เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ : หนังสือบังคับอ่าน

“คนที่รู้หนังสือ แต่ไม่อ่านหนังสือ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไม่รู้หนังสือ”
ผู้รู้ว่าไว้เช่นนี้ และเวลานี้ บ้านเรามีคน “ไม่รู้หนังสือ เพราะไม่อ่านหนังสือ” มากมายอย่างน่าตกใจจริงๆ
เมื่อไม่อ่านหนังสือ สายตาจึงถูกครอบงำด้วยสื่ออื่น เช่น โทรทัศน์ ได้ง่าย ละครน้ำเน่าจึงเข้าถึงชาวบ้านร้านตลาดได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ประการหนึ่ง
เหตุนี้ก็คือการไม่อ่านหนังสือนี่เอง
การอ่านหนังสือ เป็นการกล่อมเกลาความคิดจิตใจให้มีฐานที่มั่นพอจะตั้งรับอิทธิพลจากสื่อภายนอกได้ในระดับหนึ่ง
เพราะการอ่านหนังสือเป็นการอ่านความคิด
เพราะหนังสือเป็นสื่อของความคิด
การได้รู้จักคิดนี่แหละจึงเป็นฐานที่มั่นที่ไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อถูกครอบงำได้ง่ายจากกระบวนสื่อมายาทั้งหลาย
โลกสมัยใหม่มีแต่จะทำให้บทบาทของการอ่านหนังสือลดลง โดยเฉพาะหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นเล่ม รวมทั้งการปิดตัวของหนังสือรายต่างๆ ดังเป็นข่าวในบ้านเราเวลานี้
แม้หนังสือเล่มก็เถิด ยอดพิมพ์ก็ดูจะลดตามจำนวนของยอดจำหน่ายอย่างน่าใจหายยิ่ง
น่าวิตก คือ คนไม่ซื้อหนังสือ
ทั้งที่หนังสือเล่มหนึ่งๆ นั้นราคาถูกกว่ากาแฟในร้านคอฟฟี่ทั้งหลายด้วยซ้ำ
จะลองลำดับสาเหตุปัญหาของหนังสือบ้านเราวันนี้ น่าจะมีเหตุหลักๆ สองสามประการดังนี้
ประการแรก ต้นทุนการผลิต เช่น กระดาษแพงเกินทำให้หนังสือแพงโดยใช่เหตุไปด้วย
ประการต่อมา กระบวนการจำหน่ายที่หักเอาค่าการขายหน้าร้านถึงเกือบครึ่งของราคาปก เป็นผลกระทบถึงผู้เขียนและผู้ผลิต ปกติราคาต้นทุนการผลิตแค่หนึ่งในสี่ของราคาปกเท่านั้น เช่น หนังสือราคาปกเล่มละ 100 บาทนั้น ต้นทุนการผลิตก็ตกราวเล่มละ 25 บาทเท่านั้น
ประการสุดท้ายคือ คนอ่านหนังสือน้อยลง นี่เป็นประการสำคัญสุด
จะว่าเพราะสังคม “จอแผ่น” มาแรงแซงหน้ากระดาษ ก็ไม่น่าจะถูกนัก เพราะนักอ่านนั้นรู้ดีว่าไม่มีสื่อใดจะมาเทียบได้กับการอ่านหนังสือที่เป็นเล่มหนังสือจริง
สำคัญสุดที่เป็นปัญหาใหญ่คือ การ “ไม่รักอ่าน” ของผู้คนในบ้านเรา นี่แหละประเด็นหลัก
อย่างที่ว่า คนรู้หนังสือ แต่ไม่อ่านหนังสือ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไม่รู้หนังสือ
กระทรวงศึกษาธิการ ควรต้องทบทวนหลักสูตรใหม่ได้แล้ว คือ การเพิ่มตัวชี้วัดเรื่องการอ่านหนังสือด้วย ไม่ใช่แค่การอ่านออกเขียนได้ คือ รู้หนังสือ เพียงเท่านั้น
ต้องเพิ่มการอ่านหนังสือ เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการศึกษาด้วย
ขอเสนอโครงการ หนังสือบังคับอ่าน ดังนี้
ให้ทุกชั้นเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมต้องอ่านหนังสือทุกคน อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม จบแล้วให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือที่ทุกคนได้อ่านจบไปนั้น
ตัวอย่างเช่น ประถมหนึ่ง สัปดาห์นี้ให้ทุกคนอ่านนิทานเรื่องปลาบู่ทอง วันสุดสัปดาห์ก็มาล้อมวงแสดงความคิดเห็นที่ได้จากเรื่องปลาบู่ทอง เป็นต้น
สัปดาห์ใหม่ก็อ่านเล่มใหม่ เช่น เรื่องต้นส้มแสนรัก หรือเจ้าชายน้อย สลับกันไปกับเรื่องไทยที่ควรอ่าน
คล้ายหนังสือนอกเวลานั่นแหละ แต่เราคัดสรรให้อ่านกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละอย่างน้อยหนึ่งเล่ม เป็นต้น โดยมีกระบวนการอ่านอย่างจริงจังเท่านั้น
เด็กจบมัธยมที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ทุกคนได้อ่านวรรณคดีเอกๆ ของโลกหมดแล้ว
เด็กนักเรียนสิงคโปร์ก็อ่านหนังสือถึงปีละประมาณหกสิบเล่ม
เด็กไทยเรานั้นกำลังถูกจัดลำดับการอ่านหนังสือว่าเกือบต่ำสุดในอาเซียนอยู่แล้ว
ได้ดูภาพข่าวเด็กนักเรียนระดับประถมของญี่ปุ่นที่สนามบินเชียงใหม่ เมื่อผ่านด่านรอขึ้นเครื่อง เด็กทุกคนต่างหาที่นั่งกับพื้น หยิบหนังสือมาอ่าน ไม่มีใครควัก “จอแผ่น” เลยสักคน
การอ่านเป็นพื้นฐานการพัฒนาคุณภาพคนโดยแท้
น่าเสียดายที่เราส่งเสริมนิสัยรักการอ่านกันเพียงวาทกรรมเท่านั้น เช่น เด็กไทยรักการอ่าน ปีรณรงค์รักการอ่าน มหานครแห่งการอ่าน
หาคนอ่านจริงแทบไม่ได้เลยสักคน
หนังสือรายสัปดาห์ และรายปักษ์ ที่กำลังทยอยปิดตัวอยู่นี้ รู้ไหมว่าเรากำลังทำลายกลุ่มนักอ่านจำนวนหนึ่งลงไปอย่างน่าเสียดายนัก
ทางแก้ของรัฐมิใช่แค่การรณรงค์ให้รักการอ่านเพียงเท่านั้น และมิใช่แค่การขอบริจาคหนังสือหรือมีโครงการหนังสือถึงมือผู้อยู่ห่างไกล ด้อยโอกาส ร้อยวิธีพันทวี ไม่ได้ช่วยให้คนรักหนังสือและอ่านหนังสือได้เลย
ถ้าขาดการ “รักอ่าน” มาลาลา ยูซุปไซ พูดว่า “ขอครูหนึ่งคน ศิษย์หนึ่งคน ปากกาหนึ่งด้าม หนังสือหนึ่งเล่ม เราจะเปลี่ยนโลกได้ สิ่งนี้คือ การศึกษา”
เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวว่า
“การศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” บ้านเราก็ช่างมีมากเหลือเกิน นั่นคือ
ความไม่รู้
อ่านหนังสือ
๐ คนที่รู้หนังสือ
แต่ไม่อ่านหนังสือนั่น
ไม่ต่างอะไรกัน
กับคนที่ไม่รู้หนังสือ
๐ คนอ่านหนังสือออก
แต่ไม่อ่านหนังสือคือ
มีดทู่มะลื่อทื่อ
สนิมเขรอะเข้าจับคม
๐ ฟันใดก็ไม่เข้า
ได้แต่เอากำลังข่ม
ความคิดก็ติดตม
ตกเป็นเหยื่อแห่งมายา
๐ หนังสือคือขุมทรัพย์
อันสั่งสมส่ำสรรพา
อาจเอื้อมเอาดารา
มาประดับประดาดี
๐ รู้หนังสืออ่านหนังสือ
คือคุณค่าประดามี
อย่าเป็นเช่นคนที่
รู้หนังสือ…ไม่อ่านหนังสือ!
