คนมองหนัง : รวมบทวิพากษ์ “Ten Years Thailand” หลังรอบปฐมทัศน์โลกที่คานส์

ได้ฤกษ์เปิดตัวไปเรียบร้อย สำหรับหนังไทย “Ten Years Thailand” ที่เพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกในสาย Special Screenings ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม
หลังรอบเวิลด์พรีเมียร์ผ่านพ้น ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงหนังออกมาบ้างแล้วตามสื่อภาษาอังกฤษ
นักวิจารณ์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า “Sunset” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์ ซึ่งเป็นตอนแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ ตอนที่เข้าถึงและทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุด
อาทิตย์เล่าเรื่องของทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งเดินทางเข้ามาตรวจสอบนิทรรศการจัดแสดงภาพถ่ายในแกลเลอรี่ กระทั่งเกิดการสั่งปลดรูปบางส่วน ซึ่งถูกตีความว่ามีเนื้อหา “ไม่เหมาะสม”

ขณะเดียวกัน ทหารหนุ่มซึ่งทำหน้าที่เป็นพลขับประจำกลุ่ม ก็ดันไป “ปิ๊ง” กับพนักงานทำความสะอาดสาวประจำแกลเลอรี่ และพยายามหาทางจีบเธอ
“เวนดี้ ไอด์” แห่งสกรีนเดลี่ บอกว่าน้ำหนักของการข่มขู่คุกคามโดยรัฐซึ่งปรากฏในหนังตอนนี้ ถูกถ่วงดุลด้วยความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กระหว่างทหารหนุ่มและสาวทำความสะอาด ซึ่งนับเป็นบทเปิดตัวผ่านเนื้อหาเบาๆ ทว่าทรงพลัง
ส่วน “คลาเรนซ์ สุ่ย” แห่งฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์ ตีความไปไกลกว่านั้น โดยเชื่อว่าอาทิตย์กำลังบอกกล่าวแก่ผู้ชมว่า ในยุคที่ไร้เสรีภาพถึงขีดสุด อารมณ์ความรู้สึก (ความรัก) ของมนุษย์อาจเป็นความหวังหนึ่งเดียวซึ่งดำรงอยู่ ท่ามกลางแสงสว่างริบหรี่
ด้าน “โจวานนี มาร์คินี คาเมีย” แห่งฟิล์มสเตจ ติงว่าประเด็นการเซ็นเซอร์งานศิลปะในตอนของอาทิตย์ดูจะทื่อๆ ตรงๆ ไปนิด
อย่างไรก็ดี เขาเป็นอีกคนที่ชื่นชมซับพล็อตว่าด้วยความรักโรแมนติกของทหารกับพนักงานทำความสะอาด โดยระบุว่าเรื่องราวส่วนนี้ถูกนำเสนอได้อย่างอ่อนโยน ผ่านการมองโลกในแง่ดี
ตอนถัดมา คือ “Catopia” โดยวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง
หนังสั้นที่พูดถึงชายหนุ่ม ผู้เป็นมนุษย์หนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ท่ามกลางแก๊ง “มนุษย์แมว” ซึ่งผงาดขึ้นครอบงำสังคม ถูกประเมินว่ามีทั้งจุดร่วมและจุดต่างกับ “Sunset”
มาเคีย นักวิจารณ์จากฟิล์มสเตจเห็นว่านี่เป็นหนังอีกตอนที่ตีความได้ไม่ยากเย็นนัก โดยวิศิษฏ์กำลังสร้างภาพแทนของผู้คนที่แบ่งแยกออกเป็นสองฝักฝ่ายในสังคมไทย และมีฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่สามารถมีปากมีเสียง เพราะถูกปกครองด้วยความกลัวและการลงทัณฑ์ผ่านระบบกฎหมาย
สุ่ยแห่งฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์ ระบุว่าผลงานของผู้กำกับฯ “ฟ้าทะลายโจร” ส่งสารแบบเดียวกันกับหนังของอาทิตย์ เมื่อมนุษย์หนุ่มที่พยายามกลืนกลายตัวเองจนแทบไม่แปลกแยกจากบรรดา “มนุษย์แมว” ผู้ทรงอำนาจ ตัดสินใจเปิดเผยตัวตนแท้จริง เพื่อปกป้อง “มนุษย์แมวสาว” ซึ่งกำลังถูกประหารชีวิต เพราะมีกลิ่นมนุษย์ติดอยู่บนเรือนร่างเธอ
อย่างไรก็ตาม สารแห่งความหวังของวิศิษฏ์กลับปรากฏตนในรูปลักษณ์และวิธีนำเสนอที่แตกต่างออกไป
ไอด์แห่งสกรีนเดลี่ชี้ว่า หากเทียบกับ “Sunset” แล้ว “Catopia” ก็ใช้ “สัญลักษณ์” อย่างหนักมือมากกว่า สอดคล้องกับคาเมียที่เขียนว่าตอนที่สองของหนัง แปลกประหลาดกว่า ร้ายกาจกว่า และจิกกัดเสียดสีมากกว่าตอนแรก
ทั้งนี้ มีข้อวิจารณ์จากสุ่ยว่า แม้ “มนุษย์หัวแมว” ซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิกนั้นจะดูดีทีเดียว แต่ยังมีลักษณะเป็นตัวการ์ตูนมากไป และมีลายเส้นที่ธรรมดาเกินไป
อย่างไรก็ดี ตอนที่ “แปลก” ที่สุดของ “Ten Years Thailand” น่าจะเป็นผลงานของจุฬญาณนนท์ ศิริผล ซึ่งใช้ชื่อว่า “Planetarium”
หนังเล่าถึงกลุ่มลูกเสือภายใต้การปกครองของสตรีในเครื่องแบบสีชมพู ซึ่งใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่มีสีสันสดใสสไตล์เทเลทับบี้
คนเหล่านั้นคอยจับจ้องสอดส่องพฤติกรรมแปลกแยกของประชาชนผ่านโทรทัศน์วงจรปิด หากใครทำตัวนอกลู่นอกทาง พวกลูกเสือจะเข้าไปจับกุมตัวและส่ง “คนดื้อ” ออกไปยังอวกาศ
“ประชาชนนอก” ทั้งหลายจะถูกดัดนิสัย/ตั้งโปรแกรมใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ปกคลุมด้วยแสงนีออน (รูปแบบทางสุนทรียะยอดนิยมในหมู่นีโอฟาสซิสต์ยุค 80) นี่เป็นสถานที่เดียวกันกับที่บรรดาลูกเสือเคยเข้ามารับฟังคำอบรมสั่งสอนจากคนห่มจีวรผู้สวมใส่หมวกกันน็อก

ต่อมา หนังเปลี่ยนโทนไปสู่การเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น ซึ่งเล่าเรื่องราวของข้าราชการที่ออกท่องอวกาศ อย่างบ้าบอ หลอนหลอก ยากบรรยาย ทว่าสนุกสนานมากๆ
ไอด์บอกว่าตอนของจุฬญาณนนท์นั้นมีลักษณะสุดขั้วที่สุด ส่วนสุ่ยเขียนว่าหนังตอนที่สามมีความเป็นแอบสแตร็ก และมีท่าทีเชิงวิพากษ์ชัดเจนที่สุด
ทางด้านคาเมียเสนอว่า ผลงานตอนนี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากทั้งมิแช็ล ฟูโกต์, สารเสพติดแอลเอสดี และการ์ตูนของเด็กๆ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แปลกประหลาดโดยแท้จริง ผสานกับงานด้านภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ แม้คนดูอาจไม่เข้าใจความหมายใดๆ ของหนังเลยก็ตาม
ปิดท้ายด้วย “Song of the City” ซึ่งกำกับฯ โดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
หนังจับภาพวิถีชีวิตประจำวันอันไร้ชีวิตชีวาในสวนสาธารณะกลางเมืองขอนแก่น ทุกสิ่งทุกอย่างในสวนแห่งนี้กำลังถูกรื้อสร้างซ่อมแซม ยกเว้นอนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และประติมากรรมยกย่องคุณงามความดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังตั้งตระหง่านอยู่โดยมิผันแปร
ณ สวนสาธารณะ มีคนมานั่งคุยกันเรื่องมิตรภาพครั้งก่อนเก่า ซึ่งเปลี่ยนเป็นความแปลกแยกห่างเหินในปัจจุบัน, มีบางคนกำลังปรึกษาหารือกันเรื่องสุขภาพฟัน และมีบ้างบางรายที่พยายามขายเครื่องช่วยนอนหลับให้แก่คู่สนทนา
ไอด์กล่าวถึงงานของผู้กำกับฯ รางวัลปาล์มทองคำ ว่าเป็นอีกตอนหนึ่งที่คนดูอาจทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก ขณะที่คาเมียระบุว่านี่เป็นตอนที่แข็งแรงที่สุดตามความคาดหมาย
นักวิจารณ์แห่งฟิล์มสเตจตีความว่าอนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ที่ตั้งตระหง่านกลางสวนสาธารณะ คือสัญลักษณ์ซึ่งสื่อแสดงถึงอิทธิพลของกองทัพที่อยู่ยั้งยืนยงในสังคมไทย
เขาเชื่อมโยงการจ้องมองอนุสาวรีย์ท่านจอมพลด้วยสีหน้าเคร่งขรึมของตัวละครรายหนึ่งในช่วงท้ายเรื่อง เข้ากับคำสัญญาจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนของรัฐบาล คสช. โดยปราศจากการกำหนดวันเลือกตั้งอันชัดเจน จนถึงปัจจุบัน
สำหรับคาเมีย สีหน้าและสายตาของตัวละครรายนั้นอาจคลี่เผยความหวังเล็กๆ ว่าคำสัญญาข้างต้นจะกลายเป็นความจริง (อย่างน้อยก็) ในปี 2028 (พ.ศ.2571)
เมื่อพิจารณา “Ten Years Thailand” ในภาพรวม สุ่ยแห่งฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์ ชื่นชมว่างานด้านภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้แพรวพราวกว่าผลงานต้นฉบับจากเกาะฮ่องกง ส่วนหนึ่งเพราะมีทุนสร้างสูงกว่า
แต่ไอด์แห่งสกรีนเดลี่ติติงว่าคุณภาพของหนังแต่ละตอนนั้นไม่สม่ำเสมอกัน นอกจากนี้ การเลือกจำกัดตนเองไว้ภายใต้ลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมบางประการ ก็อาจส่งผลให้คนดูไม่สามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้กำกับฯ ต้องการจะสื่อสาร ได้อย่างกระจ่างแจ้ง
นักวิจารณ์ของสกรีนเดลี่ยังจับตาว่ารัฐบาล คสช. จะมีท่าทีอย่างไรต่อภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้? หากเปรียบเทียบกับ “Ten Years” ฉบับฮ่องกง ที่ถูกแบนโดยรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่
ส่วนนักวิจารณ์ฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์นึกย้อนไปถึงช่วงเริ่มต้นของหนัง ซึ่งเปิดประเดิมด้วยประโยคทองจากนวนิยายเรื่อง “1984” ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” ที่ว่า “ผู้ควบคุมอดีตได้ ย่อมสามารถกำหนดควบคุมอนาคต ผู้ควบคุมปัจจุบันได้ ย่อมสามารถกำหนดควบคุมอดีต”
ในมุมมองของสุ่ย “Ten Years Thailand” คือ เสียงต่อต้านอันทรงพลัง ที่คนทำหนังไทยทั้งสี่รายร่วมกันโห่ร้องฝากไปยัง “ระเบียบเก่า” ซึ่งกำลังปกครองประเทศ
ที่มาเนื้อหา
https://www.screendaily.com/reviews/10-years-thailand-cannes-review/5129197.article
The Phoenician Scheme Review: Wes Anderson Loses the Plot in Breakneck, Tiresome Spy Comedy
https://www.hollywoodreporter.com/review/ten-years-thailand-film-cannes-2018-1110751
