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่มีการเอ่ยชื่อ “ผู้ต้องหา” ในคดีเลย
ทั้งที่คือ “ตัวการใหญ่”
แต่กลับเปิดชื่อคนที่ “ดีเอสไอ” บอกว่ายังไม่ได้เป็น “ผู้ต้องสงสัย”
เพียงแต่มีเงินเข้าบัญชี 12 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท
นั่นคือ “ป้อม-ภาวุธ”
จากนั้นข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับ “ภาวุธ” ก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ในชาร์ตคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้
ตามปกติ “ตัวการใหญ่” เป็นใครต้องอยู่ด้านบนสุด เพราะเป็นบุคคลสำคัญ ถือหุ้นในแต่ละบริษัทเท่าไร ต้องโชว์ให้เห็น
แต่ปรากฏว่าชาร์ตนี้เทน้ำหนักไปที่ “ป้อม-ภาวุธ” พร้อมตัวเลขเงินที่โอนเข้าบัญชี
แม้ไม่มีรูปถ่าย มีแต่เงามืด
แต่ก็ “สว่าง” มาก 555
เหมือนเป็น “ตัวการใหญ่” เลยครับ
และยังมีอีกหลายเรื่องที่ผิดปกติ
อย่างเช่น อยู่ดีๆ เอกสารแถลงข่าวของดีเอสไอช่วงหลังเริ่มโยงคดีนี้ไปเกี่ยวพันกับเงินของ “สแกมเมอร์” และ “พนันออนไลน์” ขึ้นมา
ทั้งที่ตอนเริ่มต้นไม่มี
ไม่แปลกที่ผมจะนึกถึงคำของท่านรองฯ วสิษฐ
“อาชญากร” ต้องทิ้ง “ร่องรอย”
และเรื่อง “แสงสว่าง”
ถ้าเรื่องนี้สว่างขึ้นมาเมื่อไร
ความเป็นธรรมก็จะบังเกิด
