โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญาข่าวสด
ผืนป่าชายแดนตะวันตกต้องจารึกคดีฆาตกรรมสลดหักมุมที่สุดแห่งปี
เมื่อการปูพรมค้นหาเด็กหญิงที่หายตัวไป จบลงด้วยการพบศพใต้กอไผ่ทึบกลางสวนยางพารา
กระแสสังคมพุ่งเป้าไปที่แรงงานต่างด้าวและการฆาตกรรมโดยคนนอก แต่เมื่อความจริงถูกเปิดโปง คนทั้งประเทศต้องช็อกขวัญอย่างรุนแรง
เพราะฆาตกรผู้ลงมือปลิดชีพเธอไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่เป็นพี่สาวแท้ๆ วัย 13 ปี และน้าชายวัย 17 ปี ดีกรีประธานสหกรณ์นักเรียน
ชนวนเหตุแสนรันทดเกิดจากเพียง ‘อารมณ์ชั่ววูบ’
เสียงร้องตะโกนเรียก ‘น้ององุ่น’ ดังระงมไปทั่วผืนป่าชายแดนอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
เมื่อเด็กหญิงวัยเพียง 7 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเรดาร์ หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาจากบ้านพักในหมู่บ้านทิโคร่ง ตำบลปรังเผล ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 30 พฤษภาคม 2569
การรวมพลังครั้งใหญ่ก็เปิดฉากขึ้น ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สภ.สังขละบุรี ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า ตชด.134 และกู้ภัยมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์
ปูพรมค้นหาอย่างไม่คิดชีวิตตลอด 2 คืน 3 วัน ทั้งส่งนักประดาน้ำลงงมค้นหาในบ่อปลา ทำพิธีทางศาสนาตามความเชื่อ
ท่ามกลางเสียงภาวนาของชาวบ้านที่หวังให้พบเด็กหญิงตัวน้อยโดยไว
ทว่าปาฏิหาริย์ที่ทุกคนเฝ้ารอคอยกลับล่มสลายลงในเช้าวันที่ 1 มิถุนายน
คนงานกรีดยางพาราได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยรุนแรง เมื่อเดินตามกลิ่นเข้าไปดูและต้องช็อก เมื่อพบร่างของน้ององุ่นนอนเสียชีวิตในสภาพคว่ำหน้าอยู่ใต้กอไผ่ทึบกลางสวนยางพารา ลึกจากถนนเข้าไปประมาณ 200 เมตร ฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่
พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี พร้อมแพทย์เวรและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานรีบเดินทางเข้าตรวจสอบ สภาพศพเริ่มขึ้นอืดส่งกลิ่นคละคลุ้ง สวมเสื้อยืดสีดำและกางเกงสีชมพูที่มีร่องรอยฉีกขาดอย่างน่าสงสัย
ผลการชันสูตรบาดแผลเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ พบร่องรอยความโหดเหี้ยมใต้คางมีบาดแผลฉกรรจ์ 2 แห่ง ใบหน้าและลำคอเขียวช้ำคล้ายถูกทุบตีด้วยของแข็ง และมีรอยดำคล้ำรอบลำคอเด่นชัดคล้ายถูกบีบคออย่างรุนแรงก่อนเสียชีวิต
ตำรวจจึงลงความเห็นทันทีว่านี่คือคดีฆาตกรรมอำพรางที่แสนโหดเหี้ยม
คดีนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความสะเทือนขวัญและดึงดูดสายตาจากผู้บังคับบัญชาการระดับสูงทันที
พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี บัญชาการชุดสืบสวนจังหวัดลงพื้นที่ล่าตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด
ช่วงแรกของการสืบสวน ตำรวจทำงานท่ามกลางความกดดันและกระแสข่าวลือมากมาย
เจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมตัวชายต้องสงสัยรายแรกเป็นแรงงานชาวเมียนมาอายุประมาณ 40 ปี ด้วยมีพฤติกรรมน่าสงสัย เนื่องจากหายตัวออกจากหมู่บ้านไปทันทีหลังเกิดเหตุ ก่อนจะย้อนกลับมาในภายหลัง ทั้งยังพบสารเสพติดในร่างกาย
แต่ชายรายนี้ยังคงให้การปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
พนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี ต้องเร่งงัดมาตรการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นอาวุธสำคัญ
เจ้าหน้าที่ลุยเก็บพยานหลักฐานและพยานแวดล้อมอย่างละเอียด
ตั้งแต่การเชิญตัวผู้จัดการร้านค้าในหมู่บ้านที่น้ององุ่นแวะซื้อขนมก่อนหายตัวไป นำธนบัตรใบละ 20 บาท จำนวน 2 ใบ ที่เด็กหญิงใช้จ่ายมาตรวจหา DNA แฝง
นำผู้คนรวมกว่า 25 ราย ทั้งชาวบ้าน ช่างก่อสร้าง รวมถึงทีมงานฉายหนังกลางแปลงเก็บตัวอย่าง DNA เปรียบเทียบกับหลักฐานในร่างผู้ตาย
ไม่เว้นกระทั่งพระสงฆ์จากสำนักสงฆ์บ้านทิโคร่ง และเด็กวัด
นอกจากนี้ สายตาของชุดสืบสวนยังจับจ้องไปที่ชายวัย 45 ปี ผู้ต้องสงสัยอีกรายที่ถูกควบคุมตัวไว้ หลังเจ้าหน้าที่แกะรอยไปพบกระเป๋าและเสื้อผ้าส่งกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากศพถูกซุกซ่อนอยู่หลังบ้านของเขาเอง
ประกอบกับไทม์ไลน์ที่อยู่ของเขาในวันเกิดเหตุมีพิรุธขัดแย้งกันหลายจุด ทำให้ตำรวจต้องเรียกตัวครอบครัวของเขามาเค้นสอบปากคำเครียดตลอดทั้งคืน
ทว่า ทุกอย่างยังคงคลุมเครือและไม่มีหลักฐานชิ้นใดเด่นชัดพอที่จะชี้ตัวฆาตกรตัวจริงได้
ความรุนแรงของคดีส่งผลให้ ‘บิ๊กต่าย’ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ร่วมกับ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 บินด่วนลงพื้นที่ สภ.สังขละบุรี เร่งรัดคดีและลงพื้นที่จุดเกิดเหตุด้วยตนเองเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569
สายตาอันเฉียบคมของ ‘บิ๊กนา’ กวาดไปเห็น “ซองขนม” สภาพค่อนข้างใหม่ตกอยู่บนพงหญ้าข้างทางเดิน ระหว่างเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติจากหมู่บ้านเชื่อมต่อไปยังจุดพบศพ
เจ้าหน้าที่รีบบันทึกภาพและเก็บกู้ไปตรวจหาลายนิ้วมือแฝงทันที เนื่องจากคาดว่าอาจเป็นขนมที่น้ององุ่นซื้อก่อนจะหายตัวไป
เวลาผ่านไปหลายวัน แต่ยังไร้ความคืบหน้า ‘บิ๊กต่าย’ ตัดสินใจลงพื้นที่เกาะติดคดีด้วยตัวเอง ในวันที่ 5 มิถุนายน
หลังประชุมเครียดอยู่ครึ่งค่อนวัน ผบ.ตร.เปิดโต๊ะแถลงความคืบหน้าคดีด้วยตัวเอง การเปิดเผยในวันนั้นสร้างความงุนงงให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก
เมื่อผลชันสูตรพลิกศพในเบื้องต้นจากโรงพยาบาลตำรวจระบุว่า ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผลฉกรรจ์ภายนอกร่างกาย
เนื่องจากสภาพศพผ่านการเน่าเปื่อยมาเกือบสองวัน อวัยวะภายในทั้งตับ ปอด ไต และระบบเลือดเสื่อมสภาพจนเน่าสลายหมด ทำให้ยากต่อการตรวจหาสารพิษหรือพิษจากสัตว์ในกระแสเลือด
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐตั้งประเด็นข้อสันนิษฐานไว้ 3 ทาง คือ 1. เด็กซุกซนหลงป่าจนเสียชีวิตจากโรคประจำตัว 2. ถูกพาตัวไปฆ่า และ 3. ถูกสัตว์มีพิษเช่นงูเห่ากัด
‘บิ๊กต่าย’ ยังเผยอีกว่า คนในชุมชนและครอบครัวที่เรียกมาสอบกว่า 30 ปากยังไม่พบพิรุธใดๆ ทรัพย์สินของเด็กอยู่ครบ เสื้อผ้าไม่มีรอยฉีกขาดจากการต่อสู้
ตำรวจจึงสั่งการให้กองปราบปรามลงพื้นที่ขยายผลและเน้นย้ำให้ตรวจพิสูจน์อย่างรอบคอบที่สุด
ห้ามรีบร้อนจนทำให้รูปคดีเสียหาย
โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า คำให้การที่ดูเหมือนปกติของคนในบ้านกลับปกปิดความจริงอันแสนเศร้าเอาไว้
แค่วันเดียวหลังผู้นำสูงสุดองค์กรสีกากีไปติดตามคดี ม่านหมอกแห่งความลึกลับก็ถูกกระชากออกอย่างสิ้นเชิงในเช้าวันที่ 6 มิถุนายน
พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 แถลงปิดคดี เมื่อตำรวจชุดสืบสวนสามารถเจาะทะลวงคำให้การจนยอมเปิดปากสารภาพ
คดีหักมุมชนิดสร้างความช็อกขวัญคนทั้งประเทศ
เมื่อฆาตกรผู้ลงมือปลิดชีพน้ององุ่นวัย 7 ขวบ แท้จริงแล้วคือ เด็กหญิงอายุ 13 ปี พี่สาวแท้ๆ และโจ๋หนุ่มวัย 17 ปี น้าชายแท้ๆ ของน้ององุ่น
ความจริงนี้ทำให้ชาวบ้านและครูแทบไม่เชื่อสายตา เพราะโจ๋ 17 รายนี้เป็นคนที่มีอุปนิสัยความรับผิดชอบดีเยี่ยม จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานสหกรณ์นักเรียน
จากการสอบปากคำอย่างเคร่งเครียด ทั้งสองทนแรงกดดันจากพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ตำรวจตรวจพบในบ้านไม่ไหว ยอมเปิดปากรับสารภาพในที่สุด
ทั้งคู่ย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาสุดเศร้าของชีวิต ในวันเกิดเหตุ แม่เดินทางไปประชุมหมู่บ้าน ปล่อยให้เด็กๆ อยู่กันตามลำพัง
แต่พี่สาวและน้ององุ่นมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงเรื่องการแย่งกันใช้โทรศัพท์มือถือ
ด้วยความโมโหพี่สาววัย 13 ปี ใช้กระสอบปุ๋ยมาคลุมหัวน้องสาว ก่อนจะใช้มืออุดปากอุดจมูกและบีบคออย่างรุนแรงจนน้ององุ่นขาดอากาศหายใจเสียชีวิต
เมื่อรู้ว่าน้องตาย ทั้งคู่เกิดความกลัวสุดขีดช่วยกันนำศพยัดซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าเพื่อรอให้ความมืดมาเยือน ก่อนจะยกกระสอบปุ๋ยขึ้นรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ซาเล้ง) ขับนำร่างไปทิ้งอำพรางไว้ใต้กอไผ่ในสวนยางพาราตอนบ่ายสามโมง
แล้วกลับบ้านมาทำตัวปกติ
ผบช.ภ.7 ยืนยันกระแสข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างพี่สาวกับน้าชายไม่เป็นความจริง
มูลเหตุจูงใจเดียวคือการทะเลาะเรื่องโทรศัพท์มือถือ
ด้านผู้เป็นแม่เมื่อรู้ความจริงถึงกับใจสลาย ร้องไห้แทบขาดใจเพราะต้องสูญเสียลูกสาวคนกลาง และลูกสาวคนโตต้องกลายเป็นผู้ต้องหา
ขณะที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี (ทองผาภูมิ) ได้มีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาเยาวชนทั้งสองคนไปควบคุมตัวยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรีทันที
ปิดฉากคดีสลดสะเทือนขวัญในครอบครัว
โศกนาฏกรรมที่อำเภอสังขละบุรีไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวอาชญากรรมหน้าหนึ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็น “กระจกบานใหญ่” ที่สะท้อนรอยร้าวลึกในสถาบันครอบครัวและสังคมยุคปัจจุบัน
น้ำตาและความแตกสลายของผู้เป็นแม่ในคดีนี้ คือราคาที่แพงเกินกว่าจะจ่าย
การสูญเสียลูกสาวคนหนึ่งไปตลอดกาล และต้องเห็นลูกสาวอีกคนเดินเข้าสู่สถานพินิจฯ คือคำเตือนสติว่า ความละเลยเพียงนิดในครอบครัว อาจนำมาซึ่งบาดแผลที่กรีดลึกไปตลอดชีวิต
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยต้องหยุดมองว่าเรื่องในบ้านเป็นเรื่องส่วนตัว และหันมาร่วมมือกันสร้างเกราะคุ้มกันทางอารมณ์ให้กับเยาวชนอย่างจริงจัง
