มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า
ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า
ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
IISS Shangri-La Dialogue (SLD) หรือ “เวทีแชงกรีล่า” คือบทพิสูจน์ชั้นดีของคำว่าสมรภูมิทางการทูตที่ไร้เสียงปืน งานประชุมความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศในโซนเอเชีย-แปซิฟิก ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เปรียบได้กับ “เวทีประชุมความมั่นคงมิวนิก (MSC)” ของฝั่งตะวันตก เพราะมันคือพื้นที่พหุภาคีระดับสูงที่ดึงเอาบรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักการทหาร นักการทูต และผู้นำประเทศมาแสดงทัศนะ ขีดเส้นใต้จุดยืน และปะทะคารมต่อสถานการณ์ความมั่นคงโลกอย่างตรงไปตรงมา
ที่ผ่านมา ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนไม่เคยพลาดเวทีนี้ ไม่ว่าจะเป็นยุค คสช. ในปี 2559 หรือในรัฐบาลเพื่อไทยในสมัย รมว.กลาโหม ทั้งคุณสุทิน คลังแสง และคุณภูมิธรรม เวชยชัย ทว่าเกือบทุกครั้งที่ไทยเข้าร่วม กลับมีข้อสังเกตเชิงตัดพ้อว่า ตัวแทนจากประเทศไทยมักเลือกที่จะ “นั่งร่วมฟังเป็นหลัก” และไม่เคยแสดงทัศนะยุทธศาสตร์อะไรในเวทีอภิปรายหลักหรือวงเสวนาย่อยเลย โดยมักอ้างว่าเป็นการเน้นเล่นเกมการทูตหลังฉากตามสไตล์ไทยๆ ที่ไม่ต้องการขัดใจใคร
จนกระทั่งในปีนี้ เมื่อสถานการณ์ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวันพุ่งสู่จุดเดือด เวทีแชงกรีล่าจึงกลายเป็นสังเวียนแลกหมัดดุเดือดระหว่าง 3 เส้าหลักอย่าง จีน ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ แต่ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ไทยต้องหันมาดู คือท่าทีของโต เลิม ผู้นำคนใหม่ของเวียดนาม ในฐานะสมาชิกอาเซียนและผู้มีส่วนได้เสีย เลือกแสดงจุดยืนแบบเปิดเผยด้วยทักษะการสื่อสารเชิงบวก-พูดเรื่องหย่าศึกบนเวที แต่ลับหลังเดินเกมความมั่นคงอย่างฉลาดเฉลียว ชี้ให้เห็นว่าชาติอาเซียนสามารถแสดงจุดยืนอย่างมีศักดิ์ศรีต่อหน้ามหาอำนาจได้ โดยไม่จำเป็นต้องนั่งเงียบ ซึ่งภาพความต่างตรงนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า แม้แต่ในมิติศักยภาพการทูตเชิงรุก วันนี้เวียดนามอาจแซงหน้าไทยไปแล้ว

สิ่งที่ทำให้เวทีแชงกรีล่าปีนี้เปลี่ยนเป็นสังเวียน เกิดขึ้นกับคู่ชังข้ามศตวรรษอย่างจีน-ญี่ปุ่น ซึ่งระหองระแหงหลายเรื่องจากบาดแผลสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมาประเด็นไต้หวันที่เป็นอีกความเสี่ยงระดับโลกในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งกับจีนและสหรัฐ แต่แล้วญี่ปุ่นภายใต้นายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ แสดงความเห็นกับไต้หวันว่าจะพร้อมสนับสนุนหากจีนเลือกใช้กำลังบุก จีนที่เดินเกมหมาปอม (เน้นโวยเก่งในถิ่นตัวเอง) ใส่สหรัฐ ก็หันมาแยกเขี้ยวใส่ญี่ปุ่น งัดมาตรการลงโทษทั้งท่องเที่ยว สินค้าเกษตร และจำกัดการเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธ
จนในเวทีแชงกรีล่า ที่คู่นี้ก็ออกมาซัดกันต่อ โดยจีนซึ่งงานระดับนี้ต้องส่งรัฐมนตรีกลาโหมจีน “ตง จุน” มาร่วมงาน แต่เขากลับโดดเวทีแชงกรีล่าปีนี้เป็นครั้งที่ 2 และส่งพลตรีเหมิง เซียงชิง จากวิทยาลัยป้องกันประเทศของพีแอลเอ มาเป็นตัวแทนฝ่ายจีน และขึ้นเวทีในฐานะผู้ร่วมเสวนาประเด็นความมั่นคงทางทะเล ตอนนั้นเองที่พลตรีเหมิงซัดญี่ปุ่น โดยกล่าวหาว่าญี่ปุ่นกำลังฟื้นลัทธิทหารนิยมขึ้นมาอีกครั้ง เห็นได้ว่าเล่นวาทกรรมสร้างปีศาจที่ทุกคนเคยกลัว ในช่วงกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นเครื่องจักรสงครามอันชั่วร้าย
มาถึงคราวญี่ปุ่น โดยตัวแทนคือ โคอิซูมิ ชินจิโร่ ขึ้นกล่าวปาฐกถาในวันที่ 31 พฤษภาคม ด้วยท่าทีนิ่งสงบก่อนสวนกลับจีนที่กล่าวหาไปว่า “ลองคิดดูสิครับ ประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์มหาศาล และมีเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์คอยบินข่มขู่ชาวบ้าน กลับมาตราหน้าประเทศที่ไม่มีอาวุธร้ายแรงเหล่านั้นเลยอย่างญี่ปุ่นว่าเป็น ‘ลัทธิทหารนิยมยุคใหม่’ มันไม่ย้อนแย้งและตลกไปหน่อยเหรอ?”
ถ้าเอาข้อมูลอ้างอิงจากสถาบันวิจัยสันติภาพสตอกโฮล์ม ก็ยิ่งตอกย้ำเชิงประจักษ์ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แสนยานุภาพทางทหารทุกเหล่าของจีนเพิ่มขึ้นรวมถึงคลังแสงนิวเคลียร์ คาดว่าภายในปี 2030 จะมีหัวรบนิวเคลียร์เกินพันลูก
และนี่ถือเป็นอีกลีลาทางการทูตของญี่ปุ่น ที่เลือกใจกว้างแทนที่ไล่บี้อีกฝ่ายต่อ โดยชินจิโร่กล่าวต่อว่า รู้สึก “เสียดาย” เป็นอย่างยิ่งที่ไม่มีโอกาสได้พบและหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีกลาโหมของจีน (ตง จุน) ในเวทีแชงกรีล่าครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงพร้อมเปิดรับการเจรจาเสมอ

จากนั้น ตัวแทนฝั่งฟิลิปปินส์อย่างกิลเบอร์โต เตโอโดโร (Gilberto Teodoro Jr.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขึ้นอีกเวทีวงเสวนาในวันเดียวกัน ร่วมปกป้องญี่ปุ่นจากข้อกล่าวหาปลุกลัทธิทหารนิยม และขยี้ซ้ำจีนจากข้อพิพาททะเลจีนใต้ ทั้งการโดนเรือยามฝั่งจีน (CCG) ไล่ชนเรือส่งกำลังบำรุง การยิงฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์จนพังยับเยิน และการเอาเรือทหารมาปิดล้อมแนวสันทราย แซนดี้ เคย์ (Sandy Cay) ราวกับเป็นเจ้าของน่านน้ำเสียเอง
โดยกิลเบอร์โตกล่าวว่า “เรากำลังร่วมเป็นพยานให้กับการนำประวัติศาสตร์มาใช้อย่างไม่ถูกต้อง รวมถึงการใส่ร้ายป้ายสีญี่ปุ่นอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อกลบเกลื่อน ‘พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและก้าวร้าวของตนเอง’ ในปัจจุบันนั่นแหละ”
ทำเอางานปีนี้ร้อนผ่าวจนตึงเครียดไปทั่วน่านน้ำอินโด-แปซิฟิกกันเลย
ในขณะที่กำลังซัดวิวาทะข้ามเวทีไปมา โต เลิม ผู้นำคนใหม่ของเวียดนาม ที่มาร่วมงานปีนี้ เลือกแสดงจุดยืนเชิงส่งสัญญาณหย่าศึกลดอุณหภูมิงานให้เบาลง โดยเลือกขึ้นกล่าวในช่วงพิเศษนอกรอบ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า
“ในส่วนประเด็นทะเลจีนใต้ เวียดนามสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทและความไม่เห็นตรงกันด้วยมาตรการเชิงสันติ ทุกข้อริเริ่มต้องมุ่งสู่สันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนา ที่สอดรับกับหลักความโปร่งใส การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยไม่บั่นทอนบทบาทหลักของอาเซียน หรือเปลี่ยนภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่ของการเผชิญหน้า”
ถือเป็นการขยับหมากการทูตที่ดูดีตามสไตล์อาเซียน แต่ทว่าก่อนหน้านี้ เวียดนามกลับเดินเกมรุกคืบด้วยการเซ็นสัญญาความร่วมมือทางทะเลฉบับใหม่กับฟิลิปปินส์ และยกระดับพันธมิตรความมั่นคงกับญี่ปุ่นแบบเงียบๆ ถือว่าเตรียมตัวอย่างมีชั้นเชิงสำหรับเวียดนาม

เวทีแชงกรีล่าปีนี้ แม้จะดูเหมือนได้รับความสนใจน้อยมากจากการรับรู้ของสาธารณชนคนไทย ที่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับกระแสความรักชาติล้นทะลักจากข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา ทั้งที่จริงในสายตาการเมืองระดับโลก ข้อพิพาทไทย-กัมพูชานั้นเป็นได้แค่ “เด็กทะเลาะกันในสนามเด็กเล่น” เท่านั้น หากเทียบกับคลื่นใต้น้ำลูกยักษ์ที่กำลังก่อตัวในทะเลจีนใต้
เมื่อเรา “มองข้ามช็อต” พ้นจากเวทีนี้ไป ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวันคือสิ่งที่เราไม่อาจละสายตาได้อีกต่อไป ยิ่งเวลาผ่านไป ยุทธวิธีในพื้นที่สีเทา (Grey Zone Tactics) ที่จีนเลือกใช้ข่มขู่เพื่อนบ้านจะยิ่งถูกจับไต๋ได้มากขึ้น และจะไม่ใช่คำถามที่ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่… แต่เหลือเพียงแค่รอเวลาว่า “เมื่อไหร่” ที่จีนจะตัดสินใจขยับหมากรุกคืบครั้งใหญ่ หากวันนั้นมาถึง และความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นมหาสงคราม ประเทศไทยที่พึ่งพาเส้นทางเดินเรือนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ จะไม่มีทางหนีแรงกระแทกพ้น
เหนือสิ่งอื่นใด บทเรียนสำคัญที่สุดจากเวทีแชงกรีล่าครั้งนี้ คือการได้เห็นชั้นเชิงการขยับหมากการเมืองโลกของเวียดนาม ที่แสดงให้เห็นถึง “การมีจุดยืนที่ฉลาด โดยที่ยังรักษาไมตรีและสร้างทางเลือกที่พร้อมรบไว้เสมอ”
มันเป็นชั้นเชิงการทูตเชิงรุกที่ประเทศไทยเคยเชี่ยวชาญและภาคภูมิใจในอดีต… ทว่า น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้กลับสะกดคำว่าก้าวหน้าไม่เป็น และไม่เคยปรากฏให้โลกได้เห็นอีกเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ประเทศไทยต้องเดินออกจากสนามเด็กเล่น หันมาใส่ใจสมรภูมิใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น เลิกทำตัวเป็นเพียง “ผู้ชมที่ไร้ตัวตน” ยุติ “การทูตอีแอบ” แล้วหันมาสร้าง “จุดยืนบนคุณค่าสากล” อย่างสง่างามเสียที
เพราะในวันที่พายุภูมิรัฐศาสตร์พัดถล่มจนเราต้องการมิตรแท้… เราจะได้ไม่ต้องมานั่งตัดพ้ออย่างโดดเดี่ยวว่า
ทำไมไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเราเลย
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
