bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข l หกตุลารำลึก : สงครามไทย-พรรคจีน

13.12.2018

หกตุลารำลึก (10) สงครามไทย-พรรคจีน

“เราหวังว่าสงครามกองโจรในประเทศไทยจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้ [2508]”

จอมพลเฉิน ยี่ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน

เมื่อผมเข้ามาเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1 ในปี 2516 นั้น เรื่องราวเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์และจีนแผ่นดินใหญ่ ยังคงเป็นความลึกลับอยู่มาก

ผู้คนในสังคมไทยไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องนี้ และรัฐก็ไม่อนุญาตให้ข่าวสารในเรื่องนี้เผยแพร่

รัฐเชื่อว่าผู้คนในสังคมไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ จึงไม่สมควรที่จะรับรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องราวของคอมมิวนิสต์และที่เรียกในยุคนั้นว่า “จีนแดง” จึงเป็นความอยากรู้สำหรับชีวิตนิสิตรัฐศาสตร์ในขณะนั้น

ยังจำได้ดีว่ามีหนังสือเกี่ยวกับจีนขายในร้านหนังสือที่คณะ เช่น งานของ Stuart Schram, The Political Thought of Mao Tse-Tung เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ แม้ผมอยากจะซื้อด้วยความใคร่รู้ แต่ความสามารถที่จะอ่านจริงยังจำกัดอยู่มาก

และถ้าอยากรู้มากขึ้นก็ไปที่ร้านดวงกมลที่สยามสแควร์ ซึ่งเป็นเหมือนร้านหนังสือฝ่ายซ้ายในยุคนั้น เพราะมีหนังสือแนวทางนี้ของสำนักพิมพ์ Penguin จากอังกฤษวางขายหลายเรื่อง

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พวกผมกลับเข้าห้องเรียนตอนเทอมปลาย และต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองจีน ผู้สอนคือ ศ.ดร.เขียน ธีระวิทย์ ซึ่งในยุคนั้นอาจารย์เขียนถือเป็นปัญญาชนปีกซ้ายคนสำคัญในวงวิชาการไทย

พวกเราเรียนเรื่องการปฏิวัติจีนด้วยความตื่นเต้น

ต้องยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่พวกเราเรียนรู้เรื่องคอมมิวนิสต์จีน และเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่เราได้รับรู้เรื่องของเหมาเจ๋อตุง ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ในขณะนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายคอมมิวนิสต์

แต่ด้วยเงื่อนไขของการเรียนในคณะ ทำให้มีวิชานี้เปิดสอนได้ และเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับนิสิตรัฐศาสตร์อย่างพวกเราที่จะทำความรู้จักกับการปฏิวัติจีนของประธานเหมา

จำได้ว่าผมกับเพื่อนส่วนหนึ่งเรียนเรื่องนี้ด้วยความเร้าใจเป็นอย่างยิ่ง

เปิดพรมแดนความรู้ฝ่ายซ้าย

ในตอนต้นปี 2517 มีการจัดนิทรรศการ “โฉมหน้าจีนใหม่” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (30 มกราคม-3 กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่หนังสือ “ปรัชนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง” ออกมาวางจำหน่าย

หนังสือขายดีมาก และคนก็แห่กันมาดูนิทรรศการมากด้วย

แล้วหนังสือในแนวทางสังคมนิยมแห่ทยอยกันออกมาไม่หยุด จนนิทรรศการนี้เป็นดังการ “เปิดประตูจีน” ในสังคมไทย

แล้วตามมาด้วยหนังสือชุด “สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง” ในปี 2518

แล้วเรื่องราวเกี่ยวกับจีนก็ทะลักเข้าสู่สังคมไทย ช่วงเวลาเช่นนี้เป็นเสมือนกับการ “เปิดพรมแดนความรู้” ของแนวคิดฝ่ายซ้ายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งที่กฎหมายคอมมิวนิสต์ยังมีผลบังคับใช้

อีกทั้งยังมีเอกสารฝ่ายซ้ายในอดีตและหนังสือจากสำนักพิมพ์ปักกิ่งที่เป็น “หนังสือต้องห้าม” หลายๆ เรื่องทะลักออกมาเช่นกัน การออกมาของหนังสือฝ่ายซ้ายจากต้นปี 2517 ทำให้พวกเราพึ่งพาหนังสือภาษาอังกฤษจากร้านดวงกมลน้อยลง แต่ก็หมายความว่า พวกเราอ่านหนังสือจากปักกิ่งมากขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ถึงอิทธิพลจีนในวงการคนหนุ่มสาวฝ่ายซ้ายไทยในขณะนั้น

การเปิดพรมแดนความรู้ฝ่ายซ้ายหลังงานโฉมหน้าจีนใหม่ในตอนต้นปี 2517 ทำให้เรื่องราวของ “จีนแดง” และ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” ทะลักออกมาสู่เวทีเปิดในสังคมไทยมากขึ้น

และผลสืบเนื่องเรื่องหนึ่งที่คนรุ่นผมอยากรู้ต่อมาก็คือ เรื่องราวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เพราะเป็นประเด็นที่ถูกปิดเป็นความลับมานาน…

ยิ่งปิดก็ยิ่งอยากรู้ เป็นความอยากรู้ของนิสิตรัฐศาสตร์ที่สนใจการเมืองในท่ามกลางกระแสซ้ายที่กำลังขยับตัวสูงขึ้น

แล้วกระแสนี้ก็พาพวกเราเข้าสู่ความเป็น “นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย” ในเวลาต่อมา

หลังจากปี 2517-2518 แล้ว กระแสซ้ายเป็นดัง “ลมตะวันออก” ที่พัดแรงไปทั่วทั้งขบวนนักศึกษาไทย

พรรคไทย-พรรคจีน

ในท่ามกลางการเคลื่อนตัวของกระแสซ้ายที่สูงขึ้น ความใคร่รู้ในเรื่องของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้วชุดความคิดเรื่องการปฏิวัตินั้นผูกโยงกับปัญหาสงครามปฏิวัติอย่างแยกไม่ออก

และขณะเดียวกันการปฏิวัติไทยก็มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

ข้อมูลของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไทยมองว่า จุดเริ่มต้นของคอมมิวนิสต์ในไทยมาจากการขับเคลื่อนของสากลที่สามที่ต้องการให้มีการขยายการจัดตั้งในเอเชีย อันนำไปสู่การจัดตั้ง “องค์กรคอมมิวนิสต์แห่งตะวันออกไกล” (The Communist Far East Bureau) ในปี 2465 เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการดำเนินงานในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และต่อมาในปี 2466 ได้มีสมาชิกจีนจำนวน 6 คน เดินทางมาจากเซี่ยงไฮ้ เพื่อเข้าทำงานจัดตั้งกับพี่น้องชาวจีนในไทย (มากกว่าจะเน้นคนไทย)

และในปี 2468 โฮจิมินห์จึงได้ส่งคนเข้าจัดตั้งชาวเวียดนามในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อการต่อต้านฝรั่งเศสเป็นหลัก

จนในปี 2469 ทางจีนได้จัดตั้ง “คณะกรรมการทะเลใต้” ขึ้นเพื่อเป็นจุดประสานงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี 2470 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคคอมมิวนิสต์ทะเลใต้”

เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไทยเชื่อว่า สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ามาในไทยมากขึ้นหลังจากการกวาดล้างใหญ่ในจีนในช่วงปี 2470-2472

ต่อมามีการยุบพรรคคอมมิวนิสต์ทะเลใต้ในปี 2473 และโอนภารกิจให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์มลายาในการดูแลงานจัดตั้งในมลายาและสยาม อันนำไปสู่การกำเนิดของพรรคคอมมิวนิสต์สยามในปี 2474

ข้อมูลอาจจะไม่ตรงกับงานของอาจารย์มูราชิมาทีเดียวนัก (กำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์สยาม, มติชน, 2555) ที่บันทึกไว้ว่า พรรคนี้เกิดขึ้นในปี 2473 จากการจัดตั้งของโฮจิมินห์และบรรดาแกนนำชาวเวียดนาม

ในขณะที่ข้อมูลของสหายรุ่นเก่าบางส่วนเล่าว่า มีชาวยุโรปเข้ามาทำงานเพื่อรวมหน่วยเยาวชนจีนและเวียดนามเป็นพรรคสยาม… จุดเริ่มต้นของขบวนคอมมิวนิสต์ในไทยยังเป็นหัวข้อวิจัยได้เสมอ

ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ไทยให้น้ำหนักกับบทบาทของนักเคลื่อนไหวชาวจีนที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อพรรคคอมมิวนิสต์ไทย (มากกว่าจะมองถึงอิทธิพลของชาวคอมมิวนิสต์เวียดนาม)

แม้การจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในวันที่ 1 ธันวาคม 2485 ประกาศผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงของจีนและเวียดนาม

แต่การดำเนินการในช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะมีคนไทยเป็นสมาชิกจำนวนไม่มากนัก

และหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีนในปี 2492 แล้ว สภาวะความเป็น “สมาชิกซ้อน” (พคจ/ท) ของพรรคจีนและพรรคไทยของสมาชิกบางคนเห็นได้ชัดเจน และพรรคจีนเสนอให้ถอนคนเหล่านี้กลับประเทศ

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพรรคทั้งสองดำรงอยู่อย่างลึกซึ้งและแนบแน่น

จีนกับสงครามปฏิวัติไทย

ความสัมพันธ์พรรคไทย-จีนดำรงอยู่อย่างยาวนาน และอีกด้านหนึ่งความสัมพันธ์พรรคไทย-เวียดนามก็มีความยาวนานเช่นกัน

ว่าที่จริงแล้วพรรคไทยไม่สามารถละทิ้งความสัมพันธ์ทั้งสองแกนนี้ได้ เพราะรายงานของหน่วยงานความมั่นคงไทยระบุว่า สมาชิกพรรคไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการฝึกทางการเมืองและการทหารมาจากทั้งจีนและเวียดนาม

แต่ความสัมพันธ์กับจีนดูจะมีมากขึ้น เช่น การประกาศสุนทรพจน์ของชาวพรรคไทยผ่านสถานีวิทยุแห่งนี้ ต่อมาในปี 2505 จึงมีการจัดตั้ง “สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” (สปท.) ในภาคใต้จีนเพื่อกระจายเสียงมายังไทย

และท่าทีที่ใกล้ชิดกับพรรคจีนเห็นได้ชัดในเดือนกรกฎาคม 2507 เมื่อพรรคไทยออกแถลงการณ์ประณาม “ลัทธิแก้” ของสหภาพโซเวียตตามแนวทางของพรรคจีน อันเป็นดังการประกาศจุดยืนของพรรคไทย

จุดสำคัญของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเห็นได้ชัดอีกครั้งในตอนต้นปี 2508 เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศจีน จอมพลเฉิน ยี่ ประกาศถึงการกำเนิดของสงครามประชาชนในไทย

และในเดือนสิงหาคมของปีนี้ สงครามของพรรคไทยหรือ “วันเสียงปืนแตก” ได้เริ่มขึ้นที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม… สงครามปฏิวัติไทยเปิดฉากขึ้นแล้ว

แต่ด้วยคำประกาศของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ทำให้สงครามปฏิวัติไทยถูกตีความว่าเป็น “สินค้าส่งออก” จากปักกิ่ง

แม้จีนจะแสดงออกอย่างชัดเจนในการสนับสนุนสงครามในไทย แต่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงเชื่อว่า สงครามประชาชนในไทยเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจีนในการ “ป้องปราม” การขยายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐ

และสงครามที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณว่า จีนพร้อมสนับสนุนให้เกิดการก่อความไม่สงบในไทย ถ้ามีการอนุญาตให้สหรัฐขยายบทบาทในประเทศ

สภาวะเช่นนี้จึงมีการตีความว่า เสียงปืนแตกมาจากการขยายบทบาทและกิจกรรมทางทหารของสหรัฐ (ที่เห็นได้ชัดในปี 2508) มากกว่าจะมาจากเงื่อนไขภายในของการเมืองไทย

หรือในมุมมองของนักวิเคราะห์อเมริกันก็คือ สงครามปฏิวัติไทยผูกอยู่กับการสนับสนุนจากจีนเพื่อใช้ในการต่อต้านสหรัฐ

การตีความเช่นนี้เป็นผลมาจากแถลงการณ์ของ พคท. จะมีประเด็นการต่อต้านสหรัฐเป็นเรื่องหลักเสมอ

หรือในช่วงปี 2503 สำนักข่าวปักกิ่งประกาศสนับสนุนการจัดตั้ง “แนวร่วมรักชาติเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทย” และในปี 2504 มีการเรียกร้องให้มีการก่อตั้งแนวร่วมเพื่อขับไล่จักรวรรดินิยมอเมริกัน เป็นต้น

อีกทั้งมีการมองว่า สงครามปฏิวัติไทยคือเครื่องมือที่จะใช้ป้องปรามไม่ให้สงครามของอเมริกันในเวียดนามขยายตัวมากเกินไปจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อจีน (เปรียบเทียบได้กับกรณีสงครามเกาหลีในปี 2493 ที่จีนไม่ต้องการให้สงครามเข้าใกล้จีน)

คำถามที่ไม่มีคำตอบ

แม้พรรคไทยและจีนจะมีความใกล้ชิดกันอย่างมาก แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐมีความเห็นว่า ความช่วยเหลือจากจีนนั้น ไม่ได้สูงมากนัก จนเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว (แต่ก็มิหมายความว่าสหรัฐควรจะละเลยสิ่งนี้) เป็นแต่เพียงมีการแสดงออกด้วยการโฆษณาทางการเมืองมาก จนรู้สึกว่าความช่วยเหลือนี้มีเป็นจำนวนมาก

ซึ่งในด้านหนึ่งก็อาจจะต้องถือว่าเป็นข้อดีที่ทำให้สงครามก่อความไม่สงบในไทยไม่ขยายตัว และไม่กลายเป็นปัจจัยให้สหรัฐขยายเป็นสงครามใหญ่ดังเช่นที่เกิดในเวียดนาม (และขณะเดียวกันสถานทูตอเมริกันที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ต้องการให้สงครามขยายตัวในไทยด้วย)

แต่แม้ความช่วยเหลือจากจีนจะไม่มากในสายตาตะวันตก แต่จีนกลายเป็น “หลังพิง” ที่สำคัญของพรรคไทย และความช่วยเหลือหลักและชุดอุดมการณ์ยังมาจากจีนด้วย

ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธถึงพื้นที่หลังพิงที่สำคัญทั้งในลาวและเวียดนามไม่ได้ การเชื่อมต่อกับจีนในทางภูมิศาสตร์จำเป็นต้องผ่านทางลาว และทั้งยังจำเป็นต้องอาศัยพื้นที่ของเวียดนามเป็นฐานสนับสนุนหลักเช่นกันด้วย

พรรคไทยในขณะนั้นอาจจะไม่เคยตั้งข้อสงสัยว่า ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามจะดำรงอยู่อย่างถาวรหรือไม่ ทั้งที่ความสัมพันธ์จีน-โซเวียตในฐานะของ “พี่ใหญ่” ในค่ายสังคมนิยมได้แตกหักให้เห็นมาแล้ว

และพรรคไทยเคยคิดต่อหรือไม่ว่า ในอีกด้านหนึ่งความสัมพันธ์เวียดนาม-โซเวียตกลับทวีความใกล้ชิดมากขึ้นบนเงื่อนไขสงครามเวียดนาม

และขณะเดียวกันความช่วยเหลือของรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารมีจุดมุ่งหมายที่ต้องลดอิทธิพลจีนต่อเวียดนามลง

ดังนั้น ถ้าต้องเลือก พรรคเวียดนามจะเลือกโซเวียตหรือจีน และการเลือกตั้งจะกระทบพรรคไทยเพียงใด

เวียดนามได้รับอาวุธจากโซเวียต เช่น เครื่องบินรบ เรดาร์ ปืนใหญ่ ระบบป้องกันทางอากาศ (ปืนและจรวด) อาวุธประจำการ เครื่องกระสุน อาหาร และเวชภัณฑ์ และรายงานข่าวกรองของสหรัฐเชื่อว่า มีเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาทางทหารโซเวียตประจำในเวียดนามประมาณ 15,000 คน และทหารประมาณ 3,000 นายทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการยิงอาวุธต่อสูอากาศยาน

แต่พรรคไทยเชื่อว่าความสัมพันธ์จะไม่ผันแปรเป็นอื่น เพราะจีนส่งทหารและทหารช่างมาช่วยเวียดนามเหนือจากปี 2508-2514 มากกว่า 320,000 คน และมีจำนวนสูงสุดถึง 170,000 คนในปี 2510

นอกจากนี้จีนยังสนับสนุนรถถัง รถบรรทุก และปืนใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก เวียดนามจึงไม่น่าจะทิ้งจีน

แต่จุดผลิกผันเริ่มขึ้นในปี 2511 เมื่อมีการลงนามความตกลงทางเศรษฐกิจและการทหารฉบับใหม่ อันเป็นสัญญาณความใกล้ชิดที่มากขึ้นของสองประเทศ

ด้านหนึ่ง เป็นเพราะโซเวียตต้องการขยายบทบาทในเอเชีย

และอีกด้าน เป็นผลจากความแตกแยกกับจีน ดังนั้นจากปีดังกล่าวเป็นต้นมา โซเวียตมีฐานะเป็นผู้สนับสนุนหลักแก่เวียดนามเหนือ ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจ

และน่าสนใจว่า พรรคไทยมองปัญหานี้อย่างไรถ้าวันหนึ่งต้องเลือกข้าง จะเลือกอย่างไร

เป็นไปได้ไหมที่จะอยู่โดยไม่เลือก!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา