bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข : หกตุลารำลึก – สงครามต้านปฏิวัติของรัฐไทย

08.11.2018

หกตุลารำลึก (5) สงครามต้านปฏิวัติของรัฐไทย

“การก่อความไม่สงบเป็นสงครามที่มุ่งเอาชนะประชาชน… ดังนั้น ถ้าปราศจากจักรกลของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพแล้ว การต่อต้านการก่อความไม่สงบจะไม่ก่อให้เกิดผลอันน่าพึงปรารถนาได้เลย”

เซอร์โรเบิร์ต ทอมป์สัน

นักทฤษฎีต่อต้านคอมมิวนิสต์ชาวอังกฤษ

ผมกลับจากเรียนหนังสือในต่างประเทศในช่วงปลายปี 2528

สถานการณ์สงครามคอมมิวนิสต์จบสิ้นลงแล้ว เพื่อนๆ หลายคนกลับออกจากการต่อสู้ในชนบทแทบจะหมดทุกคน

และแน่นอนว่ามีเพื่อนและน้องบางคนไม่ได้กลับมา

พวกเขาเอาชีวิตเข้าแลกกับความเชื่อทางอุดมการณ์ของการปฏิวัติ…

หลายชีวิตของนิสิต-นักศึกษาเหล่านี้ยังคงทอดร่างอยู่ในป่าเขา

ไม่แตกต่างกับเพื่อนๆ อีกส่วนที่เอาชีวิตฝากไว้ที่ต้นมะขามสนามหลวงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่สุดท้ายการตัดสินใจครั้งใหญ่ในการเข้าร่วมสงคราม กลับจบลงด้วยการพลิกสถานการณ์ และนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของพวกเราทุกคน

จนอดถามเล่นๆ ในช่วงนั้นไม่ได้ว่า ตกลงสงครามจบลงจริงๆ แล้วหรือ?

หากย้อนกลับไปสู่สถานการณ์สงครามระหว่างพรรคพี่น้องในอินโดจีน ตามมาด้วยความขัดแย้งภายในพรรคและปรากฏการณ์ป่าแตกของไทย

ต่อมาด้วยการเปิดยุทธการของกองกำลังฝ่ายรัฐที่เป็นต่อในทางยุทธศาสตร์และเป็นเสมือนกับการปิดฉากของสงคราม

และในเดือนตุลาคม 2526 รัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงประกาศชัยชนะต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

จากจุดเริ่มต้นของปฐมบทแห่งสงครามปฏิวัติไทยที่เริ่มในปี 2508 สงครามค่อยๆ ปิดฉากลง และจบลงในปี 2526 เป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่รัฐและสังคมไทยต้องเผชิญกับสงครามภายใน

และจบด้วยชัยชนะจนเป็นหนึ่งในตัวแบบของรัฐที่ชนะสงครามก่อความไม่สงบ

แทบไม่น่าเชื่อว่าจากปี 2519 ต่อเนื่องเข้าปี 2520 หลายฝ่ายเกรงกันว่าโดมิโนจะล้มลงที่กรุงเทพฯ

แต่กลับกลายเป็นว่า “โดมิโนไทย” เข้มแข็งอย่างมากจวบจนสิ้นสุดยุคของสงครามเย็น

ดังนั้น จึงเป็นคำถามเหมือนครั้งหนึ่งที่อังกฤษชนะสงครามก่อความไม่สงบในมลายา ที่เรียกว่า

“อะไรคือปัจจัยแห่งชัยชนะ”

สงครามเริ่มแล้วในไทย!

รัฐบาลไทยในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 เฝ้ามองปัญหาการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วยความกังวลมาอย่างยาวนาน

เพราะหลังจากการประชุมสากลที่สามในยุโรปแล้ว ได้มีมติที่จะขยายงานในเอเชีย เพราะการจัดตั้งและการเคลื่อนไหวในยุโรปมีความเข้มแข็งอย่างมาก ในเอเชียกลับยังไม่มีการเคลื่อนไหวเท่าใดนักนอกจากในกรณีของจีน

และมีข้อมูลจากสหายรุ่นเก่าที่กล่าวว่า ในช่วงเริ่มแรกนั้นได้มีสหายจากยุโรปเริ่มเดินทางเข้ามาในสยาม เนื่องจากในขณะนั้นเริ่มมีหน่วยจัดตั้งของเยาวชนจากพรรคจีนและพรรคเวียดนามเข้ามาทำงาน แต่ยังไม่มีในส่วนของสยามโดยตรง

ดังนั้น เมื่อโฮจิมินห์เดินทางเข้ามาทำการเคลื่อนไหวพี่น้องชาวเวียดนามแล้ว

จึงได้รวบรวมพลพรรคและทำการจัดตั้ง “คณะคอมมิวนิสต์สยาม” ขึ้นในวันที่ 20 เมษายน 2473

แต่สมาชิกในช่วงต้นไม่มีคนสยามโดยตรง กลับเป็นคนเวียดนามและคนจีนที่อาศัยอยู่ในสยามเป็นกำลังหลักในการก่อตั้ง และเชื่อว่าจากสยาม ลุงโฮได้เดินทางไปตั้งพรรคที่มลายาอีกด้วย

รัฐบาลสยามในช่วงต้นพยายามต่อสู้ด้วยการออกกฎหมายที่ถือว่า “การสั่งสอนทฤษฎีการเมืองหรือเศรษฐกิจเพื่อให้บังเกิดความเกลียดชังระหว่างชนชั้น” เป็นความผิด มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

แต่การเคลื่อนไหวอย่างปิดลับของสหายชาวจีนและชาวเวียตยังคงดำเนินต่อไป

ส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเช่นนี้มีความผูกโยงกับการเรียกร้องเอกราชในประเทศอาณานิคม ทำให้ในยุคนั้นมีการแลกเปลี่ยนและส่งข้อมูลข่าวกรองจากรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ให้แก่รัฐบาลสยามในการติดตามตัวบุคคล

และหลายครั้งที่รัฐบาลสยามตัดสินใจเข้ากวาดล้างเป้าหมายต้องสงสัย

และหลายครั้งเช่นกันที่มีการเนรเทศบุคคลเหล่านี้ออกจากประเทศไทย

จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และกองทัพญี่ปุ่นได้รุกเข้าไทยในเดือนธันวาคม 2484 กิจกรรมการเคลื่อนไหวเช่นนี้ได้ยกระดับขึ้น

และในวันที่ 1 ธันวาคม 2485 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จึงถูกจัดตั้งขึ้น และเปิดการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 1

หน่วยการเคลื่อนไหวต่างๆ จึงรวมเข้ามาอยู่ภายใต้การนำของพรรค และดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของยุคหลังสงคราม การเคลื่อนไหวมีทิศทางแบบปิดลับ แต่ยังมิได้มีแนวคิดในการเปิดการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ

จนเมื่อมีการเคลื่อนไหวในการต่อต้านสงครามเกาหลีในชื่อของ “ขบวนการสันติภาพ” ที่พยายามระดมมวลชนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเปิดเผย และรัฐบาลได้ตัดสินใจกวาดล้างจับกุมครั้งใหญ่ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2495 (หรือที่เรียกกันว่า “กบฏสันติภาพ”)

และในปีเดียวกันนี้ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 2 ด้วย

อีกสามวันต่อมา รัฐบาลได้ตรากฎหมายฉบับสำคัญคือ “พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495” อันเป็นเครื่องมือหลักของรัฐบาลไทยใช้ต่อสู้ในสงครามนี้ และเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจการจับกุมแก่เจ้าหน้าที่อย่างมาก

จนถูกวิจารณ์ว่าเป็น “กฎหมายแบบครอบจักรวาล”

และบางครั้งถูกมองว่าเป็น “กฎหมายปราบปรามฝ่ายตรงข้าม” แม้รัฐบาลพิบูลสงครามจะดำเนินการ “รื้อฟื้นประชาธิปไตย” ในปี 2498 แต่รัฐบาลยังคงจับตามองปัญหาคอมมิวนิสต์ไม่เปลี่ยนแปลง

ในปี 2504 มีการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 มีมติให้เตรียมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ แต่ความเป็นจริงของสถานการณ์ไม่ได้เอื้อขนาดนั้น

หากแต่ปัจจัยภายนอกในปี 2508 ดูจะมีอิทธิพลมากกว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนประกาศว่า การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ในไทย

และต่อมาในวันที่ 7 สิงหาคมของปีดังกล่าว การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธก็เริ่มขึ้นจากการซุ่มโจมตีของกองกำลังติดอาวุธของ พคท.ที่จังหวัดนครพนม…

สงครามคอมมิวนิสต์เริ่มขึ้นจริงๆ แล้วในไทย

รัฐไทยจะสู้อย่างไร?

การเคลื่อนไหวของ พคท.ที่ผ่านมาในอดีตเป็นการเคลื่อนไหวแบบปิดลับ

การตอบโต้ของรัฐบาลไทยจึงใช้มาตรการกวาดล้างจับกุมในทางกฎหมายเป็นด้านหลัก

แต่เมื่อสงครามเกิดขึ้นแล้ว การใช้มาตรการทางทหารย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะเริ่มมีการปะทะเกิดขึ้นในภาคอีสาน

รัฐบาลจึงมีการจัดองค์กรและเตรียมกำลังเพื่อรับมือ

พล.อ.สายหยุด เกิดผล ย้อนรำลึกเหตุการณ์นี้ และกล่าวถึงแนวคิดของ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ในขณะนั้นว่า ถ้ารัฐบาลทุ่มกำลังเต็มที่ ก็น่าจะสามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้ในเวลาหกเดือน…

คำกล่าวเช่นนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของพลังอำนาจทางทหารที่รัฐบาลมีเหนือกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์

จนเชื่อว่าถ้าใช้กำลังเข้าทำการรบเต็มที่แล้ว รัฐไทยจะชนะสงครามในระยะเวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น แต่คำตอบที่เป็นจริงก็คือ สงครามยาวต่อมาอีกหลายปีจนเป็นปมปัญหาทางยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐไทย

ในเชิงองค์กร ในวันที่ 17 ธันวาคม 2508 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้เริ่มต้นด้วยการจัดตั้งกองบัญชาการทางทหารขึ้นในชื่อ “กองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์” (บก.ปค.) เพื่อเตรียมรับสงครามที่เริ่มขึ้นจากวัน “เสียงปืนแตก”

และต่อมาในวันที่ 9 กรกฎาคม 2512 ได้ยกสถานะขึ้นเป็น “กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์” (กอ.ปค.) เพื่อหวังจะให้เป็นองค์กรหลักในการสร้างเอกภาพของการใช้พลังอำนาจของรัฐในการต่อสู้ และประสานขีดความสามารถของพลเรือน ตำรวจ และทหารในการทำงานร่วมกันทั้งในระดับทางยุทธศาสตร์และยุทธการ

แม้จะมีการออกแบบให้ กอ.ปค. เป็นกองบัญชาการกลางของ “ไตรภาคี” ระหว่างพลเรือน ตำรวจ และทหาร และอาจไม่แตกต่างจากการออกแบบของอังกฤษในมลายาที่ต้องมี “กองบัญชาการร่วม”

แต่ผู้นำทหารมักจะมีทัศนะที่มองเห็นสงครามเป็นเรื่องทางทหาร

และมีแนวโน้มที่เชื่อในวาทกรรมของ “สงครามในแบบ” ที่เห็นว่าชัยชนะถูกชี้ขาดด้วย “อำนาจการยิง” ที่เหนือกว่า…

พลังอำนาจทางทหารของฝ่ายรัฐบาลเหนือกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างมากในทุกด้าน

จนมีความเชื่อเสมอดังทัศนะของ พล.อ.ประภาสว่า ถ้ารบเต็มที่ เราจะชนะในหกเดือน

แต่เมื่อสงครามยืดออกไป และยังไม่มีแนวโน้มของชัยชนะ

ในตอนปลายปี 2510 กอ.ปค. ก็ถูกเปลี่ยนเป็น “กองบัญชาการทหาร” อย่างสมบูรณ์แบบ

อันสะท้อนให้เห็นแนวคิดที่มุ่งเอาชนะด้วยมาตรการทางทหารเป็นด้านหลัก

ความเป็น “บก.ร่วม” ที่ถูกออกแบบไว้แต่เดิมเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็น “บก.ทบ.” ในอีกแบบหนึ่ง เหตุการณ์นี้เป็นดังการยึดอำนาจของกองทัพบกในสงครามคอมมิวนิสต์ และเป็นจุดเริ่มต้นของอาการ “สะวิง” ในการใช้ยุทธศาสตร์ “การทหารนำ” ในการต่อสู้

การเคลื่อนไหวในภาคอีสานมีมากขึ้นหลังวันเสียงปืนแตกแล้ว

ในตอนต้นปี 2509 พคท.จัด “ทีมโฆษณาติดอาวุธ” ออกปฏิบัติการเป็นครั้งแรก

ในขณะที่ปฏิบัติการตอบโต้ของฝ่ายรัฐในชนบทไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก

และผู้นำทหารอีกส่วนเริ่มยอมรับว่า การก่อความไม่สงบเป็น “สงครามการเมือง” และในปี 2510 รัฐบาลได้ออก “แผน 09/10” เพื่อสร้างความมั่นคงในระดับหมู่บ้าน

พร้อมกับการกวาดจับคอมมิวนิสต์ในเมือง แต่สงครามก็ขยายตัวมากขึ้น ในปี 2510 สงครามขยายตัวในภาคเหนือ และนำไปสู่การสร้างฐานที่มั่นในพื้นที่ดังกล่าว ปี 2511 มีการจัดตั้งฐานที่มั่นในเขตสามจังหวัด (เลย-พิษณุโลก-เพชรบูรณ์)

ต่อมาในปี 2512 พคท.จัดตั้งกองบัญชาการสูงสุดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) พร้อมกันนี้สงครามก็ขยายตัวลงสู่ภาคใต้ และภาคตะวันตกด้านจังหวัดตาก

จนกล่าวได้ว่าสงครามจากปี 2510 ต่อเนื่องถึงปี 2512-13 ได้ขยายไปในทุกภาคของประเทศ

การขยายตัวเช่นนี้ยิ่งทำให้เกิดแนวโน้มในหมู่ผู้นำรัฐบาลไทยที่จะใช้มาตรการทางทหารมากขึ้น…

ยิ่งสงครามขยายมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องปราบมากเท่านั้น

การทหารนำคือชัยชนะ!

ความคิดการทหารนำได้นำไปสู่การเปิดยุทธการใหญ่ แต่กลับเป็นภาพสะท้อนของความล้มเหลวครั้งใหญ่ของกองทัพบก โดยในตอนต้นปี 2515 กำลังของกองทัพภาคที่ 1 จากกรุงเทพฯ ถูกส่งเข้าทำการรบในพื้นที่สามจังหวัด

แต่ในเดือนเมษายนก็ต้องถอนกำลังกลับหลังจากประสบความสูญเสียอย่างหนัก

กองทัพภาคที่ 4 ในภาคใต้ก็ขยายปฏิบัติการทางทหารเช่นกัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ในอีกด้านการเมืองไทยเดินมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงใหญ่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การขยายตัวของกระแสประชาธิปไตย

ส่งผลให้ กอ.ปค.ในปี 2517 ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” (กอ.รมน.) เพื่อรับกับบริบทการเมืองใหม่ของประเทศ

แต่ทิศทางทางความคิดไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด

ประชาธิปไตยถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

และยิ่งหลังจากโดมิโนล้มลงในอินโดจีนในปี 2518 ก็ยิ่งกลายเป็นปัจจัยที่เสริมแนวคิด “การทหารนำ” ทั้งในระดับยุทธศาสตร์และยุทธการ อันนำไปสู่การล้อมปราบในเมืองครั้งใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ยุทธการปราบนักศึกษาเริ่มด้วยความเชื่อว่า มาตรการทางทหารจะนำไปสู่ชัยชนะ ไม่แตกต่างจากความเชื่อทางยุทธการในสนามรบในชนบท

อาการ “สะวิง” ที่รัฐจะหันไปสู่การใช้มาตรการทางทหารไม่ใช่เรื่องแปลกในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทำเนียบขาวและกองทัพสหรัฐเข้าสู่สนามรบในสงครามเวียดนามหลังจากวิกฤตอ่าวตังเกี๋ยในกลางปี 2507 จนกลายเป็น “กับดักสงคราม” ที่ลากสังคมอเมริกันในอีกหลายปีต่อมา

และอาจเปรียบเทียบได้กับเมื่อครั้งรัฐบาลมอสโกตัดสินใจพากองทัพโซเวียตเข้าสู่สนามรบในอัฟกานิสถาน และกลายเป็นกับดักไม่ต่างกับที่สหรัฐเผชิญมาแล้วในสงครามเวียดนาม

ไม่น่าเชื่อว่ารัฐมหาอำนาจใหญ่ที่มีความพร้อมของเทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูงเป็นเครื่องสนับสนุนกลับไม่อาจเอาชนะนักรบกองโจรที่อ่อนด้อยกว่าในสงครามก่อความไม่สงบ

ความเป็น “สงครามนอกแบบ” จึงเป็นความท้าทายชุดสำคัญในขณะนั้น

และมีความพ่ายแพ้ของสหรัฐในเวียดนามเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า สงครามนี้ไม่อาจเอาชนะด้วยอำนาจการยิงที่เหนือกว่าที่ผู้นำทหารไทยเชื่อมั่นตั้งแต่เริ่มสงคราม

ถ้าเช่นนั้นแล้วรัฐและกองทัพไทยจะปรับตัวอย่างไร

และหากไม่มีการปรับยุทธศาสตร์ ก็จะเป็นการเดินสู่ความพ่ายแพ้เช่นที่เกิดในอินโดจีนแล้ว

และกลายเป็นโดมิโนตัวที่สี่!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี