
ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดการเมืองในภาพใหญ่ ให้เพิ่มบทบาทของ “นักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง” มากขึ้น ขณะที่ “นักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน” ถูกลดบทบาทลง พร้อมกับเพิ่มกระบวนการตรวจสอบมากขึ้น
ระหว่างนี้อยู่กับการ “ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ” หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายลูก” และ “พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง” เป็นอีกหนึ่งกฎหมายที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากกระบวนการจัดการ “นักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน” จะถูกตีกรอบด้วยกฎหมายฉบับนี้
มีหลายเรื่องหลายประเด็นที่เปิดเผยออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดโทษหนักถึงขั้นที่ “นายมีชัย ฤชุพันธุ์” ในฐานะประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรียกว่า “ประหารชีวิตทางการเมือง” สำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่า “ซื้อเก้าอี้รัฐมนตรี” และมีอีกหลายมาตรการที่จะควบคุมอย่างเข้มข้น
ซึ่งยิ่งน่าติดตาม ความรู้สึกว่า “นักการเมืองจากการเลือกตั้ง” ที่ถูกทำให้เป็น “จำเลยสังคม” อยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา นับจากนี้ไปจะเผชิญกับมาตรการลงโทษอย่างจริงและเอาเป็นเอาตายมากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า “ต้องส่งเสริมคนดี และควบคุมคนเลว”
คล้ายกับว่าทิศทางของกฎหมายทั้งหลายจะไปในทางนี้
ไม่ว่าใครก็ตามที่กระโดดลงสนามการเมือง ย่อมนับได้ว่าเป็น “ผู้นิยมใช้ชีวิตแบบเสี่ยงต่อความเสียหาย” ยิ่งสังคมที่ดราม่าได้ทุกเรื่องราว แบบต่างส่ายตาหาเหยื่อเพื่อเหยียบส่งให้ตัวเองดูเป็นคนดี ชะตากรรมของ “จำเลยสังคม” อย่าง “นักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน” ยิ่งย่ำแย่
ที่น่าหนักใจคือ ไม่เพียงจะต้องตั้งรับการรุกหนักของ “กลุ่มเสวยวาสนาจากการแต่งตั้ง” ที่สถาปนาความเป็นคนดีให้กลุ่มตัวเองและพวกพ้องได้สำเร็จเท่านั้น
แต่ดูเหมือนว่าการตั้งรับที่ไร้กระบวนท่าและขาดความเป็นเอกภาพ ยำใหญ่ใส่กันเองของ “นักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน”
ทำให้ทัศนะของประชาชนส่วนใหญ่ดูท่าจะเอนเอียงไปเห็นดีเห็นงามกับ “นักการเมืองจากการแต่งตั้ง” ชัดเจนขึ้น
ผลสำรวจของ “กรุงเทพโพลล์” เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาให้ภาพสะท้อนได้ชัดไม่น้อย ในอาการหมดศรัทธาต่อ “นักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน”
ในคำถาม “คิดว่าการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองของประเทศไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร” ร้อยละ 71.3 ตอบว่า “ควรมีการปฏิรูปอย่างจริงจังก่อนการเลือกตั้ง”
และเมื่อถามว่า “เห็นด้วยหรือไม่กับการเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง” ร้อยละ 74.1 ตอบว่าเห็นด้วย
ในคำถามที่ว่า “ท่านคาดหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรหลังปฏิรูประบบการเมืองไทย” โดยให้ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ ร้อยละ 62.7 ตอบว่า อยากเห็นนักการเมืองหน้าใหม่ พรรคการเมืองใหม่ นโยบายหาเสียงใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน
ร้อยละ 57.4 ตอบว่า อยากให้การเมืองไทยแข่งขันกันอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่ซื้อเสียง
ร้อยละ 48.2 ตอบว่า อยากให้นักการเมืองลดการแสวงหาผลประโยชน์ภายหลังการเลือกตั้ง ร้อยละ 35.6 อยากให้มีการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมของนักการเมือง ร้อยละ 29.0 อยากให้ลดบทบาทของทุนนิยม
ทุกปลายหอกพุ่งเป้าไปที่ความเอือมระอาต่อ “นักการเมืองหน้าเก่าๆ”
“นักการเมืองจากการเลือกตั้ง” ยังเป็นจำเลย เป็นคนน่ารังเกียจของสังคมอย่างไม่มีอะไรดีขึ้น
ความเป็นไปเช่นนี้เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยในทัศนะของสากลโลกอย่างยิ่ง
เป็นเรื่องที่ต้องหาทางแก้ไข เยียวยา
ซึ่งคำถามในขณะนี้คือ ใครจะเป็นผู้เริ่มต้นต่อสู้เพื่อภาพที่ดีกว่าของ “นักการเมืองจากการเลือกตั้ง”
คล้ายกับว่า “นักการเมืองจากการเลือกตั้ง” ยังเหมือน “ไก่ตรุษจีนที่ถูกจับใส่เข่งส่งโรงเชือด” แต่ยังจิกตีกันเองไม่รู้หยุดหย่อน
นับได้ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง
