bg-single

จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)

02.09.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

จากนาราถึงรมณีนาถ

: การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)

สวนสาธารณะในสังคมไทยคงไม่เกินไปนักหากจะบอกว่า ส่วนใหญ่มีการใช้งานที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งข้อจำกัดเรื่องสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ระยะเวลาการใช้งานมีไม่มากนัก (หากเทียบเคียงกับประเทศเมืองหนาว) ทั้งข้อจำกัดในด้านกฎระเบียบการใช้สวนสาธารณะ รวมไปถึงทำเลที่ตั้งของหลายสวนที่ไม่เอื้อต่อการใช้งาน

จากสถิติการใช้งานสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ พ.ศ.2568 ชี้ให้เห็นว่า เดือนที่มีผู้ใช้สวนสาธารณะมากที่สุดกระจุกตัวอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอากาศเมืองร้อนที่ส่งผลต่อการใช้งานสวนสาธารณะโดยตรง

หากมองเฉพาะมาที่สวนรมณีนาถ จากสถิติพบว่ามีปริมาณการใช้งานไม่มากนัก ไม่ติด Top 20 สวนที่มีคนเข้าใช้งานมากที่สุดด้วยซ้ำไป โดยมีผู้ใช้เฉลี่ยไม่ถึง 800 คนต่อวันเท่านั้น

ยิ่งถ้าพิจารณาถึงตำแหน่งที่ตั้ง ขนาดของพื้นที่ และสภาพบรรยากาศที่ถือว่าดีมาก ก็ต้องถือว่ามีคนใช้งานที่น้อยเกินไป

ดังนั้น ส่วนตัวจึงอยากเสนอให้มีการปรับปรุงสวนแห่งนี้และพื้นที่ส่วนที่เป็นอาคารที่หลงเหลืออยู่ของคุกกองมหันตโทษ ให้กลายเป็นพื้นที่บอกเล่าประวัติศาสตร์สยามสมัยใหม่ โดยผสานรวมเข้ากับสวนสาธารณะ ตลอดจนการเปิดพื้นที่ในรูปแบบใหม่ที่สามารถดึงคนเข้ามาใช้งานในพื้นที่ให้มากขึ้น

สิ่งแรกที่ควรทำคือ การรื้อฟื้นร่องรอยทางประวัติศาสตร์และความทรงจำของคุกกองมหันตโทษทั้งหมดให้กลับมาอีกครั้ง และปรับให้สวนรมณีนาถกลายเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งควบคู่ไปกับสวน

เรามีหลักฐานแผนที่เก่า ภาพถ่ายเก่า รวมถึงสิ่งของวัตถุมากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งมากพอที่จะเข้าไปจัดการปรับภูมิทัศน์ในส่วนสวนสาธารณะให้สะท้อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อเปิดร่องรอยฐานรากของอาคารที่สำคัญๆ ที่ถูกฝังกลบไปหมดแล้วให้เผยตัวออกมาอีกครั้ง เพื่อเป็นสื่อกลางในการสร้างจินตภาพย้อนกลับไปสู่ยุคสมัยที่สวนสาธารณะแห่งนี้ยังเป็นคุก

Pentridge Prison ประเทศออสเตรเลีย เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้

โดยในปี พ.ศ.2557 นักโบราณคดีได้ทำการขุดค้นพบฐานรากหินที่ออกแบบเป็นรูปทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เมตร ซึ่งมีอายุเก่ามากกว่า 170 ปี โดยเป็นโครงสร้างของหอคอยควบคุมและแนวกำแพงที่แผ่ออกเป็นรัศมีรูปพัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลักฐานทางสถาปัตยกรรมของคุกแบบ Panopticon ยุคศตวรรษที่ 19 ที่สมบูรณ์และหายาก

ด้วยความสำคัญดังกล่าว จึงได้มีการปรับปรุงพื้นที่นี้ให้เป็นลานสาธารณะที่คนเข้าใช้งานได้พร้อมออกแบบหน้าดินเพื่อเปิดโชว์ฐานรากในส่วนนี้

นอกจากนี้ ยังได้ออกแบบพื้นที่ลานภายนอกด้วยการฝังเส้นหินและเครื่องหมายบนพื้นในลักษณะต่างๆ เพื่อระบุตำแหน่งของอาคารเดิมที่ถูกรื้อถอนไป รวมถึงสะท้อนการใช้งานพื้นที่ของนักโทษเมื่อครั้งยังเป็นคุก

แน่นอน การปรับปรุงตามแนวทางนี้อาจทำให้พื้นที่สีเขียวภายในสวนรมณีนาถลดลงไปบ้าง แต่หากมองผลประโยชน์ในภาพรวม การทำเช่นนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในวงกว้างมากกว่า

จากหลักฐานที่มีอยู่ องค์ประกอบสำคัญที่ควรถูกบอกเล่าในพื้นที่แห่งนี้มีอย่างน้อย 6 ส่วน

ได้แก่ กำแพงคุก, ป้อม, ตึกคุมขังนักโทษซึ่งแต่เดิมมีอยู่ 4 หลัง, ตึกแบบตะวันตกด้านหน้าคุก, บ้านพักผู้บัญชาการคุก และพื้นที่หุงข้าวและเตาแกง

ซึ่งแต่ละส่วนคือตัวแทนสะท้อนประวัติศาสตร์การราชทัณฑ์ของสยามใหม่ได้เป็นอย่างดี

บางส่วนถูกเก็บรักษาไว้เมื่อคราวปรับพื้นที่เป็นสวนรมณีนาถ แต่หลายส่วนก็สูญหายไปแล้ว เช่น ตึกคุมขังนักโทษ พื้นที่หุงข้าว และบ้านพักผู้บัญชาการ

ซึ่งประวัติศาสตร์เหล่านี้สามารถถูกรื้อฟื้นกลับมาได้อีกครั้งผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีและการออกแบบจัดแสดงสมัยใหม่

ส่วนที่จำเป็นต่อมา คือ การทำพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การยุติธรรมและการราชทัณฑ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่ของไทย

ในส่วนนี้สามารถออกแบบการจัดแสดงลงไปได้เลยในส่วนอาคารตึกสถาปัตยกรรมตะวันตก 2 หลังที่อยู่ด้านหน้าของสวนและอาคารที่เคยเป็นคุกสำหรับนักโทษชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จ การมีพื้นที่จัดแสดงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องมีพื้นที่กิจกรรมส่วนอื่นประกอบเพิ่มเติม

เช่น พื้นที่จัดแสดงแบบชั่วคราวที่หมุนเวียนเรื่องราวตลอดเวลาเพื่อให้กิจกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่อยู่เสมอ ซึ่งจะสามารถดึงดูดผู้คนให้มาบ่อยๆ หรือการสร้างพื้นที่ในลักษณะ Co-working space ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาใช้พื้นที่ได้ ฯลฯ

กิจกรรมรูปแบบใหม่ทั้งหมดนี้อาจไม่สามารถใส่ลงไปในตึกเดิมที่มีอยู่ได้ ดังนั้น การพิจารณาก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม โดยเฉพาะการออกแบบลงไปไว้ที่ชั้นใต้ดิน (เพื่อไม่ให้ทำลายพื้นที่สีเขียวด้านบนมากจนเกินไป) น่าจะเป็นคำตอบของการพัฒนาที่เหมาะสมที่สุดในกรณีนี้

ส่วนจำเป็นประการสุดท้าย ได้แก่ การบริหารจัดการเพื่อหารายได้ที่มากพอจนสามารถย้อนกลับมาดูแลโบราณสถานในพื้นที่ตลอดจนพิพิธภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและมีการพัฒนาใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

ในประเด็นนี้ “คุกเมืองนารา” ที่กล่าวถึงไปเมื่อตอนแรกเป็นตัวแบบที่น่าสนใจ โดยมีการทำความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเข้ามาปรับพื้นที่บางส่วนของคุกให้เป็นโรงแรมหรูราคาแพง เพื่อสร้างรายได้ให้แก่โครงการ

ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ถูกเช่าสัมปทานไปนั้นก็มิได้เป็นการให้อภิสิทธิ์นายทุนมากจนเกินไป จนกลายเป็นการปิดกั้นการเข้าใช้งานพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ เพราะพื้นที่บางส่วนได้ถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม โมเดลการเปลี่ยนให้เป็นโรงแรม โดยส่วนตัวยังไม่ค่อยเห็นด้วยมากนักและอาจไม่เหมาะสมกับกฎระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่

ดังนั้น การสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในกรณีของไทยควรตั้งอยู่บนโมเดลทางธุรกิจที่สามารถหารายได้ไปพร้อมๆ กับการคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะในการเข้าถึงพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าในกรณีของคุกเมืองนารา

หรือหากคิดว่าโมเดลนี้น่าสนใจ เพราะในพื้นที่ยังหลงเหลือห้องขังบางส่วนอยู่ (อีกทั้งเทรนด์ในระดับสากลก็กำลังนิยมการปรับห้องขังเก่ามาเป็นโรงแรมที่อาจสร้างรายได้มหาศาลได้) สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดคือ การจำกัดสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยที่จะถูกปรับไปสู่การเป็นโรงแรมซึ่งควรมีสัดส่วนที่ไม่มากจนเกินไปจนเป็นการขัดขวางการใช้งานสาธารณะ

อีกหนึ่งในโมเดลธุรกิจเล็กๆ ที่คิดว่าสามารถนำมาต่อยอดในพื้นที่ได้คือการยกระดับ “ผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์” ให้กลายเป็นแบรนด์สินค้าที่ทันสมัยและขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

ในอดีต พื้นที่คุกกองมหันตโทษก็เคยมีพื้นที่ในการขายสินค้าราชทัณฑ์อยู่แล้ว ซึ่งหากมีภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามาพัฒนาสินค้าในส่วนนี้รวมถึงการเปิดหน้าร้านที่ทันสมัยในพื้นที่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหารายได้เข้าโครงการ

นอกจากนี้ โมเดลธุรกิจรูปแบบอื่นทั้งการเปิดพื้นที่ให้เช่าใช้ทำกิจกรรมรูปแบบต่างๆ การทำตลาดนัด ร้านอาหาร และการจัด walking tour ทางประวัติศาสตร์ที่มีจุดเด่นเฉพาะ เช่น night tours ซึ่งดูจะเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบไทยๆ มากกว่า

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงให้มากขึ้นในโลกปัจจุบันที่การสร้างและพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้นั้นไม่สามารถพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงด้านเดียวได้อีกต่อไป

ขณะเดียวกัน การเริ่มหันมามองภาคเอกชนในฐานะเป็นทางออกของการหารายได้ก็ต้องระวังเช่นกัน ระวังไม่ให้เป็นเพียงการปล่อยสัมปทานให้ภาคเอกชนเข้ามาหาประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่เหล่านั้นได้อีกต่อไป

ชุดบทความนี้ไม่ได้ต้องการเสนอเพียงแค่การสร้างพิพิธภัณฑ์อีกหนึ่งแห่งขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีพิพิธภัณฑ์มากไม่แพ้ใครในโลกแต่ส่วนมากกลับไม่ยั่งยืนและไม่มีคนใช้งาน

หากแต่ต้องการชวนผู้อ่านคิดถึงคุณค่าและแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมและพื้นที่สาธารณะที่สอดคล้องกับสังคมไทยให้มากขึ้น

คุกเก่าและสวนรมณีนาถคือตัวแบบที่ชัดเจนที่สุด เพราะในด้านหนึ่งตัวอาคารที่อนุรักษ์ไว้ก็มิได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แม้ในช่วงเวลาหนึ่งเคยเป็นพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ แต่สุดท้ายก็ถูกยกเลิกไปในที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง การสร้างสวนรมณีนาถที่เกิดจากความต้องการเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ ซึ่งเป็นความคิดที่ดี แต่การทำสวนกลับขาดการคำนึงถึงประวัติศาสตร์ที่มากพอจนเข้าไปรื้ออาคารที่มีคุณค่าหลายหลังลงไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น เมื่อได้ข่าวว่าจะมีการปรับปรุงพื้นที่นี้อีกครั้ง จึงอยากชวนให้สังคมคิดและช่วยกันหาทางออกร่วมกันที่ไปไกลกว่าโมเดลพิพิธภัณฑ์แบบเดิมๆ รวมไปถึงชวนคิดในเรื่องการออกแบบสวนสาธารณะที่ควรเป็นมากกว่าสวนในนิยามเดิมที่ไม่ค่อยเข้ากับบริบทสังคมไทยสักเท่าไร

สำคัญที่สุดคือ การชวนคิดเพื่อสร้างเรื่องเล่าในแง่มุมใหม่ของประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ไทยที่เป็นมากกว่าจัดแสดงของเก่า แต่คือการอธิบายประวัติศาสตร์สยามยุคสมัยใหม่ผ่านการออกแบบคุก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน