To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ในตอนนี้ขอแนะนำนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่น่าสนใจให้อ่านกันอีกหนึ่งนิทรรศการ
คราวนี้เป็นผลงานของ ยิ่งยศ เย็นอาคาร ศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวส่วนตัว ความรัก ความสัมพันธ์ และความห่วงหาอาทรที่เขามีต่อคนใกล้ตัว จากมุมเล็กๆ ในโลกส่วนตัว ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านสิ่งละอันพันละน้อยที่อยู่รายรอบตัวของเขา ยิ่งยศจำลองแง่มุมเหล่านี้ออกมาเป็นผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทั้งภาพวาด ผลงานสื่อผสม และประติมากรรมจัดวาง ที่แสดงออกถึงบุคลิกภาพของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างเด่นชัด ในความใสซื่อ เรียบง่าย จริงใจ และตรงไปตรงมา
นิทรรศการนี้มีชื่อว่า To the Scorching Sun เป็นผลงานที่กล่าวถึงผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อันแผดเผา อันเป็นสัญลักษณ์ของเวลา ความอดทน และภาระที่มนุษย์ต้องแบกรับในชีวิตประจำวัน ร่างกายที่เคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนถึงวงจรของการทำงาน
ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของสุขภาพที่ค่อยๆ ถูกกัดกร่อนโดยไม่ทันสังเกต การจากไปที่ไม่มีวันหวนกลับ เหลือไว้เพียงร่องรอยของการมีอยู่ ได้ทิ้งคำถามถึงคุณค่าของชีวิตที่ถูกใช้ไปท่ามกลางความร้อนแรงของโลกใบนี้
แสงแดดในที่นี้มิได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางธรรมชาติ หากแต่เป็นแรงกดทับที่มองไม่เห็น เป็นตัวแทนของสภาวะที่ผู้คนต้องเผชิญทั้งทางกายและทางใจ ภายใต้ความร้อนระอุนี้ยังซ่อนเรื่องราวของความรับผิดชอบและการแบกรับที่ยากจะหลีกเลี่ยง






ยิ่งยศกล่าวถึงผลงานในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาว่า
“นิทรรศการนี้เริ่มจากงานชิ้นแรกที่เป็นรูปกระดูกเชิงกรานของผู้หญิง ผมพูดเรื่องผู้หญิง เรื่องแม่ พูดเรื่องความแข็งแรงของคนที่เขาดูแลเรา คือแม่เป็นคนดูแลผมมา แต่ตอนนี้แม่ผมไม่อยู่แล้ว ผมมองชีวิตตัวเอง ในวันเวลาที่อายุเราเริ่มมากขึ้น แล้วเราก็ต้องทำงาน เรารู้สึกว่าร่างกายเรามีภาวะที่ไม่เหมือนเดิม เหมือนเราใช้งานไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าร่างกายมีความบอบบาง ทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้ เหมือนมีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา งานโดยรวมๆ จะเป็นการพูดถึงเรื่องร่างกาย เรื่องการทำงานของผมเอง และเรื่องเวลาที่ผมใช้ร่างกายในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น มีประติมากรรมชิ้นหนึ่งเป็นรูปดัมเบลล์ โดยปกติดัมเบลล์จะเป็นเหล็ก แต่ผมพยายามคิดถึงแนวคิดของความเป็นเสาหรือเป็นกระดูก ที่คล้ายๆ กับอนุสาวรีย์ โดยผมทำให้ดัมเบลล์เป็นเซรามิก จากที่เคยเป็นเหล็ก เพื่อทำให้รู้สึกว่ามันสามารถพังทลายได้ตลอดเวลา มันเปราะบาง แต่ก็ยังคงตั้งอยู่บนฐานบางอย่างที่ทำให้ยืนหยัดอยู่ได้”
“ผมยังวางพวกสัตว์หรือข้าวของ อย่าง หมา เพราะเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งในชีวิตผม ผมคิดว่าคนในยุคของผม มีลูกน้อยลง และหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น พูดขำๆ เหมือนกับการ แบกหมา หรืออย่างงานที่เป็นดัมเบลล์ แล้วข้างบนเป็นนก ก็พูดถึงประสบการณ์เกี่ยวกับของเล่นในยุค 90s ที่เป็นนกสมดุล ผมก็นำมาใช้ในงาน เหมือนเป็นการสร้างสมดุลระหว่างตัวเรากับการทำงานหรือชีวิต”
“ในนิทรรศการนี้ยังมีงานจิตรกรรมที่มีรูปร่างคล้ายๆ กระดูก แต่มีลักษณะเป็นตาราง ซึ่งพัฒนามาจากอวัยวะในร่างกาย หรือความเป็นแกนกระดูก ผมอยากสร้างความรู้สึกว่าการทำงานใช้เวลา เหมือนอิฐที่เราค่อยๆ ก่อ ด้วยความที่งานของผมไม่มีแบบร่าง ทำให้ผมรู้สึกว่าการทำงานให้จบคืออะไรกันแน่ หรือความคิดที่ซ้อนทับกันในแต่ละวัน ความคิดที่เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม คล้ายกับเป็นปฏิกิริยาที่วัตถุส่งมาถึงผมระหว่างการทำงาน ในระหว่างที่ผมทำงานอยู่ นี่เป็นกระบวนการของงานชุดนี้ ซึ่งส่วนมากคล้ายกับการส่งปฏิกิริยาของวัตถุมาถึงคนทำ ถ้าเรารู้สึกว่างานยังไม่เสร็จ เราก็จัดการต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีแบบร่างหรือความตายตัวขนาดนั้น”






“ถัดมายังมีงานจิตรกรรมชิ้นใหญ่สีชมพู ที่พูดเรื่องการทำงาน แต่ไม่ได้ชัดเจนจนมองเห็นตั้งแต่ครั้งแรก ดูมีความปกปิดซ่อนเร้น ข้างในภาพผมจะวาดเป็นฟอสซิล กระดูก หรืออุปกรณ์ทำมาหากินของคนในยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์ ผมมองว่า สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่เราเดินต่างล้วนมีประวัติศาสตร์ทั้งนั้น ผมมีความคิดว่า ก่อนที่เราจะมายืนอยู่ตรงนี้ พื้นที่ต่างๆ นั้นมีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง คนยุคโบราณเขาหากินอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร คล้ายๆ กับที่เราพยายามใช้ชีวิตทุกวันนี้ แล้วเราใช้ชีวิตอย่างไร คือการเปรียบเทียบกันระหว่างเวลาในความคิด”
“งานจิตรกรรมของผมที่มีตารางเรียงแถวอยู่ ดูคล้ายกับภาพเชิงจิตวิทยา ที่ผู้ชมอาจจะมองเห็นเป็นคล้ายภูเขา หยดน้ำ แล้วแต่คนจะตีความกันไป ในภาพยังมีองค์ประกอบระหว่างช่องว่างเล็กๆ ซึ่งเป็นรายละเอียดของชิ้นส่วนจากเครื่องกัด CNC (CNC Milling Machine) ที่ถูกทิ้งแล้ว เพราะผมสนใจของเหลือ ของที่ดูไม่น่าใช้การได้ เอามาลองใช้เป็นรูปทรงในงานจิตรกรรมที่มีเรื่องราวบางอย่างที่พูดในตัวเองได้”
“งานจิตรกรรมสีน้ำเงินอีกชิ้นที่ข้างหน้าเป็นจุดสีชมพู ผมวาดรูปพวกดัมเบลล์ หรือแนวคิดของการใช้แรง การยกน้ำหนัก การออกกำลังกาย แล้วค่อยๆ พัฒนาให้เป็นกำแพง เป็นตารางขึ้นมา เวลาทำงาน ผมค่อนข้างใช้ตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมอะไรประมาณหนึ่ง ก่อนที่เราจะพัฒนาออกมาเป็นชิ้นงาน ค่อนข้างเป็นธรรมชาติของผม ในการใช้อะไรใกล้ตัวมาทำงาน ผมพยายามที่จะแปลงภาษาของวัตถุที่รู้สึกว่าเราคุ้นเคยให้ออกมาดูแตกต่างออกไปจากการมองเห็นตามปกติ”
“งานของผมมีรายละเอียดเยอะ ซึ่งผมเปรียบเทียบกับการที่คนในยุคปัจจุบันเล่นโทรศัพย์เยอะ ใช้อะไรที่เป็นดิจิทัล ความเป็นพิกเซลเชื่อมต่อกับความคิดในหัวของเรา เวลาเราเห็นพิกเซลพวกนี้มากๆ เหมือนมันฝังเข้าไปในหัว ซ้ำๆ เหมือนเป็นภาพติดตาที่สร้างความมึนงงเวลาเรายืนอยู่หน้าชิ้นงาน ซึ่งจะว่าไปกายภาพของงานก็อาจจะดูคล้ายกับงานศิลปะ Op art (ศิลปะลวงตา) แต่แนวคิดไม่ใช่ศิลปะ Op art แบบทั่วไป”






ยิ่งยศยังกล่าวถึงสัญลักษณ์ที่เขาหยิบมาเป็นแรงบันดาลใจของนิทรรศการครั้งนี้ อย่าง “แสงอาทิตย์” ว่า
“แสงอาทิตย์เป็นเรื่องของการมองเห็นชิ้นงาน มันส่งผลกระทบกับสายตา คล้ายๆ เวลาเราเมาแดด เวลาคนไปอยู่กลางแดดแรงๆ นานๆ แล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ในงานของผม เป็นแสงแดดในเชิงความคิด ไม่ได้เป็นแค่แสงแดดในเชิงกายภาพ ผมรู้สึกว่าการที่คนเราออกไปทำงาน พบเจอ พบปะอะไรต่างๆ ทุกเวลา ทุกนาที ก็เหมือนแดดที่แผดเผากัดกินตัวเราเอง เหมือนเป็นแสงแดดในเชิงอุปมาอุปไมยมากกว่า”
“ชื่อนิทรรศการ To the Scorching Sun เป็นสัญลักษณ์ของการที่เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันมีความเปราะบางบางอย่าง การแผดเผาด้วยแสงแดด เปรียบเสมือนสิ่งที่สังคมทำให้เราต้องทำงานหนัก แล้วเราก็กลายเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ผุกร่อน ป่วย แล้ววันหนึ่งเราอาจจะทำอะไรไม่ได้ เป็นเหมือนการตระหนักว่าชีวิตนี้เราต้องทำอะไรก่อน อะไรหลัง แล้วเราควรจะใช้ชีวิตให้ยืดยาวได้อย่างไร”
ยิ่งยศทิ้งท้ายถึงสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารผ่านนิทรรศการครั้งนี้ของเขาว่า
“สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ เป็นเรื่องชีวิต เวลาเราทำงานไปเรื่อยๆ มนุษย์ทุกคนมีภาวะแบบนี้ ทุกคนทำงาน แล้วก็ป่วย แก่ และตาย เป็นเรื่องปกติในความเป็นมนุษย์ ที่เราควรตระหนักว่า เราต้องทำอะไรบางอย่างให้ดีขึ้น การใช้ดัมเบลล์ ก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของการออกกำลังกายเพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่เราทำเพื่อให้ตัวเองดูแข็งแกร่ง แต่เป็นการยืดเวลาให้เรามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น หรือที่เขาเรียกว่า การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity)”
“นิทรรศการนี้เป็นการพูดถึงสิ่งที่ผมรู้สึกออกมา สิ่งที่คนในรุ่นผม วัยผม มีความรู้สึกถึงสิ่งนี้ แล้วคิดว่าเราควรทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เราจะทำอะไรไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากพูด”
นิทรรศการ “To the Scorching Sun” โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม-27 มิถุนายน 2026 ที่ Cartel Art Space, N22 ซอยนราธิวาส 22 (สาธุประดิษฐ์ 15) (ปิดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจากศิลปิน ยิ่งยศ เย็นอาคาร
