bg-single

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ : จิตพุทธะ อันมีอยู่ในทุกคน

06.09.2018

ขอคัดข่าวน่าชื่นชมยินดีที่พระพุทธศาสนาได้รับยกย่องให้เป็น “ศาสนาที่ดีที่สุดในโลก” (Buddhism won the Best Religion in “The World” award) จากบรรดาที่ประชุมผู้นำศาสนาทั่วโลกกว่า 200 คน ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ซึ่งในจำนวน 200 คน ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ซึ่งในจำนวน 200 คนนี้มาจาก 38 ศาสนาหลักทั่วโลก และผู้นำจำนวนมากได้ลงมติให้พระพุทธศาสนายิ่งกว่าศาสนาของตนเอง ทั้งที่มีชาวพุทธอยู่เป็นส่วนน้อย

ขอคัดความเห็นของ Johnne Hult ผู้อำนวยการฝ่ายค้นคว้าของคณะกรรมการเพื่อความก้าวหน้าทางศาสนาและจิตวิญญาณ ดังชื่อย่อว่า ICARUS กล่าวตอนหนึ่งว่า

“…ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ชาวพุทธจะได้รับรางวัลนี้ เพราะว่าชาวพุทธไม่เคยมีสงครามศาสนากับใคร ซึ่งเรื่องนี้แตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะเก็บปืนไว้ในตู้เสื้อผ้า แต่จะหยิบมันออกมาใช้ทันทีในนามของพระผู้เป็นเจ้า เราไม่เคยเห็นกองกำลังชาวพุทธที่ตั้งขึ้นโดยอ้างศาสนา พวกเขาประพฤติตนได้ในสิ่งที่ตัวเองพร่ำสอน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวัฒนธรรมของศาสนาอื่นที่กลับทำในสิ่งที่ตรงข้าม…”

Ted O” Shaughnessy บาทหลวงคาทอลิกจากกรุงเบลฟาสต์กล่าวว่า…

“ถึงแม้ฉันจะรักและนับถือคาทอลิก แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจที่เราพร่ำสอนให้คนรักกัน แต่เมื่อถึงคราวที่จะฆ่ามนุษยชาติด้วยกัน ก็อ้างว่าเป็นเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ฉันขอลงมติให้ศาสนาพุทธ”

Tal Bin Wassad นักการศาสนาจากปากีสถานกล่าวผ่านล่ามว่า…

“แม้ข้าพเจ้าจะเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีการโกรธแค้นและหลั่งเลือดในนามของศาสนา แทนที่จะมีการเจรจาตกลงกันในระดับบุคคลต่อบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้พบได้เฉพาะในกลุ่มชาวพุทธ”

Rabbi Shmuel Wasserstein จากเยรูเซเลมกล่าวว่า…

“แม่และข้าพเจ้ารักศาสนายิว และคิดว่าเป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าปฏิบัติวิปัสสนาทุกวันก่อนสวดมนต์ทางศาสนาตัวเองด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ดี มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่งว่า ICARUS ไม่รู้ว่าจะมอบรางวัลนี้ให้แก่ผู้ใด เพราะชาวพุทธทั้งหมดตอบว่าไม่ต้องการรางวัลนั้น

เมื่อถามชาวพุทธจากพม่าว่า ทำไมจึงไม่ยอมรับรางวัลนี้ พระ Bhante Ghurata Hanta จากพม่ากล่าวว่า

“เราขอขอบคุณในรางวัลนี้ แต่เราถือว่ารางวัลนี้เป็นของมนุษยชาติทั้งมวล เพราะจิตพุทธะล้วนพบอยู่ในกายของพวกเราทุกคน”

ทั้งหมดนี้คัดลอกต่อมาจากข้อเขียนของผู้ใช้นามว่า Sunthorn Utaithum ซึ่งทิ้งท้ายหลังคำตอบของชาวพุทธพม่าว่า

ว้าว!!…คำตอบท่านได้มงกุฎชนะเลิศ

นี่แหละคือคำตอบล้ำค่า เหนือรางวัล

ดังคำกล่าวของท่านอดีตนายกฯ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดียที่กล่าวในสภาเสนอให้อินเดียจัดงานฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษจนลงมติเป็นเอกฉันท์ด้วยวาทะว่า

“พระพุทธเจ้าเป็นอภิชาตบุตร ที่ปราดเปรื่องยิ่งใหญ่และรอบรู้ที่สุดของอินเดีย ในโลกนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เคียดแค้นและรุนแรง คำสอนของพระพุทธเจ้าส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ที่รุ่งโรจน์ ไม่มีคนอินเดียคนใดที่จะนำเกียรติยศเกียรติภูมิกลับมาสู่อินเดียได้เท่ากับพระพุทธองค์ หากเราไม่จัดงานฉลองท่านผู้นี้แล้ว เราจะไปฉลองวันสำคัญของใครได้อีก”

วาทะเด็ดของท่านเนห์รูคือ

“ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีศาสนา แต่หากให้ข้าพเจ้าเลือก ข้าพเจ้าขอเลือกนับถือพระพุทธศาสนา”

เช่นเดียวกับวาทะของ ดร.อัมเบดการ์ที่ว่า

“ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลที่นับถือศาสนาฮินดู แต่ข้าพเจ้าจะขอตายในฐานะพุทธศาสนิกชน”

ทำไมพระพุทธศาสนาจึงได้รับยกย่องถึงปานนี้

นี่เป็นคำถามที่คนไทยควรถามกับตัวเองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเองให้ได้

คำตอบที่ได้ ในที่สุดอาจตรงกับคำตอบจากที่ได้จากตัวแทนพม่าประโยคท้ายที่ว่า

“จิตพุทธะล้วนพบอยู่ในกายของพวกเราทุกคน”

นี่แหละที่พระพุทธศาสนาได้รับยกย่องจากทั่วโลกถึงปานนี้

จิตพุทธะก็คือ พุทธธรรมสำนึก

ซึ่งว่าที่จริงชาวพุทธทั่วไปมักไม่ใส่ใจเท่าที่ควร ส่วนใหญ่มักแค่ “รู้สักว่ารู้” คือรู้แต่ข้อธรรมจำได้คล่อง รู้ว่าสำคัญอย่างไรด้วย แต่สิ่งที่ขาดคือ “ความเข้าใจ”

หาไม่ก็อาจ “เข้าใจ” แต่ไม่ “เข้าถึง”

เมื่อไม่เข้าถึงก็จึงไม่ “พัฒนา”

สมทฤษฎีศาสตร์พระราชาที่ทรงกล่าวไว้ในการแก้ปัญหาสังคมคือ ต้องผ่านกระบวนการ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”

ซึ่งคือหลักปฏิบัติธรรมสามข้อ สามขั้นตอนเช่นกันคือ “ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ” โดยอนุโลม

ปริยัติคือ เรียนรู้ให้เข้าใจ

ปฏิบัติคือ การเข้าถึงด้วยการกระทำ

ปฏิเวธคือ ผลที่ได้รับแล้วนำมาปรับใช้

ดังในกระบวนการที่ใช้ในองค์แห่งอริยสัจสี่สามขั้นตอน เช่น รู้ทุกข์ รู้ว่าทุกข์เป็นสิ่งพึงกำหนดรู้ (ปริยัติ) และได้ปฏิบัติเพื่อกำหนดรู้แล้ว (ปฏิบัติ) ได้ขับผลจากการรู้ทุกข์แล้ว (ปฏิเวธ)

เป็นดังนี้ไปโดยลำดับจนถึงมรรคมีองค์แปดซึ่งต้องเริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบเป็นลำดับไปด้วยมี “เห็นชอบ” เป็นเบื้องต้นนำทุกข้อ ดังคำขึ้นต้นทั้งแปดข้อแห่งมรรคว่า “สัมมา” นั้น

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัย “จิต” ตนเอง เริ่มแต่จิตสำนึกเข้าใจใน “หัวใจพุทธะ” ว่าคือสิ่งนี้เท่านั้น นอกนั้นล้วนเป็นเปลือกเป็นกระพี้ทั้งสิ้น

ผลอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธะคือ สภาวะ สะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็นคำแปลที่เป็นความหมายแท้จริงของคำว่า “พุทธะ” นั่นเอง

การปฏิบัติทั้งมวลคือกระบวนการเพื่อการ “ดับทุกข์” ดับทุกข์ได้จริงก็จะประจักษ์ถึงภาวะ “พุทธะ” เป็นที่สุด

สมคำว่า

เรียนธรรม ต้องรู้ธรรม

รู้ธรรม ต้องมีธรรม

มีธรรม ต้องนำมาดับทุกข์ที่ตัวเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร