
เมื่อสำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ภาพของคนไทยทั้งแผ่นดินที่ต่างพากันร่ำไห้คงบอกให้ทุกคนในโลกใบนี้รู้ได้ว่า ความสูญเสียครั้งนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด
เพราะเพียงนึกไปว่า พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ผู้ทรงงานตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ จะเหลือเพียงภาพในความทรงจำ ดวงใจไทยทั้งชาติก็คล้ายจะขาดรอน
“ผมชอบภาพที่ท่านทรงงานอยู่และมีพระเสโทไหลตรงจมูก” มิกค์ ทองระย้า หนึ่งในดาราที่ร่วมเฝ้ารอถวายสักการะพระบรมศพ ขณะขบวนรถอัญเชิญพระบรมศพเคลื่อนจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 บอกเล่าถึงภาพประทับใจที่มีต่อ “พ่อของแผ่นดิน”
ก่อนจะแจง “เหตุผลที่ชอบภาพนี้เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ท่านไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนี้ก็ได้ แต่ท่านยังยอมเหนื่อยเพื่อประชาชนของท่าน”
“ผมรู้สึกว่าขนาดท่านเป็นถึงผู้ครองแผ่นดิน ท่านยังทรงงานหนักว่าเรา 10 เท่า ในขณะที่เราเป็นคนธรรมดา ท่านดูแลลูกของท่าน ดูแลประชากร ดูแลชาวไทย 70 กว่าล้านคน ท่านสามารถปกป้องเราได้ ทำให้คนไทยรักในหลวง”
“เวลาที่ผมทำงานเหนื่อย รู้สึกท้อไม่มีกำลังใจ ก็จะดูรูปนี้ของท่าน ก็จะทำให้ผมมีแรง มีกำลังใจในการทำงานต่อ” มิกค์ว่าด้วยน้ำตาคลอเบ้า
ขณะ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ บอกทั้งน้ำตาถึงความประทับใจว่า “แพนชอบภาพที่พระองค์ทรงอยู่เคียงคู่กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ”
“หลายภาพที่เห็นเป็นภาพที่อบอุ่น คนไทยรู้สึกว่าเรามีพ่อกับแม่อยู่ในบ้านของเรา ได้เห็นถึงความรักที่ทั้ง 2 พระองค์อยู่คู่กัน”
เธอยังกล่าวถึง “พ่อ” อีกว่า “ท่านทรงงานอย่างหนักในหลายด้าน เป็นผู้นำ เป็นผู้ที่ทรงงานอย่างจริงจังมาโดยตลอด ทุ่มเททุกอย่างให้กับประชาชนคนไทย ถ้าบอกว่าลูกทำอะไรได้บ้าง คือพ่อทำได้หมดทุกอย่างเลย พ่อทำเต็มทุกอย่าง ทั้งวิชาการ ลงพื้นที่ เป็นต้นแบบให้ประชาชนได้ดำเนินรอยตาม”
โดยหนึ่งที่ทรงเป็นต้นแบบ คือ “เรื่องดนตรี” อย่างที่ เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ ขอพูดถึง
“ภาพประทับใจของผมคือภาพที่ท่านทรงดนตรี เพราะชีวิตผมเติบโตมากับการประกวด และเพลงแรกที่ผมร้องก็คือเพลงพระราชนิพนธ์ “เพลงชะตาชีวิต” ซึ่งผมมีโอกาสได้เล่นเพลงพระราชนิพนธ์อยู่เสมอ เพราะผมก็ชอบแนวแจ๊ซ ชอบบลู และรู้สึกได้ว่าพระองค์ทรงมีอัจฉริยภาพมากเลย จะเห็นรูปของท่านตลอด และผมเชื่อว่าทุกๆ คนจะเห็นรูปพระราชกรณียกิจของท่าน”
“ขนาดผมเดินทางไปไกล อย่างที่อเมริกาตอนผมไปแข่ง ยังมีฝรั่งพูดถึงพระองค์อยู่เลย ก็รู้สึกดีใจที่เขาพูดถึงพ่อของเรา”
นอกจากนี้ เก่งยังว่า “สำหรับผม ท่านเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้เราทำงาน”
“ถ้าสังเกตตอนที่ผมได้รับรางวัลกลับมา ผมก็บอกว่ามอบให้คนไทยและพ่อหลวงของเรา” เขาว่า
“แล้วเพลงของท่านแฝงด้วยความหมายอะไรหลายอย่าง มีความไพเราะ เนื้อเพลงแฝงสัจธรรมการดำเนินชีวิต อย่าง “ชะตาชีวิต” หรือ “แสงเทียน” สอนให้เราปล่อยวาง”
ด้าน เจ-เจตริน วรรธนะสิน ที่คุณพ่อของเขา เจริญ วรรธนะสิน อดีตนักแบดมินตันระดับโลก และเคยถวายงานด้วยการเล่นแบดมินตันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ก็ว่า สำหรับเขา ภาพของพระองค์ที่รู้สึกประทับใจมาก คือ “ภาพที่พ่อผมรับพระราชทานถ้วยกีฬาในสมัยก่อน เป็นภาพที่พ่อผมนอนกับพื้นแล้วรับพระราชทานจากพระองค์”
ซึ่ง “นับเป็นบุญของครอบครัวของผมเหลือเกิน” เจว่า
หากนั่นไม่ใช่ภาพเดียว เพราะภาพของพระองค์ขณะทรงแบดมินตัน ทรงเรือใบ ทรงแซ็กโซโฟน ทรงเปียโน และขณะทรงพระราชนิพนธ์เพลงก็ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความรู้สึกเดียวกัน
“เพราะว่าบ้านของผมเป็นบ้านที่มีทั้งกีฬาและบันเทิง เราเลยมีความรู้สึกว่าปลื้มใจมากที่มีพระมหากษัตริย์ที่มีพระอัจริยภาพทั้งดนตรี กีฬา และด้านอื่นๆ รวมถึงช่วยเหลือประชาชน”
ไม่ต่างจาก อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับฯ ชื่อดัง
“ผมรู้สึกว่าหลายครั้ง เราเห็นภาพของท่านที่สง่างามในเครื่องแบบ เห็นภาพท่านทรงงานที่พระเสโทกำลังหยด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พระองค์ท่านทำสิ่งที่รัก เช่น ทรงดนตรี ทรงเรือใบ ภาพที่ท่านทรงพระสรวล หัวเราะกับคนรอบๆ ข้าง รู้สึกว่าภาพแบบนี้เราไม่ค่อยได้เห็น”
“ผมจึงชอบที่สุดเวลาท่านทรงอยู่กับตัวเอง ให้ความเป็นธรรมชาติมากๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้มีมุมนี้บ่อยๆ นัก แต่นั่นเป็นภาพที่มีชีวิตชีวา ที่เห็นทีไรยิ้มอยู่นานทุกที”
ปิดท้ายที่ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ที่เอ่ยว่าประทับใจ “ทุกภาพ” ของพระองค์ อย่างไรก็ดี จะมีภาพภาพหนึ่งซึ่งเขานำมาตั้งไว้บนหัวนอน นั่นคือ ภาพพระองค์ทรงเคียงคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ที่ชอบ “ทั้งหมด” นั้น ซันนี่ว่าอย่ามาถามหาเหตุผล เพราะเขาคงตอบอะไรไม่ได้มากไปกว่า “เป็นความรู้สึก” ล้วนๆ
ความรู้สึกของความรักและเทิดทูน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
