bg-single

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ : หนังสือบังคับอ่าน

28.10.2016

“คนที่รู้หนังสือ แต่ไม่อ่านหนังสือ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไม่รู้หนังสือ”

ผู้รู้ว่าไว้เช่นนี้ และเวลานี้ บ้านเรามีคน “ไม่รู้หนังสือ เพราะไม่อ่านหนังสือ” มากมายอย่างน่าตกใจจริงๆ

เมื่อไม่อ่านหนังสือ สายตาจึงถูกครอบงำด้วยสื่ออื่น เช่น โทรทัศน์ ได้ง่าย ละครน้ำเน่าจึงเข้าถึงชาวบ้านร้านตลาดได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ประการหนึ่ง

เหตุนี้ก็คือการไม่อ่านหนังสือนี่เอง

การอ่านหนังสือ เป็นการกล่อมเกลาความคิดจิตใจให้มีฐานที่มั่นพอจะตั้งรับอิทธิพลจากสื่อภายนอกได้ในระดับหนึ่ง

เพราะการอ่านหนังสือเป็นการอ่านความคิด

เพราะหนังสือเป็นสื่อของความคิด

การได้รู้จักคิดนี่แหละจึงเป็นฐานที่มั่นที่ไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อถูกครอบงำได้ง่ายจากกระบวนสื่อมายาทั้งหลาย

โลกสมัยใหม่มีแต่จะทำให้บทบาทของการอ่านหนังสือลดลง โดยเฉพาะหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นเล่ม รวมทั้งการปิดตัวของหนังสือรายต่างๆ ดังเป็นข่าวในบ้านเราเวลานี้

แม้หนังสือเล่มก็เถิด ยอดพิมพ์ก็ดูจะลดตามจำนวนของยอดจำหน่ายอย่างน่าใจหายยิ่ง

น่าวิตก คือ คนไม่ซื้อหนังสือ

ทั้งที่หนังสือเล่มหนึ่งๆ นั้นราคาถูกกว่ากาแฟในร้านคอฟฟี่ทั้งหลายด้วยซ้ำ

 

จะลองลำดับสาเหตุปัญหาของหนังสือบ้านเราวันนี้ น่าจะมีเหตุหลักๆ สองสามประการดังนี้

ประการแรก ต้นทุนการผลิต เช่น กระดาษแพงเกินทำให้หนังสือแพงโดยใช่เหตุไปด้วย

ประการต่อมา กระบวนการจำหน่ายที่หักเอาค่าการขายหน้าร้านถึงเกือบครึ่งของราคาปก เป็นผลกระทบถึงผู้เขียนและผู้ผลิต ปกติราคาต้นทุนการผลิตแค่หนึ่งในสี่ของราคาปกเท่านั้น เช่น หนังสือราคาปกเล่มละ 100 บาทนั้น ต้นทุนการผลิตก็ตกราวเล่มละ 25 บาทเท่านั้น

ประการสุดท้ายคือ คนอ่านหนังสือน้อยลง นี่เป็นประการสำคัญสุด

จะว่าเพราะสังคม “จอแผ่น” มาแรงแซงหน้ากระดาษ ก็ไม่น่าจะถูกนัก เพราะนักอ่านนั้นรู้ดีว่าไม่มีสื่อใดจะมาเทียบได้กับการอ่านหนังสือที่เป็นเล่มหนังสือจริง

สำคัญสุดที่เป็นปัญหาใหญ่คือ การ “ไม่รักอ่าน” ของผู้คนในบ้านเรา นี่แหละประเด็นหลัก

อย่างที่ว่า คนรู้หนังสือ แต่ไม่อ่านหนังสือ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไม่รู้หนังสือ

กระทรวงศึกษาธิการ ควรต้องทบทวนหลักสูตรใหม่ได้แล้ว คือ การเพิ่มตัวชี้วัดเรื่องการอ่านหนังสือด้วย ไม่ใช่แค่การอ่านออกเขียนได้ คือ รู้หนังสือ เพียงเท่านั้น

ต้องเพิ่มการอ่านหนังสือ เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการศึกษาด้วย

 

ขอเสนอโครงการ หนังสือบังคับอ่าน ดังนี้

ให้ทุกชั้นเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมต้องอ่านหนังสือทุกคน อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม จบแล้วให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือที่ทุกคนได้อ่านจบไปนั้น

ตัวอย่างเช่น ประถมหนึ่ง สัปดาห์นี้ให้ทุกคนอ่านนิทานเรื่องปลาบู่ทอง วันสุดสัปดาห์ก็มาล้อมวงแสดงความคิดเห็นที่ได้จากเรื่องปลาบู่ทอง เป็นต้น

สัปดาห์ใหม่ก็อ่านเล่มใหม่ เช่น เรื่องต้นส้มแสนรัก หรือเจ้าชายน้อย สลับกันไปกับเรื่องไทยที่ควรอ่าน

คล้ายหนังสือนอกเวลานั่นแหละ แต่เราคัดสรรให้อ่านกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละอย่างน้อยหนึ่งเล่ม เป็นต้น โดยมีกระบวนการอ่านอย่างจริงจังเท่านั้น

เด็กจบมัธยมที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ทุกคนได้อ่านวรรณคดีเอกๆ ของโลกหมดแล้ว

เด็กนักเรียนสิงคโปร์ก็อ่านหนังสือถึงปีละประมาณหกสิบเล่ม

เด็กไทยเรานั้นกำลังถูกจัดลำดับการอ่านหนังสือว่าเกือบต่ำสุดในอาเซียนอยู่แล้ว

ได้ดูภาพข่าวเด็กนักเรียนระดับประถมของญี่ปุ่นที่สนามบินเชียงใหม่ เมื่อผ่านด่านรอขึ้นเครื่อง เด็กทุกคนต่างหาที่นั่งกับพื้น หยิบหนังสือมาอ่าน ไม่มีใครควัก “จอแผ่น” เลยสักคน

การอ่านเป็นพื้นฐานการพัฒนาคุณภาพคนโดยแท้

 

น่าเสียดายที่เราส่งเสริมนิสัยรักการอ่านกันเพียงวาทกรรมเท่านั้น เช่น เด็กไทยรักการอ่าน ปีรณรงค์รักการอ่าน มหานครแห่งการอ่าน

หาคนอ่านจริงแทบไม่ได้เลยสักคน

หนังสือรายสัปดาห์ และรายปักษ์ ที่กำลังทยอยปิดตัวอยู่นี้ รู้ไหมว่าเรากำลังทำลายกลุ่มนักอ่านจำนวนหนึ่งลงไปอย่างน่าเสียดายนัก

ทางแก้ของรัฐมิใช่แค่การรณรงค์ให้รักการอ่านเพียงเท่านั้น และมิใช่แค่การขอบริจาคหนังสือหรือมีโครงการหนังสือถึงมือผู้อยู่ห่างไกล ด้อยโอกาส ร้อยวิธีพันทวี ไม่ได้ช่วยให้คนรักหนังสือและอ่านหนังสือได้เลย

ถ้าขาดการ “รักอ่าน” มาลาลา ยูซุปไซ พูดว่า “ขอครูหนึ่งคน ศิษย์หนึ่งคน ปากกาหนึ่งด้าม หนังสือหนึ่งเล่ม เราจะเปลี่ยนโลกได้ สิ่งนี้คือ การศึกษา”

เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวว่า

“การศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” บ้านเราก็ช่างมีมากเหลือเกิน นั่นคือ

ความไม่รู้

อ่านหนังสือ

๐ คนที่รู้หนังสือ

แต่ไม่อ่านหนังสือนั่น

ไม่ต่างอะไรกัน

กับคนที่ไม่รู้หนังสือ

๐ คนอ่านหนังสือออก

แต่ไม่อ่านหนังสือคือ

มีดทู่มะลื่อทื่อ

สนิมเขรอะเข้าจับคม

๐ ฟันใดก็ไม่เข้า

ได้แต่เอากำลังข่ม

ความคิดก็ติดตม

ตกเป็นเหยื่อแห่งมายา

๐ หนังสือคือขุมทรัพย์

อันสั่งสมส่ำสรรพา

อาจเอื้อมเอาดารา

มาประดับประดาดี

๐ รู้หนังสืออ่านหนังสือ

คือคุณค่าประดามี

อย่าเป็นเช่นคนที่

รู้หนังสือ…ไม่อ่านหนังสือ!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS
E-DUANG | ทำไม กรณี เจาะลึกทั่วไทย จึงเป็น เผือกร้อน ต่อรัฐบาล
2 คู่รักคนดังวิวาห์ชื่นมื่น ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ 15 ปีที่รอคอย ‘พระพาย-หนุน’ เริ่มต้นชีวิตคู่
โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’