
ไม่ว่าจะอย่างไร การเมืองยังเป็นจำเลยใหญ่ของข้อกล่าวหาทำให้ประเทศชาติหยุดการพัฒนา
คุณภาพของนักการเมือง มาตรฐานของพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอด
หลายปีที่ผ่านมา และดูเหมือนข้อสรุปที่ว่า “จะต้องปฏิรูป” เป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายเห็นดีเห็นงาม
ประเทศที่ประกาศตัวเองเดินหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากล ที่ควรนำทางน่าจะเป็นนักการเมืองที่มีจิตสำนึกแห่งเสรีชน และพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนความเชื่อของประชาชน
ความเชื่อมีความหลากหลาย
ซึ่งหมายถึงพรรคการเมืองควรมีความหลากหลายไปตามความเชื่อ
และในความเป็นจริงทุกความเชื่อล้วนมีคุณค่า ด้วยความเป็นไปในห้วงเวลาหนึ่งเหมาะกับการใช้ความเชื่อหนึ่งมาบริหารจัดการ ขณะที่กาละและเทศะเปลี่ยนไป ความเชื่อที่เหมาะสมกับการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและประชาชนนั้นก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย
ดังนั้น จึงไม่ควรมีความเชื่อใดที่ต้องทำลายทิ้ง เพียงแต่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกว่าจะต้องใช้พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนความเชื่ออย่างไรมาบริหารจัดการในยุคสมัยแบบใด
ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาศัยความเฉลียวฉลาดมากมายอะไร เพียงแต่หากประชาชนส่วนใหญ่มีจิตสำนึกที่จะสร้างสรรค์สังคมโดยรวมมากกว่าแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง วิจารณญาณที่จะเลือกพรรคตัวแทนความเชื่อที่ถูกต้องกับกาลเทศะให้ขึ้นมามีบทบาทจะเกิดขึ้นเอง
เพียงปล่อยให้ประชาชนมีเสรีภาพที่จะจัด ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจและผลประโยชน์จนขาดสำนึก ทุกอย่างจะดำเนินไปตามธรรมชาติ
แน่นอนว่าในบางยุคสมัยความไม่ไว้วางใจในประชาชนเกิดขึ้น กระทั่งมีเสียงเรียกร้องต้องการให้คนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาประกาศตัวว่าเป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่ดีกว่าประชาชนส่วนใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ฉลาดกว่า มีคุณธรรมเหนือกว่า
อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยดังที่ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเห็นดีเห็นงามของประชาชนส่วนใหญ่ว่ามีหรือไม่ด้วย
หลังจาก “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” คำถามว่าประชาชนเห็นดีเห็นงามกับการมอบสิทธิในการเลือกผู้บริหารจัดการประเทศให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ไม่น่าจะต้องไปค้นหาคำตอบอื่นแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าการย้ำถึงความเหมาะสมของยุคสมัยด้วยความเห็นดีเห็นงามของประชาชนส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ
ผลสำรวจของ “กรุงเทพโพลล์” ล่าสุดในเรื่อง “ความหวังของประชาชนกับการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเมืองไทย” มีนัยยะสำคัญไม่น้อย
เพราะสำรวจแล้วพบว่าประชาชนมากถึงร้อยละ 71.3 เห็นควรให้ปฏิรูปการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองอย่างจริงจังก่อนการเลือกตั้ง ร้อยละ 74.1 ไปไกลขนาดเห็นว่าควรจะเซ็ตซีโร่ หรือเริ่มต้นพรรคการเมืองกันใหม่ ซึ่งน่าจะมีนัยยะถึงการเห็นความล้มเหลวของพัฒนาการทางการเมืองกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
เป็นความน่าสนใจยิ่งว่าเหตุใดในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่จึงเห็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนอุดมการณ์แต่ละด้านไร้ค่าถึงขนาดไม่รู้สึกอะไรหากต้องการยุบทิ้ง
ด้วยเหตุนี้เองจึงมีคำถามที่คงจะต้องหาคำตอบกันโดยเร็ว หากยัง ประเทศต้องนำพาประเทศสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะเพราะรู้สึกถึงความจำเป็นเนื่องจากต้องการการยอมรับจากนานาประเทศ หรือเพราะมีสำนึกอย่างแท้จริงว่ามีแต่การบริหารจัดการประเทศโดยยึดถืออำนาจของประชาชนส่วนใหญ่เท่านั้น จึงจะนำพาสู่การลดช่องว่างระหว่างมนุษย์ในสังคมเดียวกันได้
นักการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชน และพรรคการเมืองที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดของประชาชน จะทำอย่างไรจึงจะฟื้นคืนศรัทธาจากประชาชนให้กลับมาได้
ไม่คิด ไม่เร่งลงมือทำ การเมืองการปกครองไทยจะไกลจากอำนาจประชาชนมากกว่านี้
และสาเหตุหนึ่งก็คือ นักการเมือง และพรรคการเมืองที่ไม่รักษาคุณค่าของตัวเองไว้
