bg-single

พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์

09.06.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

นักประวัติศาสตร์-โบราณคดีนอกเครื่องแบบอย่าง คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนเล่าไว้อยู่บ่อยๆ ว่า “พระแม่โพสพ” นั้น ถึงจะมีชื่อเป็นแขก แต่ก็ไม่ใช่เทพีที่มีถิ่นที่อยู่จากจักรวาลวิทยาของชมพูทวีป ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ, พราหมณ์-ฮินดู หรือเชน มาก่อน

พูดง่ายๆ คือเป็น “ผีพื้นเมือง” อุษาคเนย์ ดังที่มีคำเก่าใช้เรียกกันอยู่ว่า “แม่ข้าว” ที่ถูกยกฐานะให้เป็น “เทพี” ในจักรวาลของหมู่เทพ ด้วยการสถาปนาชื่อให้เป็นภาษาแขก อย่างบาลี หรือสันสกฤต อย่างที่มีศัพท์เรียกในวงวิชาการด้วยว่า “Sanskritization” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยด้วยสำนวนอย่างกำปั้นทุบดินได้ว่า “การอภิวัฒน์ด้วยคำสันสกฤต” คือแปลงชื่อของพระแม่ให้เป็น “โพสพ” นั่นเอง

คุณสุจิตต์ยังได้ระบุไว้ด้วยว่า “พระแม่โพสพ” ปรากฏเป็นหลักฐานไทยเก่าแก่ที่สุดอยู่ใน “พระไอยการเบ็ดเสร็จ” (ส่วนหนึ่งในกฎหมายตราสามดวง) ที่ถูกตราขึ้นเมื่อ พ.ศ.1884 หรือเก่าแก่กว่าการสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 9 ปีเลยทีเดียว

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือใน “ทวาทศมาสโคลงดั้น” วรรณกรรมยุคต้นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งก็มีอายุห่างจากพระไอยการเบ็ดเสร็จไม่มากนัก มีการกล่าวถึงพระแม่โพสพโดยเรียกว่า “พระไพศพ” โดยปราชญ์ทางภาษาเคยอธิบายไว้ก่อนนี้แล้วว่า มาจากคำสันสกฤตว่า “ไพศฺรพณะ” (ไวศฺรวณะ) ตรงกับคำบาลีว่า “เวสฺสวณฺ” หรือที่ไทยเรียกว่า ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร

ตามคติในศาสนาพุทธแล้ว ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในสี่ของท้าวจตุโลกบาล โดยประจำอยู่ทางทิศเหนือ ในสวรรค์ชั้นแรกซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาวงแหวนยุคนธร ที่มีชื่อว่า จาตุมหาราชิกา โดยทั้งในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ถือว่าเทพเจ้าองค์นี้เป็นเทพผู้พิทักษ์ทรัพย์ในดินสินในน้ำ เป็นเทพแห่งความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ เป็นประธานใหญ่ของหมู่อสูรและรากษส ตลอดจนภูตผีทั้งปวง

ดังนั้น คำว่า “โพสพ” ในชื่อพระแม่องค์นี้ จึงไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ “ข้าว” ทั้งที่พระแม่เป็นเทพีแห่งข้าวเสียอย่างนั้น แถมชื่อของพระแม่ยังกลายมาจากชื่อของเทพเจ้าที่เป็นผู้ชายอีกต่างหาก

แม่โพสพ ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่ม 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในอินเดียจะไม่ปรากฏชื่อของเทพ หรือเทพีแห่งข้าว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องเล่าในเชิงปรัมปราคติของข้าวไปเสียทีเดียวหรอก เพราะก็มีตำนานเกี่ยวกับข้าวอยู่ด้วย เพียงแต่ปรากฏอยู่เฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม เทพแห่งข้าวองค์นี้จึงไม่ได้ถูกนับรวมว่าอยู่ในจักรวาลตามปรัมปราคติ ไม่ว่าจะในศาสนาพุทธ หรือพราหมณ์-ฮินดูก็ตาม

อ้างกันว่า ตำนานเกี่ยวกับข้าวที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดียสามารถพบได้ในหมู่ชนเผ่าบอนดา (Bonda) ที่มีการตั้งถิ่นฐานกันอยู่ในรัฐโอริสสา ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศอินเดีย

ชาวบอนดาเชื่อกันว่าในสมัยโบราณ ข้าวสามารถบินได้ แถมยังได้จับมนุษย์กินเป็นอาหารว่างในบางครั้งเสียด้วย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว พวกข้าวก็แพ้การประลองแข่งความจำกับมนุษย์ เพราะมนุษย์สามารถจำชื่อของข้าวทุกเมล็ดได้หมดทุกชื่อ แต่พวกข้าวกลับจำชื่อของมนุษย์ไม่ได้ทั้งหมด

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าวจึงกลายเป็นอาหารของมนุษย์แทน แถมยังมีเรื่องเล่าต่ออีกด้วยว่า ในคราวนั้นเอง วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวบอนดาที่ชื่อ “ภิมาย” (Phimay) ได้ตัดปีกของข้าวออก แล้วนำลงมายังโลก และกินมันเข้าไปเป็นคนแรก

นักวิชาการเกี่ยวกับอินเดียศึกษาบางท่านจึงเชื่อว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในตำนานที่เก่าแก่ที่สุดที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าวในอินเดียเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ชาวบอนดานั้นเป็นเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมแตกต่างจากชนส่วนใหญ่ในอนุทวีปอินเดียอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเป็นที่ยอมรับกันดีว่า ชาวบอนดานี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า “มุนดา” (Munda) ที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกับชนชาวอุษาคเนย์ แถมยังใช้ภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic, คือตระกูลภาษาขนาดใหญ่ ที่มีศูนย์กลางอยู่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ และแพร่กระจายไปยังบางพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ โดยมีภาษามอญ-เขมร เป็นตัวอย่างที่สำคัญ) อย่างลึกซึ้ง

ดังนั้น จึงมักจะอธิบายกันว่า พวกบอนดานั้นก็คือกลุ่มคนที่โยกย้ายถิ่นที่อยู่ จากอุษาคเนย์เข้ามาในอินเดียเมื่อกว่า 4,000 ปีที่แล้ว โดยได้นำเอาเทคโนโลยีการปลูกข้าวมาด้วย

เทวีศรี ทรงรวงข้าว ประติมากรรมฝีมือช่างชวาภาคตะวันออก อายุราว พ.ศ. 1600-1800 [ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ Tropenmuseum ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ภาพจาก : https://en.wikipedia.org/wiki/Dewi_Sri#/media/File:COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Beeld_van_Dewi_Sri_de_rijstgodin_TMnr_60016918.jpg)]

คําอธิบายข้างต้นดูจะสอดคล้องกับร่องรอยหลักฐานเกี่ยวกับการนับถือเทพ/เทพีแห่งข้าว หรือให้ความสำคัญกับข้าว จนเกิดเป็นการสร้างปรัมปราคติเกี่ยวกับข้าวขึ้นมา ที่มีอยู่มากในภูมิภาคอุษาคเนย์อย่างมีนัยยะสำคัญ แต่กลับมีอยู่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยในอนุทวีปอินเดียอย่างเห็นได้ชัด

ในชวาเรียกเทพีแห่งข้าวของพวกเขาว่า “ศรี” ซึ่งก็อาจจะถือได้ว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการอภิวัฒน์ด้วยคำสันสกฤต

แน่นอนว่า ชื่อ “ศรี” ของเทวีองค์นี้ไม่ใช่คำชวาเก่า แต่เป็นคำที่เอามาจากภาษาสันสกฤต โดยคำว่า ศรี นั้น เป็นอีกชื่อหนึ่งของ “พระลักษมี” เทพีแห่งความงาม และความอุดมสมบูรณ์ ผู้เป็นชายาของพระนารายณ์ ตามคติของพวกพราหมณ์

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ในวัฒนธรรมชวา เทพีศรี ก็เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์อื่นๆ ด้วย เพราะนอกจากผีแม่ข้าวของพวกชวาจะถูกรวมเข้ากับเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ของพวกพราหมณ์อย่างพระลักษมีแล้ว ข้าวยังเป็นอาหารหลักของผู้คนบนเกาะใหญ่แห่งนี้ เช่นเดียวกับในไทย

ทั้งพระแม่โพสพ และเทพีศรี จึงต่างก็เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ไปโดยปริยาย แต่จะต่างกันก็ตรงที่ไม่มีหลักฐานว่าแต่เดิมนั้นเทพีศรี ผู้ทรงเป็นดั่งผีแม่ข้าวตามคติเดิมของไทยองค์นี้ มีชื่อดั้งเดิมในภาษาชวา มลายูว่าอะไรแน่

นิทานเก่าแก่ของชวามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพีศรีของชวานั้นมีอยู่หลายเรื่อง แต่ที่สำคัญจนน่าจะนำมาเล่าไว้ในที่นี้ มีอยู่ 3 เรื่อง

เรื่องแรกเล่าว่า แต่เดิมข้าวมีอยู่แต่บนสวรรค์ จนกระทั่งมีเด็กคนหนึ่งซึ่งขึ้นมาอยู่บนสวรรค์กับเทพีศรีนานหลายปี ได้แอบนำข้าวลงไปปลูกยังโลกมนุษย์ สุดท้ายเทพีศรีรู้เข้าก็โกรธ แต่เด็กคนนั้นอ้อนวอนขอให้เทพีศรียอมให้มนุษย์ปลูกข้าวบนโลกได้ เทพีศรีจึงยอมใจอ่อน และบอกให้มนุษย์ดูแลข้าวให้ดี เพราะข้าวก็เปรียบได้ดังลูกของพระนาง

ส่วนเรื่องที่สองมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ภัทรคุรุ (ภาคหนึ่งของพระอิศวร) ผู้เป็นเทพเจ้าสูงสุดในจักรวาลวิทยาของชวา ได้สาปให้ชายที่คิดคดต่อพระองค์ตกลงไปที่ก้นของสมุทร ซึ่งก็คือท้องของนาคราช ความชั่วร้ายในท้องทำให้นาคราชป่วยไข้ ภัทรคุรุจึงได้มาช่วยด้วยการแตะไปที่ตัวของนาคราช จนทำให้ความชั่วร้ายนั้นหลุดหายไป พร้อมกับทำให้เกิดพี่น้องขึ้นมาคู่หนึ่ง คือมี เทพีศรี เป็นพี่สาว และสุทานะ เป็นน้องชาย

สุดท้ายทั้งคู่ได้แต่งงานกันเอง ซึ่งก็เป็นที่มาของพิธีกรรมที่ชาวนาในชวาใช้ในเทศกาลเฉลิมฉลองในท้องนา โดยมีความเชื่อว่า เจ้าสาวทุกคนก็คือเทพีศรี ส่วนเจ้าบ่าวทุกคนก็คือสุทานะ ซึ่งสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ เพราะเชื่อว่าศรีเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ส่วนสุทานะเป็นวิญญาณแห่งข้าว

สำหรับเรื่องที่สาม ซึ่งก็แพร่หลายอยู่มากเช่นกันระบุว่า เมื่อคราวที่เทพเจ้าทั้งหลายช่วยกันสร้างพระราชวังให้แก่ภัทรคุรุ พญาอนันตเศษนาค (พญานาค) ผู้ค้ำจุนโลก ไม่มีทั้งมือและเท้าที่จะช่วยสร้างพระราชวัง ดังนั้นจึงได้ถวายไข่ประดับอัญมณีฟองหนึ่งเป็นของบรรณาการให้แก่ภัทรคุรุแทน

ต่อมาได้กำเนิดหญิงสาวสวยนามว่าเทวีศรีขึ้นมาจากไข่ฟองนั้น เทพเจ้าทั้งหลายต่างหลงรักนาง เพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาทระหว่างเทพเจ้า เทวีศรีจึงถูกสังหารและฝังเอาไว้ใต้ดิน จึงทำให้ต่อมาส่วนต่างๆ ของร่างกายเทพีศรีที่ถูกฝังไว้งอกออกมาเป็นพืชที่สำคัญต่างๆ เช่น ข้าว หมาก และไผ่ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า นิทานเกี่ยวกับเทพีศรีทั้ง 3 เรื่องนี้ ต่างก็มีนัยที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของข้าว ที่เกี่ยวข้องอยู่กับความอุดมสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว

ในไทยเอง “ข้าว” ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์อยู่กับ “ความอุดมสมบูรณ์” ไม่แตกต่างกัน ดังสำนวนที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แถมยังมีนิทานที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างพระแม่โพสพ หรือแม่เจ้า กับ “ปลา” อยู่ด้วย

นิทานดังกล่าวมีเนื้อความโดยสรุปว่า พระแม่โพสพถูกสาปแช่งโดยบรรดาภรรยาของชาวนา เพราะสามีของพวกนางให้ความสนใจการทำนามากกว่าพวกเธอ พระแม่จึงรู้สึกเสียใจ และหนีหายเข้าไปในความมืดพร้อมกับเพื่อนสนิท ซึ่งก็คือ “ปลาน้ำจืด” (freshwater fish) จนกระทั่งผู้คนต้องพากันทำพิธีขอขมา และตกลงที่จะเคารพบูชาพระแม่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

มีเรื่องเล่าทำนองที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง “ข้าว” กับ “ปลา” ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างนี้ด้วยเหมือนกัน ดังมีนิทานเล่าว่า ชาวนาอดอยากคนหนึ่ง จับปลาทองเอาไว้ได้ ราชาแห่งปลาทั้งหลายจึงได้นำข้าวที่ไม่เคยมีอยู่ในโลกมนุษย์ มามอบให้ชาวนาผู้แร้นแค้น เพื่อแลกกับชีวิตของปลาทองตัวนั้น ทำให้ผู้คนเริ่มมีอาหารกินเลยไม่อดอยากนับแต่นั้นมา

แต่ต่อมาเมื่อกษัตริย์ชาวมนุษย์รู้เรื่องเข้าก็เกิดความละโมบ เลยใช้อำนาจนำข้าวไปกักเก็บไว้กินเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนเริ่มอดอยากอีกครั้ง ร้อนถึงพระฤๅษีตนหนึ่ง ต้องมาช่วยแก้ไขด้วยการไปพบกับพระแม่แห่งข้าว แล้วหั่นนางออกเป็นชิ้นๆ เพื่อสร้างข้าวชนิดต่างๆ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ขึ้นมา พระฤๅษีได้สร้างข้าวต่างๆ ไว้มาก เสียจนกษัตริย์ไม่สามารถกักเก็บเอาไว้ได้แต่คนเดียว ข้าวจึงได้แพร่หลายออกจากท้องพระคลัง และทำให้ผู้คนไม่อดอยากอีกครั้งหนึ่ง

ความแพร่หลายของนิทานเรื่องแม่ข้าว หรือที่เรามักจะคุ้นชินกันในชื่อที่ถูกอภิวัฒน์ด้วยคำสันสกฤตอย่าง พระแม่โพสพนี้ ซึ่งมีอยู่มากในภูมิภาคอุษาคเนย์ จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “ข้าว” ในภูมิภาคแห่งนี้ โดยมีนัยยะเกี่ยวพันอยู่กับความอุดมสมบูรณ์อย่างชัดเจน พร้อมกับที่เป็นเครื่องยืนยันว่า พระแม่โพสพนั้นเป็นผีพื้นเมืองมาแต่เดิม และไม่ได้มีที่มาจากอินเดีย ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานความนิยมเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของข้าวเป็นของตนเองอย่างน่าสนใจ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!