bg-single

ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)

02.09.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

ชีวิตทางการเมือง

ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)

หลังจากพระสารสาสน์ฯ พ้นจากคดีอาชญากรสงคราม (2489) แล้ว ดูเหมือนเขาให้ความสนใจการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยภายหลังสงครามมาก

ในปีนั้นเอง เขาได้ตั้ง “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย” (2490) ที่หัวถนนสีลม พร้อมจัดทำวารสารชื่อ “เศรษฐกร” (2490) ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้การค้าขายและเศรษฐกิจให้แก่สังคมไทยให้มีความเข้าใจวิชานี้ให้มากขึ้น รวมทั้งเขาตั้งบริษัทที่ปฤกษาพาณิชย์ จำกัด (2490) ที่ศาลาแดงเพื่อให้คำปรึกษาการพาณิชย์แก่คนไทยด้วย

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจภายหลังสงครามของเขาในภาคสังคม คือ การสร้างคน ให้ความรู้และส่งเสริมการประกอบการแก่คนไทย

พระสารสาสน์ฯ มีความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ระบอบเก่าด้วยการเขียนบทความการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งตรงมาจากปารีสตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์

บทความของเขาได้รับความนิยมจากผู้อ่านมาก

ภายหลังการปฏิวัติ 2475 เขาเดินทางจากยุโรปกลับมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐการให้กับรัฐบาลพระยาพหลฯ ด้วยการเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป (2477)

เส้นทางความสนใจเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ

ครั้งที่พระสารสาสน์ฯ เป็นรัฐมนตรีเศรษฐการนั้น (2476-2477) เขาเสนอ “เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” (2477) ขึ้น ที่มีวัตถุประสงค์ของการปฏิวัติทางเศรษฐกิจไทยโดยให้ประชาชน ต่างประเทศ และรัฐร่วมมือกันเป็น “สามเส้า” โดยมีการแบ่งสันปันส่วนอย่างยุติธรรม โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ทำให้ทุนกับแรงงานเจอกัน ให้องคาพยพทำงาน ให้คนงานมีเครื่องมือ และวินิจฉัยเหตุแห่งการเพาะขุดหรือการผลิต เขาเสนอให้มี “แปลนรวม” ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยใช้สหกรณ์และเทศบาลเป็นกลไกในการดำเนินงานร่วมกัน สหกรณ์มีหน้าที่ซื้อ ขาย และปล่อยกู้ ให้มีหอซื้อขายในการเป็นตัวกลางซึ่งรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และในท้ายที่สุดเทศบาลจะเข้าควบคุมสหกรณ์ (พระสารสาสน์ฯ, 2477, 1-12)

ต่อมา เขาติดในวังวนของความขัดแย้งทางการเมืองมีผลทำให้เขาลี้ภัยการเมืองไปยังญี่ปุ่นหลายครั้ง และกลับมาไทยเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจไทยด้วยการจัดตั้งบริษัทการค้าระดับจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยเขามุ่งใช้คนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยมาฝึกหัดทำการค้า ฝึกการเมือง และให้ความรู้เรื่องการเลือกตั้ง (ปรีดี, 2517, 39)

ช่วงเวลาเดียวกัน พระสารสาสน์ฯ เล่นบทนักคิดนักเขียนด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองลงในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่และประชาชาติในช่วงปี 2480 ต่อมา บทความความเห็นทางเศรษฐกิจของเขาถูกตีพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า” และ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน”

นิตยสารเศรษฐกร

ภายหลังสงคราม เมื่อเขาพ้นจากคดีอาชญากรสงครามแล้ว เขายังคงมุ่งมั่นในการเผยแพร่ความรู้ทางเศรษฐกิจให้สังคมไทยด้วยการออกนิตยสารเศรษฐกร

ฉบับปฐมฤกษ์ได้ปรากฏเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2490 โดยมี ม.จ.ประสบสุข สุขสวัสดิ์ บรรณาธิการ คณะบรรณาธิการประกอบด้วย โชติ คุณะเกษม มนู อมาตยกุล บรรจง เสาวพฤกษ์ พยุง ชุติกุล พิภพ ตังคณะสิงห์ ภัทร นิธิประภา และวารี พงษ์เวช ซึ่งมีพระสารสาสน์ฯ เป็นเจ้าของ

นิตยสารแบ่งออกเป็น 6 ภาค ดังนี้ ภาคความเห็น ภาควิชาการ ภาคสถิติและพยากรณ์ ภาคพาณิชโยกาศ ภาคข่าวสารเศรษฐกิจ และภาคเบ็ดเตล็ด

ตัวอย่างบทความจากนิตยสารเศรษฐกร เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาโจรผู้ร้าย ความเปลี่ยนแปลงมูลค่าทอง ค่าของธนบัตร (เศรษฐกรปีที่ 1 ฉบับที่ 2, 2490) ทำไมของจึงแพง ระบอบนักอุตสาหกรรม เศรษฐสัมพันธ์ เงินเฟ้อในอังกฤษ นักการเมืองกับรัฐบุรุษ เศรษฐกิจในมุ้ง ปัญหาธนบัตรปลอม (เศรษฐกรปีที่ 1 ฉบับที่ 8, 2490) เงินกู้ของรัฐ คนไม่ดีหรือแผนงานไม่มี บทสัมภาษณ์ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ทำไมจึงจะมีหมูกิน ชำระหนี้เงินกู้ (เศรษฐกร ปีที่ 1 ฉบับที่ 7, 2490)

มีการเปิดคอลัมน์ที่เรียกว่า “ภาควิชาการ” มีการพิมพ์เรื่อง “เศรษฐศาสตร์เล่ม 1 ว่าด้วยหลักเศรษฐกิจ ภาคที่ 2 ความคลี่คลายแห่งทฤษฎีในเศรษฐกิจ บทที่ 28 สำนักประวัติศาสตร์” (เศรษฐกร ปีที่ 2 ฉบับที่ 9, 2491 หน้า 7-8) และมีการพิมพ์คำบรรยายของ 555 ที่สอนที่พาณิชย์วิทยาลัย วิชา เศรษฐจิตตวิทยา เป็นการบรรยายครั้งที่ 36 วันที่ 14 พฤษภาคม 2490 (เศรษฐกร ปีที่ 2 ฉบับที่ 9, 2491)

นิตยสารเศรษฐกรเป็นนิตยสารที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการทางเศรษฐกิจพื้นฐาน และมุมมองใหม่ เช่น จิตวิทยาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการชี้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมสมัยภายหลังสงคราม การเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา การวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และการให้ข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจลงทุน จากหลักฐานที่พบเพียงนิตยสารที่ออกได้ระหว่าง 2490-2491

ชีวิตทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ

กล่าวโดยสรุปแล้ว ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ มีทั้งในประเทศ และนอกประเทศ เมื่อการปฏิวัติ 2475 สำเร็จเขาเดินทางกลับมาไทยเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐการ (2476)

ต่อมา เขาลี้ภัยไปประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกหลังจากการถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนในการทำร้ายจอมพล ป. (2478) จากนั้น เขาเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมาไทยอีกเมื่อ 2480 เพื่อจัดตั้งบริษัทการค้าและเขียนบทความเผยแพร่ความคิด และลี้ภัยหนีไปญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากถูกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลหรือกบฏ 2481

เขากลับมาไทยภายหลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก (2484) เพื่อดำเนินงานให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นและกลับออกไปญี่ปุ่นครั้งที่สาม (2485) ในช่วงท้ายสงครามเขาเดินทางกลับมาไทยเพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนิยมญี่ปุ่นใหม่ (2487) แต่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป เขาอยู่ในไทยต่อไปจนกระทั่งถูกจับฐานอาชญากรสงคราม (2488) ในที่สุด

ภายหลังการรัฐประหาร 2490 เขาได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ภายใต้รัฐธรรมนูญอนุรักษนิยมให้เขาเป็นวุฒิสมาชิก อาจด้วยเหตุผลจากการเคยเป็นคู่ปรับกับจอมพล ป. ผู้เคยปราบปรามกลุ่มรอยัลลิสต์อย่างเข้มแข็งซึ่งเป็นบุคคลอันเป็นอริชนกับกลุ่มรอยัลลิสต์ แต่บรรยากาศทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมที่ถูกสร้างขึ้นจากกลุ่มทหารและพวกรอยัลลิสต์ แม้นเขาจะทำหน้าที่ตำหนิ ท้วงติงการบริหารของรัฐบาลจอมพล ป.และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเข้มแข็งก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถทำงานกับเหล่าวุฒิสมาชิกอนุรักษนิยมได้ เขาจึงขอไปเป็นทูตไทยประจำมอสโก แต่ได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลจอมพล ป. เขาคงเป็นวุฒิสมาชิกต่อไปจนถูกผลัดเปลี่ยนออกจากตำแหน่ง

ภายหลังได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลจอมพล ป. เขาได้ปลีกตัวเองหายไปจากวงการเมืองไทย แต่ยังคงขมีขมันในการเผยแพร่ความรู้ให้กับสังคมไทยด้วยการตั้งโรงเรียน ออกนิตยสาร และตั้งบริษัทที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการค้าอย่างมีความหวัง

แต่ในราวกลางทศวรรษ 2490 ดูเหมือนว่าบริบททางการเมืองไทยที่ห้ำหั่นกันอย่างรุนแรงและการผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มทหาร อาจทำมีส่วนทำให้เขาตัดสินใจเดินทางออกจากไทยไปพำนักยังยุโรปและการไปทำไร่ชายังแอฟริกาเหนือที่คาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก ซึ่งเขามีเพื่อนที่มีอำนาจทางการเมืองอยู่

และการเป็นชาวไร่ชานั้นอาจเป็นอาชีพเดียวที่ชัดเจนที่สุด หลังจากที่เขาออกจากไทย-ประเทศที่เขารักไป (B.A. Batson, 1996, 162)

ช่วงปัจฉิมวัย พระสารสาสน์ฯ เดินทางกลับไปยังกรุงปารีสแดนแห่งการปฏิวัติ เมืองที่อวบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ปลุกไฟแห่งการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของเขาให้ลุกโชนเมื่อครั้งเขายังเป็นนักการทูตหนุ่ม และจากไปอย่างเงียบๆ ที่ปารีสเมื่อ 2509

พิธีศพเขาเรียบง่ายด้วยบุรุษสองคน คือ ร.อ.สมหวัง สารสาสน์ฯ บุตรชายคนโตของเขา และนักการทูตไทยอีกคนหนึ่ง ถือเป็นการปิดฉากชีวิตที่โลดโผนทางการเมืองของเขาอย่างสมบูรณ์

พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ คือ เขาผู้นั้น-ผู้เคยเป็นนักเรียนนายร้อย ครูโรงเรียนนายร้อย นักการทูต นักปฏิวัติ รัฐมนตรีเศรษฐการ ผู้นิยมญี่ปุ่น อาชญากรสงคราม วุฒิสมาชิก และนักการศึกษา ผู้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน