bg-single

เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว

09.06.2026

บทความพิเศษ | ศิริชัย จันทวงษ์

เมื่อโลกเปลี่ยน

และวอชิงตันต้องปรับตัว

ยังมีมุมที่น่าสนใจจากการเดินทางเยือนจีนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 13-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

การเยือนจีนครั้งนี้ เป็นการเยือนจีนครั้งแรกนับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในสมัยที่ 2 ได้รับการจับตามองจากหลายฝ่าย ท่ามกลางสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังขัดแย้งเข้มข้น (Geopolitical conflict) ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก ทะเลแคริบเบียน ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และช่องแคบไต้หวัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณต่างๆ ข้างต้นนั้น ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐ และการขยับตัวของสหรัฐในภูมิภาคต่างๆ มิใช่เพียงแต่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์หรือแนวคิดลัทธิใด เหมือนดั่งสมัยสงครามเย็น หากแต่เป็นความขัดแย้งที่นอกจากจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้วยังเป็นความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic conflict) ด้วย

กล่าวคือ นโยบายต่างประเทศ ความขัดแย้ง และการใช้กำลังในพื้นที่ต่างๆ ล้วนมีสาเหตุหรือรากฐานมากจากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ที่ต้องการควบคุมทรัพยากรอันมีค่าในแต่ละภูมิภาคของโลก เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งและการแย่งชิงทรัพยากรในห้วงทศวรรษนี้ ไม่เหมือนกับความขัดแย้งในทศวรรษก่อนหน้า เนื่องจากโลกและคู่ขัดแย้งในครั้งนี้ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่าโลกาภิวัตน์ (Globalization) มาแล้ว กระบวนการโลกาภิวัตน์ที่เคยเกิดขึ้น (แม้ว่าจะยังไม่สิ้นสุดในปัจจุบัน) ได้ทำให้โลกเชื่อมโยงกันมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ความเชื่อมโยงนี้มิใช่เพียงการติดต่อสื่อสาร ความร่วมมือ และการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมจากการเดินทางของผู้คนทั่วโลกที่เดินทางได้สะดวกขึ้น

แต่ความเชื่อมโยงนี้ยังขยายขอบเขตอย่างลึกซึ้งไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในมิติต่างๆ จนแม้แต่ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมากที่สุดและประเทศที่โดดเดี่ยวที่สุด อย่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ก็มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ

ในสถานการณ์โลกแบบนี้นั้น สหรัฐอเมริกาและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council : UNSC) มีสถานะเป็นแกนหลักในโลกปัจจุบัน อีกทั้งความเป็นอภิมหาอำนาจ (Superpower) ของโลกและยังเป็นผู้รักษาระเบียบของโลกภายใต้ร่มของสหประชาชาติ (United Nations : UN) รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กร ก็เป็นผู้ได้ประโยชน์มหาศาลจากกระบวนการโลกาภิวัตน์นี้

อย่างไรก็ดี กระบวนการโลกาภิวัตน์ที่สหรัฐเคยได้ประโยชน์นั้น ก็เปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน และสามารถทำให้สหรัฐเสียประโยชน์ได้เช่นกัน

สมดุลแห่งอำนาจทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมกำลังเปลี่ยนไป เฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษนี้

แม้ว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะไม่ได้ลดบทบาทลงอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่นทุกวันนี้เมื่อตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน และเข้านอน เราก็ยังคงบริโภคและใช้บริการผลิตภัณฑ์จากสหรัฐ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

หากแต่ว่าเรามีทางเลือกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่น การมีสินค้าทางเลือกจากจีน จากเกาหลี และที่อื่นๆ

แม้แต่สินค้าและบริการหลายอย่างจากสหรัฐก็มิได้เป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยอเมริกันชนแต่เพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยวัสดุ ชิ้นส่วน กำลังแรงงาน และบริการจากหลายที่ทั่วโลก เพื่อประกอบเป็นสินค้าและบริการชิ้นหนึ่ง

ดังที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นข้อดีของผู้บริโภค ผู้ผลิตที่สามารถลดต้นทุน และเข้าถึงทรัพยากรราคาถูกก็ย่อมได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ แต่ในทางกลับกัน ประเทศในซีกโลกเหนือ (Global north) ดังเช่นสหรัฐ และยุโรปตะวันตก กลับค่อยๆ เสียประโยชน์ไปอย่างช้าๆ

ปัจจุบันการพึ่งพิงประเทศอื่นของสหรัฐในกระบวนการผลิตมีมากกว่าแต่ก่อนมาก ในหลายด้านเคยได้ประโยชน์ ได้ค่อยๆ เปลี่ยนไปจากเดิม ฐานการผลิตในสหรัฐถูกโยกย้ายไปสู่ประเทศซีกโลกใต้ (Global south) อีกทั้งการพยุงค่าเงินดอลลาร์ เพื่อให้ค่าเงินดอลลาร์ไม่ตกต่ำ และเป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยการพยายามผูกติดกับการค้าน้ำมัน หรือที่เรียกว่าระบบ Petrodollar ทำให้สหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้มหาศาล

การเพิ่มปริมาณเงินในระบบของสหรัฐจึงเป็นรากฐานของการเกิดภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐ ค่าแรงของสหรัฐต้องปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจสหรัฐในตลาดโลกลดลง รัฐบาลที่มีฐานเสียงจากปีกอนุรักษนิยม อย่างรัฐบาลทรัมป์ จึงต้องผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งจะแก้ไม่ได้ถ้าไม่เปลี่ยนระเบียบโลกใหม่

การดำเนินนโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐในยุครัฐบาลทรัมป์ ทั้งสมัยแรกและสมัยปัจจุบัน จึงเน้นแก้ที่ระบบโลกาภิวัตน์ หรือการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสกัดกั้นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดคือ จีน

การทำสงครามการค้าในสมัยแรกของรัฐบาลทรัมป์นั้น มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนพอสมควร แต่การที่รัฐบาลโจ ไบเดน (Joe Biden) สามารถชนะการเลือกตั้งสหรัฐ และเข้ามาเป็นรัฐบาลคั่นกลางรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกและสมัยที่สอง ทำให้จีนมีเวลาพอที่จะปรับตัวทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

นโยบายเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่มีลักษณะอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ พิจารณาเก็บภาษีจากประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ รวมถึงประเทศที่เป็นทางผ่านสินค้าจีน เช่น หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม นโยบายการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐนั้นมีแนวโน้มผ่อนปรนลงจากการที่จีนเริ่มตอบโต้สหรัฐ และทำให้สหรัฐตระหนักว่าตนก็จำเป็นต้องพึ่งพาจีนไม่น้อย โดยเฉพาะแร่ธาตุที่จำเป็นในอุตสาหกรรมของสหรัฐ

ถึงแม้ว่าสหรัฐจะมองเห็นขีดจำกัดของตนเองในการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ แต่สหรัฐก็มองเห็นโอกาสในการกระชับทรัพยากรที่สำคัญ โดยการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นๆ แทน เช่น อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และนอกจากการใช้การเจรจาแล้ว สหรัฐก็ถือโอกาสใช้เครื่องมือทางการทหารกับบางประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา อิหร่าน และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังจากการทหารกับอิหร่านในปฏิบัติการอีปิกฟิวรี (Epic Fury) ของสหรัฐนั้น แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในทางยุทธวิธี แต่กลับประสบปัญหาในทางยุทธศาสตร์

และที่สำคัญ สหรัฐได้เผยจุดอ่อนของตน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสีย

สหรัฐไม่สามารถเอาชนะอิหร่านได้ หากไม่ยกพลขึ้นบก ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังเผยให้เห็นถึงศักยภาพทางเทคโนโลยี โดรนที่ล้ำหน้า และเป็นอันตรายต่อกองเรือสหรัฐอย่างไม่เคยมีประเทศใดทำได้มาก่อน มิพักต้องคิดไกลไปถึงการที่ต้องต่อสู้กับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางทหารสูงกว่าอิหร่าน สหรัฐก็อาจจะยืนระยะได้ไม่นานเช่นกัน

การมองเห็นขีดจำกัดของตนในมิติต่างๆ ของสหรัฐ ประกอบกับการที่ผู้นำสหรัฐอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ มีความเป็นนักธุรกิจโดยพื้นฐานอยู่แล้ว จึงเลือกใช้การเจรจากับจีนเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี

ในการพบปะผู้นำจีนครั้งนี้ ทรัมป์จึงนำบรรดานักธุรกิจ ผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐจำนวนมากมากับคณะด้วย รวมถึงการตกลงที่จะยังมีการส่งมอบสินค้าและบริการ รวมถึงวัตถุดิบบางอย่างที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งโดยนัยแล้วสหรัฐต้องการที่จะยืนยันถึงการคงความสำคัญทางการค้ากับจีน ไม่ว่าสถานการณ์และภูมิทัศน์ทางการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นเช่นใด สัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น

นอกจากเหนือจากสัญญาณทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น จากการที่สหรัฐเลือกวิธีการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้าทางการทหารแล้ว โดยตัวบุคคลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะค้นพบวิธีประสานประโยชน์ที่ไม่จำเป็นต้องทำสงครามเหมือนช่วงเวลาที่ผ่านมา

และโลกอาจไม่ได้กำลังเดินทางไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 อย่างห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา

และคำถามสำคัญเพิ่มเติมที่โลกควรจับตาจากนี้ จึงไม่ใช่ว่า สหรัฐจะชนะจีนได้หรือไม่ หากแต่คือ วอชิงตันจะยอมอยู่ร่วมกับโลกหลายขั้วได้มากเพียงใด โดยไม่พาโลกเข้าสู่สงครามครั้งใหม่เสียก่อน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี