G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หากมหาอำนาจ G2 คือผู้สถาปนากฎเกณฑ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับอธิปไตยแห่งรัฐ
กลุ่มอำนาจที่แทรกตัวเข้ามาครอบครองการจัดระเบียบโลกในมิติเศรษฐกิจและการพาณิชย์กลับไม่ใช่รัฐชั้นรอง หากแต่เป็นกลุ่มบรรษัทข้ามชาติเทคโนโลยีที่กุมทุนสะสมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
นั่นคือ Magnificent 7 (M7) อันประกอบด้วย Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Meta และ Tesla
สิ่งที่ยกระดับให้ M7 เหนือกว่ายักษ์ใหญ่ทางอุตสาหกรรมในอดีต คือขนาด “ทุนเชิงโครงสร้าง” ที่ก้าวข้ามขอบเขตอธิปไตยทางกายภาพ ด้วยมูลค่าตลาดรวมกันที่ทะยานทะลุ 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
M7 กุมสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของดัชนี S&P 500 ทั้งหมด
หากลองจินตนาการโดยนำมูลค่าทุนสะสมของ M7 มารวมกันเป็นผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศหนึ่ง พวกเขาจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
แซงหน้า GDP ของจีนเป็นบางช่วง ยุโรปทั้งทวีป หรือสหราชอาณาจักร
โดยเป็นรองเพียงแค่มูลค่าเศรษฐกิจรวมของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
สเกลทางทุนที่ใหญ่โตมหาศาลนี้เองที่แปลงสภาพให้ M7 กลายเป็นกลุ่มอำนาจไม่สังกัดรัฐ (Non-State Actors) ที่มีอิทธิพลในการกำหนดระเบียบโลกใหม่ในระดับที่สั่นคลอนและท้าทายอำนาจของรัฐอธิปไตย
M7 ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมกลไกการแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า การกระจายทุน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบโลกไว้ทั้งหมด
พวกเขาดำเนินกิจการในฐานะรัฐอธิปไตยดิจิทัลที่มีนโยบายการต่างประเทศของตนเอง
มีแผนการลงทุนระดับโครงสร้างพื้นฐานข้ามทวีป
และมีเขตอำนาจเหนือกำลังการบริโภคและการรับรู้ของประชากรโลกนับพันล้านคน
ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง M7 กับ G2 ไม่ใช่การสยบยอมภายใต้กฎหมายของรัฐอเมริกัน แต่เป็นสภาวะพึ่งพาอาศัยและต่อรองเชิงยุทธศาสตร์
ในด้านหนึ่ง M7 คือเครื่องยนต์หลักที่ตรึงให้ทุนนิยมอเมริกันครองความเหนือกว่าในเศรษฐกิจโลก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง M7 ก็พร้อมคานอำนาจกับรัฐบาลวอชิงตันเพื่อปกป้องห่วงโซ่อุปทาน การเข้าถึงวัตถุดิบ และฐานผู้บริโภคข้ามชาติไม่ให้ถูกทำลายโดยนโยบายความมั่นคงที่โต้งต้างจนเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อมโยงระหว่าง M7 กับมหาอำนาจ G2 ยังหยั่งรากลึกเข้าสู่อภิมหาโครงสร้างด้านความมั่นคง ข่าวกรอง และการทหารในระดับที่แยกขาดจากกันไม่ได้
M7 ไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายสินค้าแก่ผู้บริโภคทั่วไป แต่คือกระดูกสันหลังของจักรวรรดิการทหารอเมริกัน ผ่านการผูกขาดระบบคลาวด์ความมั่นคงขั้นสูงสุด
การให้สถาปัตยกรรมชิป AI ขับเคลื่อนโครงการวิเคราะห์เป้าหมายในสนามรบและการประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยข่าวกรอง รวมถึงการวางระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ระดับชาติ M7 จึงเป็นผู้ถือครองเทคโนโลยีสองทาง (Dual-Use Technology) ที่สามารถเปลี่ยนจากซอฟต์แวร์พาณิชย์ให้กลายเป็นยุทโธปกรณ์ทางทหารได้ทันที
สภาวะพึ่งพิงนี้ทำให้ M7 ไม่ได้เป็นเพียงลูกจ้างของรัฐบาลวอชิงตัน
แต่เป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่บังคับให้รัฐมหาอำนาจต้องปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา เพื่อรักษาดุลอำนาจทางการทหารและการข่าวกรองไม่ให้พ่ายแพ้ต่อโครงข่ายเทคโนโลยีของฝั่งจีน
ในอีกฟากหนึ่งของสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ แม้จีนจะมีกลุ่มยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของตนเอง ทั้ง Dragon 7 (D7) อย่าง Tencent, Alibaba, PDD Holdings, BYD, Xiaomi, Meituan, Baidu และกลุ่มสตาร์ตอัพปัญญาประดิษฐ์ Six AI Tigers (T6) อย่าง Moonshot AI, Zhipu AI, MiniMax, StepFun, Baichuan และ 01.AI ที่เร่งพัฒนาผ่านสถาปัตยกรรมโมเดลแบบโอเพนซอร์สอย่าง DeepSeek และ Qwen
ทว่า เมื่อวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของอำนาจในการจัดระเบียบโลก องค์กรเทคโนโลยีของจีนยังคงดำเนินบทบาทภายใต้กรอบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
บริษัทเทคโนโลยีของจีนแข่งขันกันอย่างดุเดือดและเติบโตหลักๆ อยู่ภายในตลาดประเทศจีนและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
พวกเขาเน้นการสร้างโมเดลแบบ open-weight เพื่อลดต้นทุนประมวลผลและผลดันเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์เข้าสู่ตลาดโลก
แต่พวกเขายังคงต้องดำเนินงานภายใต้การกำกับเชิงยุทธศาสตร์ที่เบ็ดเสร็จของรัฐบาลปักกิ่ง
และยังไม่สามารถสถาปนากลไกการจัดเก็บค่าต๋งดิจิทัล (Digital Rents) จากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขั้นสูงได้
ต่างจาก M7 ที่ผูกขาดโครงสร้างพื้นฐาน สถาปัตยกรรมคลาวด์ และแพลตฟอร์มหลักของโลกที่เหลือทั้งหมดไว้อย่างเป็นระบบ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ M7 มีอิทธิพลในการสถาปนาระเบียบโลกใหม่ได้อย่างไร้ข้อแย้ง เกิดจากการผูกขาดคอขวดเชิงโครงสร้างสำคัญสามประการที่เกือบจะไม่มีรัฐใดตามทัน
ประการแรก คือคอขวดด้านพลังประมวลผลและสถาปัตยกรรมดิจิทัล โดยมี Nvidia เป็นผู้ผูกขาดฮาร์ดแวร์ประมวลผล AI ชั้นสูง ร่วมกับบริการคลาวด์ขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon และ Alphabet ที่ทำหน้าที่เป็นสมองกลหลักและคลังข้อมูลของโลก
ใครก็ตามในโลกที่ต้องการสร้างนวัตกรรมหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาและสยบยอมต่อโครงสร้างพื้นฐานของ M7
ประการที่สอง คือคอขวดด้านช่องทางการกระจายและอินเตอร์เฟซผู้ใช้ ผ่านระบบปฏิบัติการ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Apple และ Meta ซึ่งครอบครองประตูสู่วิถีชีวิต ประสบการณ์ และความคิดของประชากรโลก M7 จึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดเกณฑ์การเข้าถึงตลาด ชี้นำการรับรู้ข้อมูลของสังคม และจัดเก็บส่วนแบ่งจากทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม และประการสุดท้าย คือคอขวดด้านการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลเข้ากับโลกกายภาพ ดังเช่น Tesla ที่กำลังขยายขอบเขตจากซอฟต์แวร์ไปสู่ยานยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และโครงข่ายพลังงาน
ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การควบคุมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพในชีวิตประจำวันของมนุษย์ในระดับรากฐาน
ทว่า สิ่งที่น่าพรั่นพรึงที่สุดของอิทธิพล M7 ไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงทางการทหาร
แต่คือการที่พวกเขาสามารถแทรกซึมและหล่อหลอมวิถีชีวิตของมนุษย์ได้โดยแทบไร้การกำกับดูแลจากรัฐ (Minimal Governance)
ในขณะที่กฎหมายของรัฐอธิปไตยต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอันล่าช้า
M7 กลับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชากรโลกได้ทันทีเพียงแค่การอัพเดตอัลกอริธึม
อิทธิพลที่ปราศจากการตรวจสอบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาท ความคิด และสุขภาพจิตของผู้คน ผ่านการออกแบบระบบสแกนและล่อลวงความสนใจที่กระตุ้นให้เกิดความเปรียบเทียบ ความอ้างว้าง และภาวะติดหน้าจอ
ยิ่งไปกว่านั้น อัลกอริธึมของ M7 ยังเข้าแทรกซึมลึกถึงสถาบันครอบครัว ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ และบิดเบือนการรับรู้ความจริงของสังคมผ่านฟองสบู่ข้อมูล
ส่งผลให้ M7 มีอำนาจเหนือจิตวิญญาณและความสัมพันธ์ของมนุษย์ในระดับที่รัฐบาลใดๆ ในโลกไม่เคยทำได้มาก่อน
ปรากฏการณ์เชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ M7 ได้สถาปนาระบบการจัดเก็บภาษีภาคเอกชนระดับโลก (Global Corporate Tax) ขึ้นมาโดยสมบูรณ์และไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
ทุกรัฐบาล ทุกองค์กร และทุกธุรกิจในโลกที่เหลือที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล จำเป็นต้องแบ่งปันส่วนต่างกำไรให้แก่ M7 ไม่ว่าจะในรูปแบบของค่าบริการคลาวด์ ค่าธรรมเนียม API ค่าโฆษณา หรือส่วนแบ่งบนแอพสโตร์
ในขณะที่ G2 ทำสงครามทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์เพื่อแย่งชิงเขตอิทธิพลเชิงพื้นที่
M7 กลับทำหน้าที่เป็นผู้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ เป็นผู้สถาปนาอธิปไตยไซเบอร์ และเป็นผู้ชี้นำสภาวะจิตใจของมนุษย์ แปลงความพึ่งพาทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมระดับบุคคลให้กลายเป็นอำนาจในการกำหนดทิศทางโลกที่ยากจะสั่นคลอน
อาทิตย์หน้า ตอนที่ 3 ตอนสุดท้าย : “โลกที่เหลือ”
เมื่อถูกบีบจากทั้ง G2 และ M7 ประเทศที่เหลือจะเลือกข้าง ถ่วงดุล หรือรวมพลังสร้างทางเลือกของตัวเอง?
โปรดติดตาม
