bg-single

สุจิตต์ วงษ์เทศ / แคน เครื่องดนตรีไม่ไทย ได้รับยกย่องในราชสำนักอยุธยา

22.07.2018

สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

แคน เครื่องดนตรีไม่ไทย

ได้รับยกย่องในราชสำนักอยุธยา

 

แคน ในระบบการศึกษาไทยถูกจัดเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งหมายถึงเครื่องดนตรีไม่ไทย แต่ในความเข้าใจของคนทั่วไปแล้วยกย่องแคนเป็นเครื่องเป่าของลาวอย่างรวมๆ และบางพวกพูดถึงแคนอย่างเหยียดๆ
เหตุมาจากความเป็นไทยตามประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย มีพื้นที่จำกัดเป็นบริเวณคับแคบอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ส่วนลุ่มน้ำอื่นในภาคอื่นๆ ล้วนไม่ไทย ดังนั้นในความเป็นไทยทุกวันนี้ ดนตรีไทยมี 3 กลุ่มเท่านั้น คือ มโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย ซึ่งมีเครื่องพันธนาการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อป จึงไม่เคยเป็นที่นิยมข้ามโลก
แต่นักสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในอีสานที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับวัฒนธรรมเพลงดนตรีจากแคนที่ไม่มีเครื่องพันธนาการ ต่างสร้างสรรค์ลายแคนโลดแล่นในวัฒนธรรมป๊อปเป็นที่นิยมข้ามโลกขณะนี้

แคนในราชสำนักอยุธยา

แท้จริงแล้วแคนเป็นเครื่องเป่าของทุกชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ ทั้งบริเวณกลุ่มเกาะและภาคพื้นทวีป ทุกวันนี้ยังใช้งานทั้งในเพื่อนบ้านโดยรอบ เช่น ลาว, ไทย, เวียดนาม, จีน
ราชสำนักอยุธยายกย่องแคนเป็นเครื่องมือชั้นสูง ใช้ในวงบรรเลงชื่อดนตรี (ชื่อวงอย่างหนึ่งคู่กับวงมโหรี) ทำหน้าที่คลอคำขับลำด้วยทำนองเสนาะยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน มีบอกในอนิรุทธคำฉันท์ (สมัยต้นอยุธยา) ดังนี้

จำเรียงสานเสียง
ประอรประเอียง    กรกรีดเพยียทอง
เต่งติงเพลงพิณ      ปี่แคนทรลอง
สำหรับลบอง         ลเบงเฉ่งฉันท์
ระงมดนตรี
คือเสียงกระวี         สำเนียงนิรันดร์
บรรสานเสียงถวาย   เยียผลัดเปลี่ยนกัน
แลพวกแลพรรค์      บรรสานเสียงดูริย์

กาพย์ 2 บทจากอนิรุทธคำฉันท์ที่ยกมานี้ บทแรกบอกเครื่องบรรเลงมีแคนอยู่ด้วย ว่า “ปี่แคนทรลอง” ส่วนบทหลังบอกประเภทของวงบรรเลงเป็นกลุ่มที่เรียกดนตรีว่า “ระงมดนตรี”
“ปี่แคนทร” ถ้าสะกดแบบปัจจุบันจะเป็น “ปี่แคนซอ” หมายถึง เครื่องดนตรี 3 ชนิดบรรเลงด้วยกัน ได้แก่ ปี่, แคน, ซอ
ทร ตรงนี้รับจากคำเขมร อ่าน ตรัว หมายถึง เครื่องดนตรีมีสายและมีคันชักใช้สี
“ระงมดนตรี” หมายถึง บรรเลงเครื่องมีสายคลอเสียงขับกล่อมยอพระเกียรติเป็นทำนองเสนาะด้วยถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์
ข้อความ “ระงมดนตรี” เข้ากันได้กับข้อความในกฎมณเฑียรบาลว่า “เสภาดนตรี” หมายถึงเจ้าพนักงานเป็นผู้หญิงล้วน ทำหน้าที่บรรเลงดนตรี
ทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดจากราชสำนักสมัยก่อนอยุธยา พบหลักฐานเป็นปูนปั้นประดับสถูปบ้านคูบัว (ราชบุรี) และจารึกศาลเจ้า (ลพบุรี)

ดนตรียอพระเกียรติ

วงดนตรี (เสภาดนตรี) มีตัวอย่างเนื้อหาอยู่ในกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเสน (มาจากตํานานบรรพชนลาวเรื่องพระรถนางเมรี ตอนงานสมโภชพระรถเสวยราชย์) ดังนี้

๏ ขึ้น เกยแก้วเก้าสิ่ง เสวยสวัสดิ์
ตั่ง สุพรรณรายรัตน์ เพริศแพร้ว
นั่ง ในวรเศวตฉัตร เฉลิมโลกย์
เมือง บพิตรพระแก้ว แต่นี้จักเกษม
๏ ขึ้นตั่งนั่งเมือง แท่นทองรองเรือง สุขศรีปรีดิ์เปรม
เมืองกว้างช้างหลาย ลูกขุนมูลนาย อยู่เย็นเป็นเกษม
ยินดีปรีดิ์เปรม วิโรจโอชเอม ทังหลายถวายกร ฯ

เครื่องมีสาย

ดนตรี แปลว่าเครื่องมีสาย ได้แก่ เครื่องดีด, เครื่องสี (เช่น พิณ, ซอ) มีรากศัพท์จากบาลีว่า ตนฺติ (ตันติ) สันสกฤตว่า ตนฺตรินฺ (ตันตริน)
มโหรี (เป็นคํามรดกตกทอดจากประเพณีเขมร ยังไม่พบที่มาของคํานี้) น่าจะหมายถึงเครื่องมีสายอย่างเดียวกับดนตรี เพราะเป็นเครื่องบรรเลงขับกล่อมด้วยเครื่องมืออย่างเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกันตามแบบแผนบรรเลงขับกล่อมไม่เหมือนกัน
“มโหรีเครื่อง 5” หมายถึงมโหรีมีเครื่อง 5 อย่าง แต่ต้นทางมีมาอย่างไร? จากไหน? ไม่พบหลักฐานตรงๆ มักใช้นิยามเรียกวงบรรเลงตามประเพณีที่พบในภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นรูปคนดีดกระจับปี่, สีซอสามสาย, เป่าขลุ่ย, ตีฉิ่ง ตีกรับ และโทนรําามะนา โดยอ้างอิงคําว่า “เบญจดุริยางค์” ที่เชื่อกันว่าเป็นตําราที่ไทยรับจากอินเดีย
แต่ไม่เคยพบหลักฐานสนับสนุนคํานิยามเครื่องดีดสีเบาๆ อย่างนี้ (ต่อไปข้างหน้าถ้าพบหลักฐานเพิ่มเติมก็ต้องยกเลิกที่เขียนมานี้) พบแต่ว่า “เบญจดุริยางค์” เป็นเครื่องตีเป่าใช้ประโคมดังๆ ฟังอึกทึกครึกโครม
“เบญจดุริยางค์” เป็นคําบาลีไทย ที่มีรากจากบาลีแท้อยู่ในพระคัมภีร์ ว่า “ปญฺจงฺคิกตุริย” แปลว่า “ตุริยะประกอบด้วยองค์ 5” หมายถึง เครื่องตีกับเครื่องเป่า มี 5 สิ่ง
[จากหนังสือ ดนตรีในพระธรรมวินัย ของธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) พิมพ์ครั้งแรก 20 ตุลาคม 2498 หน้า 7-17]
นักดนตรีปี่พาทย์โดยทั่วไปเรียกเครื่องประโคม 5 สิ่งว่า “กลอง 4 ปี่ 1” (ตรงกับวงปี่ชวา กลองแขก มาจาก ดุริยะ แปลว่า เครื่องตี เครื่องเป่า ได้แก่ กลองและปี่)
ต่อมาได้ปรับเป็นท้องถิ่นเรียก “ปี่พาทย์เครื่อง 5” แต่ไม่เคยพบว่าเรียก “มโหรีเครื่อง 5”

มโหรีเล่านิยาย

วงมโหรี (เสภามโหรี) ร้องเล่านิยายเชิงสังวาส แต่ยังอยู่ในประเพณีเทิดพระเกียรติวีรชนในตำนาน มีตัวอย่างบทเพลงร้องมโหรีเรื่องพระรถเสน (พระรถนางเมรี) ดังนี้

๏ ฝ่ายนาฏเมรีศรีสวัสดิ์     บรรทมเหนือแท่นรัตน์ปัจถรณ์
ดาวเดือนเลื่อนลับยุคันธร   จะใกล้แสงทินกรอโณทัย
ฟื้นกายชายเนตรนฤมล      มิได้ยลพระยอดพิศมัย
แสนโศกปริเทวนาใน         อรทัยทุ่มทอดสกลกาย

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’