บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
‘ทิชชู่เปียก’
อันตราย! ทำร้ายโลก!
ทิชชู่เปียกเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนความสะดวกสบายของโลกยุคใหม่ แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความอันตราย! และทำร้ายโลก!
ทิชชู่เปียกถือกำเนิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยบริษัทผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาเริ่มพัฒนาเพื่อใช้ในงานดูแลเด็กและการทำความสะอาดใบหน้า
ผลิตภัณฑ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายและการพกพา แต่การคิดค้นที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่หลวงในปัจจุบัน
การผลิตทิชชู่เปียกใช้วัตถุดิบหลักคือเส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ โพลีโพรพิลีน และเรยอน ซึ่งส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการเติมสารเคมี น้ำหอม และสารกันเสียเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการทำความสะอาดและการเก็บรักษา
วัตถุดิบเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วทำให้ทิชชู่เปียกมีความทนทานต่อการสลายตัวและกลายเป็นขยะที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมยาวนานนับร้อยปี
ความนิยมของทิชชู่เปียกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก เช่น ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก นักเดินทาง และผู้ที่ใช้เครื่องสำอาง
ตลาดทิชชู่เปียกมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และมีการผลิตหลากหลายประเภทตั้งแต่ Baby Wipes, Facial Wipes ไปจนถึง Flushable Wipes ที่ถูกโฆษณาว่าสามารถทิ้งลงชักโครกได้
แต่ในความเป็นจริง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้เหมือนกระดาษชำระ ส่งผลให้เกิดการอุดตันในระบบน้ำเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สร้างให้เกิด Fatberg ขนาดใหญ่ในท่อระบายน้ำของเมืองใหญ่ทั่วโลก
ตัวเลขทางสถิติต่อไปนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดทิชชู่เปียกทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 3.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.21 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.2% ต่อปี
การผลิตทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านชิ้นต่อปี โดยจีนผลิตมากที่สุดราว 2 หมื่นล้านชิ้น
ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนกว่า 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ส่วนยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นตลาดบริโภคหลักที่มีการใช้ต่อหัวสูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
อันตรายของทิชชู่เปียกมีหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพ เมื่อถูกทิ้งลงชักโครก ทิชชู่เปียกจะไม่แตกตัว แต่จะรวมกับไขมันและสิ่งปฏิกูลอื่นๆ จนเกิดเป็นก้อน Fatberg ที่ทำให้ระบบน้ำเสียอุดตัน
งานวิจัยในสหราชอาณาจักรพบว่า กว่า 93% ของการอุดตันในท่อเกิดจากทิชชู่เปียก และรัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหานี้
ตัวอย่างชัดเจนของ Fatberg เกิดขึ้นในปี 2017 ที่ Whitechapel, London พบ Fatberg ยาว 250 เมตร หนัก 130 ตัน ต้องใช้งบประมาณกว่า 220,000 ปอนด์ในการกำจัด
Thames Water รายงานว่า ใช้เงินกว่า 1 ล้านปอนด์ต่อเดือนในการเคลียร์การอุดตันจากทิชชู่เปียกและไขมันในลอนดอน และ Thames Valley ในนิวยอร์ก เมืองที่มีระบบท่อระบายน้ำเก่าแก่ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
โดย New York City Department of Environmental Protection ระบุว่า ทิชชู่เปียกเป็นสาเหตุหลักของการอุดตันที่ต้องใช้งบประมาณหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปีในการแก้ไข
ส่วนซิดนีย์ ออสเตรเลีย Sydney Water รายงานว่า มีการอุดตันจากทิชชู่เปียกกว่า 75% ของเหตุการณ์ทั้งหมด และต้องใช้งบประมาณหลายล้านดอลลาร์ในการซ่อมบำรุง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจในเชิงมหภาคและจุลภาคเห็นได้ชัดเจนมาก ในระดับมหภาค รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการซ่อมบำรุงระบบน้ำเสียและการกำจัด Fatberg ซึ่งสะท้อนกลับไปยังผู้บริโภคผ่านค่าใช้น้ำที่สูงขึ้น
ในระดับจุลภาค ครัวเรือนและธุรกิจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อที่อุดตันและการจัดการขยะที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมทิชชู่เปียกแม้จะสร้างรายได้มหาศาล แต่ก็สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเชิงลบจากการสูญเสียทรัพยากรและค่าใช้จ่ายในการจัดการสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ทิชชู่เปียกที่ถูกทิ้งลงทะเลยังสร้างผลกระทบต่อสัตว์น้ำ เช่น เต่าที่เข้าใจผิดว่าทิชชู่เปียกเป็นแมงกะพรุนและกินเข้าไปจนเสียชีวิต ขยะพลาสติกจากทิชชู่เปียกยังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามลพิษพลาสติกในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นทุกปี
เมื่อเชื่อมโยงกับ “เป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ของ “องค์การสหประชาชาติ” หรือ UN (United Nations) จะเห็นว่า ทิชชู่เปียกเป็นอุปสรรคต่อหลายเป้าหมาย
เช่น SDG 6 ที่เกี่ยวข้องกับน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล เพราะทิชชู่เปียกสร้างปัญหาการอุดตันและเพิ่มต้นทุนการจัดการน้ำเสีย
SDG 12 ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืนก็ถูกท้าทายจากการผลิตทิชชู่เปียกที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมากและสร้างขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยาก
SDG 14 ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตใต้น้ำก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากทิชชู่เปียกที่ถูกทิ้งลงทะเลและสร้างอันตรายต่อสัตว์น้ำ
การแก้ปัญหาทิชชู่เปียกจึงไม่ใช่เพียงการจัดการขยะ แต่เป็นการเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาโลกที่กว้างขึ้น
ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีอยู่หลายแนวทาง เช่น การใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดที่สามารถซักและนำกลับมาใช้ใหม่ การใช้กระดาษชำระรีไซเคิลที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ฝ้ายออร์แกนิกที่ไม่ผสมพลาสติก
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาทิชชู่เปียกแบบ Biodegradable ที่สามารถย่อยสลายได้เร็วขึ้น
แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หากผู้บริโภคยังคงทิ้งลงชักโครก
ดังนั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลดการใช้ทิชชู่เปียกหรือการทิ้งอย่างถูกวิธีในถังขยะ เพื่อป้องกันการอุดตันและการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังถูกพัฒนาเพื่อทดแทนทิชชู่เปียกแบบดั้งเดิม Reusable Cloth Wipes หรือผ้าเช็ดทำความสะอาดที่สามารถซักและใช้ซ้ำได้ช่วยลดการสร้างขยะ
การหันมาใช้ Biodegradable Wipes ที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ฝ้ายออร์แกนิก ไผ่ Viscose และ Lyocell สามารถย่อยสลายได้ภายในไม่กี่เดือนภายใต้สภาวะที่เหมาะสม
หรือใช้ Toilet Paper Spray ที่ใช้สเปรย์น้ำมันธรรมชาติบนกระดาษชำระรีไซเคิลแทนการใช้ทิชชู่เปียกก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก
ผลิตภัณฑ์จาก Bamboo และ Organic Cotton เช่น Natracare และ Eco by Naty นั้น เป็นตัวอย่างของทางเลือกที่ปลอดสารเคมีและย่อยสลายได้เร็ว
อย่างไรก็ตาม วัสดุทางเลือกเหล่านี้ยังมีข้อเสีย เช่น ราคาที่สูงกว่า ความสะดวกที่น้อยกว่า และการเข้าถึงที่จำกัดในบางภูมิภาค
ทิชชู่เปียกจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “ความสะดวกที่ทำร้ายโลก” ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ การผลิตที่พึ่งพาพลาสติกและเส้นใยสังเคราะห์ทำให้เกิดขยะย่อยสลายยากและ Fatberg ที่สร้างค่าใช้จ่ายมหาศาล
การแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยทั้งการพัฒนาวัสดุทางเลือกที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้หรือใช้ซ้ำได้ เพื่อให้โลกไม่ต้องแบกรับภาระจากความสะดวกที่ไม่จำเป็นนี้อีกต่อไป
การใช้ทิชชู่เปียกสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า ความสะดวกคือคุณภาพชีวิต แต่ในความจริงกลับเป็นการสร้างภาระให้กับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคจึงต้องอาศัยการสื่อสารที่ชัดเจน และการสร้างค่านิยมใหม่ที่เน้นความยั่งยืนมากกว่าความสะดวกเพียงชั่วคราว
