บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (46)

เมื่อเดินทางมาถึงค่ายฟูเย็น ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี ถูกนำตัวเข้าห้องซักถาม และบันทึกความตื่นเต้นครั้งแรกในชีวิตกว่า 8 ปีของการตกเป็นเชลยไว้ว่า

“ผมมองลอดหน้าต่างของตัวอาคารที่เป็นที่ทําการของค่ายออกไปในระหว่างถูกสอบสวน มองเห็นชายฉกรรจ์หลายคนกําลังทํางานกันอยู่กลางแดด แน่นอนละพวกเขาต้องเป็นคนไทย เพราะในค่ายนี้ไม่มีเชลยชาติอื่นปะปนอยู่เลย ใช่แล้ว คนที่เห็นเดินเป็นกลุ่มๆ อยู่ภายนอกนั้นคือคนไทย เพื่อนร่วมสายเลือดผู้มาจากดินแดนแห่งอิสระเสรีทางทิศตะวันตกไกลโพ้น

“ผมไม่เคยเห็นคนไทยจํานวนมากเกินกว่า 3 คน มาเป็นเวลาเกือบ 9 ปีแล้ว เมื่อมาได้เห็นก็อดที่จะตื่นเต้นกับภาพดังกล่าวไม่ได้ ผมต้องชําเลืองตาดูคนไทยที่ทํางานอยู่ข้างนอกบ่อยๆ ประกอบกับความตื่นเต้น และความกังวลต่างๆ นานา เลยเป็นสาเหตุที่ทําให้ผมต้องตอบคําซักถามและฟังภาษาลาวไม่ค่อยชัดหูของเจ้าคนที่ซักถามผิดพลาดไปหลายครั้งจนทําให้ทหารลาวแดงผู้สอบปากคําลงในกระดาษประวัติแผ่นนั้นถึงกับเอ็ดตะโรขึ้นมาว่า ‘เจ้าสิฟังข้อยคักๆ ก่อนซิตอบ บ่ ได้ บ่ หรือเจ้าเว้าภาษาไทย บ่ เป็นแล้ว บักห่า…’

“ผมเกิดอาการสะดุ้งขึ้นมาทันที่เหมือนกันเมื่อได้ยินคําว่า ‘บักห่า’ เป็นครั้งแรก เพราะไม่เคยได้ยินมาเป็นเวลานานเหมือนกัน ผมไม่ได้นึกโกรธหรือเคืองอะไรเขาหรอกในการที่เขาโพล่งคํานี้ออกมาเพราะมองดูอากัปกิริยาของเขาแล้วคล้ายกับเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะด่าผมแต่กลับทําให้ผมเกิดอาการขบขันเสียมากกว่า ทําให้ผมฉุกคิดขึ้นมาว่าเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมานั้นผมไม่เคยโดนใครด่าที่ชัดหูและชัดถ้อยชัดคําเหมือนครั้งนี้ เพราะการด่าแต่ละครั้งที่ได้ยินในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นล้วนแต่เป็นภาษาญวนทั้งสิ้น

พ.อ.ชัยชาญ หาญนาวี

“ภายหลังจากเสร็จสิ้นกรรมพิธีในการซักถามเรียบร้อยแล้วผมก็ถูกยัดเข้าไปในเรือนขังหลังเล็ก เข้าใจว่าน่าจะเป็นห้องเก็บกระสุนดินดําหรืออาจจะเป็นคลังอาวุธของทหารฝรั่งเศสมาก่อน เมื่อประตูด้านหลังปิดโครมแล้วก็พบว่า ตัวเองเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้องนั้น มันเป็นห้องโล่ง เพดานสูงกว้างประมาณ 6 เมตรซึ่งกว้างพอสมควรสําหรับการอยู่คนเดียว ไม่มีหน้าต่างแต่มีช่องระบายลมอยู่สูงลิบเกือบติดเพดาน ลมโกรกเข้ามาผ่านช่องระบายลมทําให้มีความเย็นพอสมควร

ผมจัดแจงปูเสื่อแก้ห่อผ้าเอาผ้าห่มและมุ้งออกมาจัดแจงปูเตรียมทําที่นอน ในตอนนั้นดูเหมือนจะเริ่มบ่ายมากแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางทําให้เกือบลืมไปว่าตัวเองยังไม่ได้กินข้าวมื้อเย็น

“นั่งหันหลังพิงฝาผนังประสานมือไว้ที่ท้ายทอยคิดไปต่างๆ นานา ในท่าต่อไปก็คือนอนแล้วมันก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว

ท่ามกลางความฝันที่สับสน ผมได้ยินเสียงทุบประตูห้องเหมือนกับจะพังเข้ามา ทําให้ผมสงสัยว่าทําไมถึงต้องทุบประตูให้มันเจ็บมือเปล่าๆ ในเมื่อประตูก็ไม่ได้ใส่กลอนข้างใน มันมีแต่สายยูติดกุญแจอยู่ด้านนอก ผมงัวเงียลุกขึ้นไปยืนที่ประตูและเคาะตอบออกไปให้คนข้างนอกได้ยินก็มีเสียงล้งเล้งดังมาจากข้างนอกว่าให้เตรียมตัวไปอาบน้ำเพื่อจะได้กินข้าวเย็น

“ผมเดินกลับมาที่ที่นอนเตรียมสบู่ที่เพื่อนเชลยให้มาเพียงก้อนเดียวแล้วก็นั่งคอยอีกประมาณ 5 นาทีประตูก็เปิดออกพร้อมกับมีลมเย็นพัดเข้ามาวูบหนึ่ง เมื่อก้าวออกมาก็พบกับทหารสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งถือปืนอาก้าในท่าที่พร้อมจะลั่นกระสุนได้ทันที คนหนึ่งเดินนําหน้าก้าวฉับๆ คนถือปืนเดินตามหลังพาไปที่ห้องอาบน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

“เมื่อเข้าไปในห้องน้ำที่เอาไม้มาตีแปะๆ เป็นแผงกั้นไว้กันอุจาดตาเป็นช่องๆ ล้อมรอบบ่อน้ำที่ก่อด้วยอิฐโบกซีเมนต์ที่พื้นมีร่องรอยเปียกน้ำ แสดงว่ามีหลายคนได้อาบน้ำไปก่อนแล้วซึ่งจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเชลยไทยคนอื่นๆ คงจะได้อาบน้ำและกินข้าวกันไปก่อนแล้ว ส่วนผมซึ่งอยู่ในฐานะโดน ‘ขังเดี่ยว’ จึงต้องอาบน้ำทีหลังและกินข้าวทีหลังเพื่อไม่ให้พบกับใคร

“ในห้องน้ำ สายตาของผมพบกับสิ่งที่อยู่กับข้างฝา ทําให้ผมเกิดขนลุกซู่ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตักน้ำขึ้นมาอาบเลย ที่ข้างฝามีแต่ตัวหนังสือไทยทั้งนั้น ได้เขียนจารึกและระบายความในใจกันไว้ด้วยถ่านสีดําหลายประโยค

“‘ทหารไทย ไม่มีวันแพ้’ ‘ทีใครทีมัน…วันนี้ของเอ็ง พรุ่งนี้ของข้า’ ‘หัวอกเชลยผู้ไกลบ้าน’ ‘วันพระไม่มีหนเดียวโว้ยไอ้แกว’ ‘ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย’ ‘ลูกของพ่อ รอพ่อก่อน’ ‘ตายในสนามรบคือศพของทหาร…แต่เมื่อยังไม่ตายก็ต้องสู้กันไป’

“ข้อความเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่เชลยศึกไทยได้ระบายออกและจารึกไว้ที่ฝาห้องน้ำ ถ่านสีดําที่เขาเขียนลงไปนั้นมันกดลึกลงไปในเนื้อไม้เหมือนจะบอกถึงความรู้สึกอันรุนแรงของผู้เขียนเหล่านั้น ข้อความเหล่านั้นมันเหมือนกับที่ผมคิดไว้แต่ผมไม่มีโอกาสได้เขียนหรืออยากจะเขียน แต่ผมต้องการอยากจะให้มันอัดแน่นอยู่ในความรู้สึกเพื่อเป็นเพลิงสุมให้เลือดในกายเกิดความแรงและร้อนอยู่ตลอดเวลา หรือไม่ก็ให้มันเผาใจให้มันมอดไหม้เป็นจุณไปเสียเลย ถ้าหากว่าหัวใจมันอ่อนแอไม่สามารถทนได้ต่อเหตุการณ์ที่ถูกกดดันเหล่านี้…!

“คนที่เขียนข้อความนี้คือเพื่อนคนไทยเช่นเดียวกับผม คนเหล่านี้คือผู้กล้าหาญ คนเขียนไม่ใช่ทหารรับจ้างอย่างที่มีคําพูดในทํานองเย้ยหยันหรือดูแคลน คงไม่มีใครอยากรับจ้างออกไปรบเพราะมันเป็นการรับจ้างไปหาความเจ็บปวดและความตาย ชีวิตของพวกเขามีค่ามากกว่าคําว่า ‘รับจ้าง’ สิ่งที่พวกเขาได้ทําไปในนามของ ‘ทหารเสือพราน’ นั้นเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและห่วงชาติมากกว่าไอ้คนที่ชอบมองคนอื่นในแง่ร้ายเป็นร้อยเท่าพันเท่า

“ข้อความที่จารึกอยู่ข้างฝาในห้องน้ำที่ค่ายฟูเย็นเหล่านั้น คือสิ่งที่ถอดออกมาจากหัวอกของพวกเขาซึ่งมันช่างเป็นสิ่งที่มีอยู่ในหัวอกของผมทุกประโยค ผมอ่านทบทวนข้อความเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อจดจําไว้ให้แม่นขณะกําลังถูสบู่ ความรู้สึกชอบประโยคที่ว่า ‘วันพระไม่มีหนเดียวโว้ยไอ้แกว’ มากที่สุด”

ในชั้นต้น ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี ถูกแยกตัวจากเชลยศึกส่วนใหญ่ด้วยการขังเดี่ยว ขณะที่ยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมให้ยอมรับว่าเป็นทหารประจำการ แต่ไม่สำเร็จโดย ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี ยังคงยืนกรานว่าเป็นพลเรือนในนาม “ประชา หาญนาวี” ผู้คุมเวียดนามเหนือได้ยื่นข้อเสนอให้ทำหน้าที่หัวหน้าเชลยศึกไทยทั้งหมดซึ่ง ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี ไม่ขัดข้อง ต่อมาจึงพ้นจากการขังเดี่ยวมาขังรวมกับเชลยศึกอีก 12 คน และได้พบกับเชลยศึกไทยทั้งหมดซึ่งก็ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี

ผู้คุมพยายามเกลี้ยกล่อมให้ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี โน้มน้าวเชลยศึกไทยให้หันมาเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ได้รับคำปฏิเสธ จนกระทั่งเกิดการวิวาทระหว่างเชลยไทยบางส่วนที่เริ่มเอนเอียงไปทางฝ่ายสังคมนิยม ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี จึงถูกลงโทษด้วยการเข้าขื่อคาและขังเดี่ยวในคุกมืดเป็นเวลา 6 เดือนเศษ จึงได้ย้ายที่คุมขังจากคุกมืดกลับมาอยู่ร่วมกับเชลยศึกไทย เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2517 ก่อนการแลกเปลี่ยนเชลยศึกไม่นาน

ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี บันทึกเหตุการณ์สำคัญนี้ไว้ว่า

“องหวู และลูกน้องของเขาอีก 2 คน ไขกุญแจและเปิดประตูห้องที่ขังพวกเรา 11 คนพร้อมกับอนุญาตให้พวกเราออกมายืนที่หน้าห้องขังทั้งหมดเพื่อรอฟังคําชี้แจงจากเขา เขาเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศลาวว่าทางเบื้องบนหรือกองบัญชาการทหารสูงสุดแห่งชาติลาวได้ส่งข่าวดีมาให้พวกเราทราบและได้กําชับมาว่าให้แจ้งให้พวกเชลยฟังด้วย สถานการณ์ภายในห้องประชุมนั้นเป็นที่น่าม่วนซื่นมีข่าวดีบอกว่าสงครามจะยุติในเร็ววันนี้และจะต้องมีการแลกเปลี่ยนเชลยต่อกันด้วย

“องหวูยังพูดต่อไปอีกว่า ‘ทางกองบัญชาการทหารสูงสุดของแนวลาวรักชาติได้ยกโทษให้พวกคุณทั้งหมดจะได้ออกไปอยู่รวมกับพวกเชลยไทยส่วนใหญ่เหมือนเดิมและพวกคุณก็จะได้กลับบ้านในเร็วๆ นี้ ขอให้พวกคุณโชคดี'” (รายละเอียดของกว่า 8 ปีชีวิตเชลยของ พ.อ.ชัยชาญ หาญนาวี โปรดอ่าน “เชลยศึกทรหด”)

การเจรจา

ที่มาของข่าวดีจากองหวูตามบันทึกของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี มีความเป็นมาดังนี้

หลังจากตกเป็นเชลยศึกจากทุ่งไหหินตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2514 และต้นปี พ.ศ.2515 รวมเวลา 2 ปีเศษ ต้นปี พ.ศ.2516 แสงสว่างแห่งอิสรภาพของทหารไทยในความควบคุมของเวียดนามเหนือก็เริ่มฉายแสง เริ่มจาก “ข้อตกลงว่าด้วยการยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพในเวียดนาม – Agreement on Ending the War and Restoring Peace in Vietnam” หรือ “ข้อตกลงสันติภาพปารีส” เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่สหรัฐและเวียดนามเหนือร่วมลงนามหยุดยิง ที่นำไปสู่การส่งคืนเชลยศึกอเมริกัน การถอนทหารสหรัฐจากเวียดนามใต้ และการให้กองกำลังต่างชาติทั้งหมดถอนตัวจากลาว และยังนำไปสู่ “ความตกลงว่าด้วยการฟื้นฟูสันติภาพและการปฏิบัติความปรองดองแห่งชาติในลาว “Agreement on Restoring Peace and Achiving National Conocrd in Laos” หรือ “ข้อตกลงเวียงจันทน์” เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2516 ให้รัฐบาลพระราชอาณาจักรลาว (ฝ่ายขวา) และขบวนการปะเทดลาว (ฝ่ายซ้าย/คอมมิวนิสต์) ตกลงหยุดยิงและจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกัน โดยกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกของแต่ละฝ่ายซึ่งหมายรวมถึงทหารอาสาสมัครของไทยด้วยภายใน 60 วันหลังตั้งรัฐบาลสำเร็จ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเชลยศึกทหารไทย สหรัฐ ไทย และเวียดนามเหนือร่วมกับขบวนการปะเทดลาวได้เปิดการเจรจาเริ่มด้วยการสำรวจเพื่อให้ได้จำนวนและรายชื่อเชลยศึกทหารไทยที่ถูกจับกุมไปกักขังในค่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่ายฟูเย็นในเวียดนามเหนือ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์