bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข : การเมืองหลังเลือกตั้ง Grand Scenarios 2562

31.01.2019

การเมืองหลังเลือกตั้ง (1) Grand Scenarios 2562

“บัตรออกเสียงเลือกตั้งแข็งแรงกว่าลูกกระสุน”

“The ballot is stronger than the bullet”

ประธานาธิบดีลินคอล์น

ยุทธบทความขอต้อนรับรับปีใหม่นี้ด้วยคำกล่าวที่ถือเป็นหนึ่งใน “วรรคทอง” ของวงการเมือง และเป็นหนึ่งในประโยคสำคัญของประธานาธิบดีลินคอล์น ผู้นำที่พาประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านข้ามสงครามกลางเมือง และสามารถรักษาความเป็นเอกภาพของประเทศไว้ได้

วรรคทองนี้มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเตือนสติผู้นำในระบอบอำนาจนิยม ที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการค้ำประกันของ “อำนาจปืน” เสมอ

เพราะไม่ว่า “ปืน” จะช่วยค้ำอำนาจเพียงใดก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วความชอบธรรมมาจาก “บัตรเลือกตั้ง”

บทความนี้ยังขอต้อนรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และคงต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านที่จะตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ โดยผู้เขียนต้องการนำเสนอการมองสถานการณ์หลังการเลือกตั้งจากตัวแบบจำลองในภาพรวมที่เป็นมหภาค

และอยากเรียกการจำลองนี้ว่าเป็น “grand scenarios” คือมองผ่านปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (factors) 12 ประการ ที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์การเลือกตั้ง (outcomes) ออกมา 2 รูปแบบ

และผลเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญหา (problems) 2 ประการ อันจะนำไปสู่สถานการณ์ (scenarios) 2 ตัวแบบ

ดังนั้น หากทดลองสร้างออกมาในรูปแบบของสมการกึ่งคณิตศาสตร์ จะเป็นดังนี้ 12 ปัจจัย (F) x 2 ผลลัพธ์ (O) x 2 ปัญหา (P) = 2 ตัวแบบสถานการณ์ (S)

12 ปัจจัย

1)ความเข้มข้นทางการเมือง การแข่งขันทางการเมืองด้วยการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 นี้จะมีความเข้มข้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ อันเป็นผลจากปัญหาความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนานของการต่อสู้ของความคิดทางการเมือง 2 ชุดคือ “เสรีนิยม vs เสนานิยม” (Liberalism vs Militarism)

แม้ฝ่ายเสนานิยม (ซึ่งมีนัยรวมถึงฝ่ายอนุรักษนิยมด้วย) จะเป็นผู้ชนะด้วยการทำรัฐประหารถึง 2 ครั้งต่อเนื่องกันคือ ในปี 2549 และ 2557 แต่ก็เป็นชัยชนะที่ไม่มีความมั่นคงในตัวเอง (เป็นข้อสังเกตว่าในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี เกิดรัฐประหารในการเมืองไทยถึงสองครั้ง)

ดังจะเห็นได้ว่าหลังรัฐประหาร 2549 แล้ว ฝ่ายเสนานิยมก็พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2550 และตามมาด้วยรัฐประหาร 2557 แต่การสร้าง “รัฐทหาร” อย่างยาวนานเช่นในอดีตเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน

และในที่สุดแล้วรัฐบาลทหารต้องกลับสู่การเลือกตั้งอีกครั้ง

การเลือกตั้ง 2562 จึงเป็นเสมือน “การเดิมพัน” ครั้งสำคัญของฝ่ายเสนานิยมและอนุรักษนิยม อันส่งผลให้การแข่งขันครั้งนี้มีความเข้มข้นในตัวเอง

การแข่งขันทางการเมืองครั้งนี้จึงเห็นได้ชัดถึงความพยายามอย่างมากของรัฐบาลทหารที่จะต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป

จนหลายฝ่ายกังวลว่าความต้องการเช่นนี้จะทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่มีความโปร่งใส

และด้วยบริบทของประวัติศาสตร์ทหารกับการเมืองไทย ไม่มีใครเชื่อว่ารัฐบาลทหารจะยอมถอยออกไป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

2)แรงต้านและผลสืบเนื่อง แรงต่อต้านรัฐบาลทหารเป็นผลมาจากหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า “แรงกด=แรงต้าน” (action=reaction)

ดังนั้น การปิดกั้นทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2557 ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร จึงเป็นการสะสมแรงต้านในตัวเอง

และจะส่งผลโดยตรงต่อสภาวะทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่เมื่อการเมืองถูกเปิดออกแล้ว จะเป็นเสมือนกับการเปิด “กล่องแพนโดรา” (Pandora Box)

กล่าวคือ ปัญหาและความขัดแย้งที่ถูกเก็บไว้ในกล่องย่อมจะระเบิดออกมา ในระดับหนึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับการเปิดกล่องนี้หลังการล้มลงของรัฐบาลทหารในปี 2516 ที่ตามมาด้วยการเรียกร้องและการประท้วงเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อการเมือง 2562 เปิดด้วยการเลือกตั้งแล้ว การปิดกั้นที่เคยใช้อำนาจของมาตรา 44 และการดำเนินการแบบอำนาจนิยม เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้

การสิ้นสุดอำนาจในการควบคุมทางการเมืองจะนำไปสู่สภาวะ 3 ประการคือ

1) การเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ ที่ถูกกดไว้

2) การประท้วงในเรื่องที่ถูกปิดกั้นซึ่งจะมุ่งเป้าไปที่ผู้นำรัฐบาลทหาร

และ 3) การเปิดโปงในเรื่องที่ถูกปิดไว้ด้วยอำนาจของรัฐบาลทหาร และคาดไม่ยากนักว่า ผลสามประการเช่นนี้จะกระทบอย่างมากกับผู้นำรัฐบาลทหารเดิม

แม้ในบางเรื่องพวกเขาจะอ้างว่ามีอำนาจของมาตรา 44 คุ้มครองก็ตาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำเหล่านี้หลังการเลือกตั้งแล้วจะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน

3)พลังเงียบ ผลการเลือกตั้งในทุกประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างยาวนานเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

เพราะหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจจะไม่ปรากฏเป็นตัวเลขบนโพลก็คือ เสียงของพลังเงียบ (silent majority) ที่พวกเขาเฝ้าดูการเมือง และมีคำตัดสินอยู่ในใจตนเอง

แต่อาจจะไม่ใช่คนที่ตอบโพล

การเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะเห็นถึงเสียงของคนในส่วนนี้ และอาจรวมถึงคนที่เป็นพลังเงียบที่พวกเขาไม่อาจแสดงออกได้ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร

โดยเฉพาะคนในส่วนหลังนี้เป็นเสียงที่ละเลยไม่ได้

เพราะในช่วงของการมีอำนาจของรัฐบาลทหารนั้น ความเห็นต่างกลายเป็น “อาชญากรรม” จึงทำให้คนเป็นจำนวนหนึ่ง “ปิดปาก” ในการแสดงออก

แต่คนเหล่านี้น่าจะไม่ “ปิดปากกา” ในวันลงเสียง

4)วันพิพากษา ดังได้กล่าวแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการ “เดิมพัน” ครั้งสำคัญของรัฐบาลทหาร ที่มีพรรคทหารเป็นเครื่องมือหลักในการแข่งขัน

ฉะนั้น การกำเนิดของ “พรรคพลังประชารัฐ” จึงเป็นดังการหลอมรวมจิตวิญญาณครั้งใหญ่ของพรรคเสรีมนังคศิลา+พรรคสหประชาไทย+พรรคเสรีธรรม

การตั้งพรรคทหารครั้งนี้จึงเป็นการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตของผู้นำรัฐประหาร

และคาดหวังอย่างมากถึงชัยชนะไม่ต่างจากผู้นำทหารในยุคก่อน

แต่สุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะพิพากษาว่า พรรคทหารจะยังควรมีที่ยืนต่อไปในสังคมไทยหรือไม่ เพราะพรรคเช่นนี้เป็นเพียง “พรรคเฉพาะกิจ” ที่รองรับการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหาร

ไม่ได้มุ่งประสงค์ที่จะทำงานการเมืองในระยะยาวแต่อย่างใด

5)บทบาททหาร สิ่งที่เป็นคำถามอย่างมากในปัจจุบันก็คือ

ทหารจะมีบทบาทต่อการเลือกตั้งเพียงใด แม้คำถามนี้อาจจะตอบอย่างชัดเจนไม่ได้

แต่วันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าสถาบันทหาร (กองทัพ) กับรัฐบาลทหารไม่ใช่เนื้อเดียวกันเช่นในช่วงหลังรัฐประหาร

ดังนั้น โอกาสที่จะเห็นผู้นำทหารที่ยังเป็นทหารประจำการออกมากระทำการให้เกิดการเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของทหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตเช่นในตัวแบบของการโกงการเลือกตั้งในปี 2500 น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

หรือโอกาสที่กองทัพจะเป็น “กลไกเลือกตั้ง” ของรัฐบาลทหารอย่างเต็มที่ ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด

แม้นอาจจะ “ทหารนอกแถว” บางส่วนเสี่ยงทำ

แต่พวกเขาก็ต้องเสี่ยงกับการถูกเปิดโปงและร้องเรียน และผู้นำกองทัพต้องตระหนักอย่างมากถึงผลของการกระทำเช่นนั้นต่อสถานะของสถาบันทหารในอนาคต

6)บทบาทสื่อใหม่ บทบาทของสื่อโซเชียลปรากฏให้เห็นชัดเจนจากกรณีอาหรับสปริง

แม้สื่อนี้ในการเมืองไทยจะยังไม่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่เช่นในโลกอาหรับ

แต่ผลของสื่อนี้มีส่วนอย่างมากต่อกำหนด “ภูมิทัศน์ใหม่” ที่ทำให้สื่อใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญของการแข่งขันทางการเมือง

และทั้งยังมีส่วนต่อการสร้างพื้นที่และประชามติเช่นตัวอย่างของเพลง “ประเทศกูมี” ที่ส่งผลสะเทือนต่อสถานะของรัฐบาลทหารอย่างเห็นได้ชัดมาแล้ว

และปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อนี้มีส่วนทำให้ “เครดิต” ของรัฐบาลทหารตกต่ำลง

ดังนั้น เมื่อการเมืองเปิดออก และอำนาจในการควบคุมของผู้นำรัฐบาลทหารไม่ได้มีเช่นเดิม

การวิพากษ์วิจารณ์ตลอดรวมถึงการแข่งขันในพื้นที่ของสื่อใหม่จะทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน

และน่าสนใจว่าโลกไซเบอร์จะมีส่วนต่อการกำหนดภูมิทัศน์และทิศทางการเมืองไทยอย่างไรในอนาคต

7)คนรุ่นใหม่ การขยายบทบาทของสื่อใหม่ยังมาพร้อมกับการมาของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นคนเจน Z หรือในอีกส่วนหนึ่งอาจจะมีนัยถึงนิสิตนักศึกษา

ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งยังไม่เคยถูกวัดผล เพราะไม่มีโอกาสเลือกตั้งมาก่อน

เสียงของคนเหล่านี้น่าจะมีทิศทางไปในทางที่เป็นเสรีนิยม มากกว่าจะอยู่ภายใต้กระแสเสนานิยม/อนุรักษนิยม

การเลือกตั้งในปี 2562 จึงเป็นดังดัชนีวัดบทบาทของคนรุ่นใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง การกำเนิดของพรรคการเมืองที่นำเสนอในรูปแบบของความเป็น “พรรคคนรุ่นใหม่” ก็เป็นอีกประเด็นที่จะถูกทดสอบในการเลือกตั้งครั้งนี้

และหากพรรคในตัวแบบเช่นนี้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากขึ้น

ก็อาจเป็นแรงจูงใจสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

8)ประชาสังคมอ่อนแอ รัฐประหารที่มีรากฐานมาจากความขัดแย้งอย่างยาวนานในสังคมไทย เป็นปัจจัยที่ทำลายความโอกาสการเติบโตของภาคประชาสังคมอย่างน่าเสียดาย

ภาคประชาสังคมเช่นที่เป็นความคาดหวังในการกระบวนการสร้างประชาธิปไตยไทยเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ด้วยความอ่อนแอ และไม่มีบทบาทที่เป็นจริง

เว้นแต่บทบาทในการตรวจสอบเช่นกรณีของวีระ สมความคิด ศรีสุวรรณ จรรยา และส่วนที่อยู่กับพรรคการเมืองเช่น เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ (พรรคเพื่อไทย) วิลาศ จันทร์พิทักษ์ (พรรคประชาธิปัตย์)

ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ประชาธิปไตยไทยจะมีระบบตรวจสอบอย่างไรเมื่อภาคประชาสังคมไม่ตัวตนและ/หรืออ่อนแอ

(หรือที่พูดล้อเล่นในวงวิชาการว่า สังคมไทยมี “society” แต่ไม่มี “civil”)

9)ปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลทหารประสบปัญหาความเชื่อมั่นอย่างมากกับสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ แม้รัฐบาลทหารจะพยายามอย่างมากในการชูตัวเลขของการพัฒนาเศรษฐกิจ

แต่ตัวเลขเหล่านี้อยู่ในกระดาษมากกว่าจะเป็นสตางค์ในกระเป๋าของประชาชน

ในขณะที่เศรษฐกิจภาคประชาชนอยู่ในภาวะถดถอย เศรษฐกิจของกลุ่มทุนและชนชั้นนำกลับอยู่ในภาวะเฟื่องฟู

หรือกล่าวเป็นข้อสรุปเชิงภาพลักษณ์ได้ว่า “โตยอดหญ้า ตายรากหญ้า”

ภาวะเช่นนี้ยังเห็นได้ชัดจากราคาตกต่ำของสินค้าเกษตรที่เป็นรากฐานชีวิตของประชาชน

ผลจากภาวะเช่นนี้ทำให้น่าสนใจว่ารัฐบาลจะชนะเสียงในชนบทได้จริงเพียงใด

แม้จะต้องทุ่มเทด้วยนโยบายประชานิยมที่พวกเขาต่อต้านและประณามมาก่อน

ดังจะเห็นถึงการใช้นโยบายแบบประชานิยมของรัฐบาลทหารในการสร้างความนิยมในต่างจังหวัด และน่าสนใจว่า “เสนาประชานิยม” นี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้รัฐบาลทหารชนะเลือกตั้งได้หรือไม่

10)ชนชั้นกลาง คนชั้นกลางเป็นกลุ่มบุคคลที่น่าสนใจเสมอในการเลือกตั้งของทุกประเทศ

ในเวทีความขัดแย้งไทย คนกลุ่มนี้ตัดสินใจเลือกความคิดแบบเสนานิยม+อนุรักษนิยม

จนกล่าวได้ว่าเป็นความขัดแย้งของทฤษฎีรัฐศาสตร์เดิมที่เชื่อว่า ชนชั้นกลางคือรากฐานของกระบวนการสร้างประชาธิปไตย

แต่จากรัฐประหาร 2549 และ 2557 ชนชั้นกลางในเมืองของไทยกลายเป็นผู้สนับสนุนรัฐประหาร หากผลของภาวะเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการบริหารภาครัฐของรัฐบาลทหารท้าทายอย่างมากว่า ชนชั้นกลางไทยจะยังยืนกับรัฐบาลต่อไปอีกหรือไม่

โดยเฉพาะชนชั้นกลางในระดับกลางและในระดับล่าง (lower middle class) น่าจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ซึ่งอาจจะเทียบได้กับพวก “เสื้อกั๊กเหลือง” ในฝรั่งเศส ที่ปัญหาทางเศรษฐกิจนำไปสู่การประท้วงใหญ่

11)ปัจจัยนโยบาย การเมืองไทยนับจากชัยชนะของพรรคไทยรักไทยในปี 2544 แล้ว เห็นได้ชัดถึงการให้ความสำคัญกับปัจจัยนโยบายพรรค

แต่เดิมนั้นมีความเชื่อเป็นพื้นฐานว่า การเมืองไทยเป็นเรื่องของตัวบุคคลและผูกพันอยู่กับตัวบุคคล นโยบายจึงมักถูกมองว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ในการต่อสู้ทางการเมือง และเชื่อเสมอว่าตัวบุคคลสำคัญกว่านโยบาย

แต่หลังจากปี 2544 ปัจจัยนโยบายได้รับการให้ความสำคัญมากขึ้น

อันส่งผลเชิงบวกกับการพัฒนาการเมืองไทยที่พรรคการเมืองหันมาสนใจในการสร้างนโยบายมากขึ้น

และหวังว่านโยบายจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคได้คะแนนเสียงจากประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งที่จะเห็นการแข่งขันในเรื่องนโยบายพรรค

และเห็นได้ชัดที่พรรคต่างๆ มีแนวทางในการนำเสนอนโยบายมากขึ้นด้วย

12)การช่วงชิงความเหนือกว่าทางการเมือง แม้รัฐบาลทหารจะสร้างความเหนือกว่าทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2561 แต่ว่าที่จริงแล้วการทุ่มงบประมาณและการใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขตเพื่อให้พรรครัฐบาลทหารเป็นฝ่ายได้เปรียบอาจจะกลายปัจจัยด้านลบ

เพราะยิ่งเท่ากับตอกย้ำว่าพรรครัฐบาลทหารเอาเปรียบ

และยังอาจส่งผลอย่างสำคัญต่อภาพลักษณ์การเลือก เพราะหลักการสำคัญคือ การแข่งขันที่ “เสรีและเป็นธรรม” (free and fair) แต่สิ่งที่เกิดกำลังบ่งบอกว่า การเลือกตั้งไทย “เสรีบางส่วนและไม่เป็นธรรม” (partial free and unfair)

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลทหารชนะ ก็จะเป็นชัยชนะที่ถูกตั้งข้อสงสัย

แต่ก็หวังว่า 2562 จะไม่เป็นการแข่งขันที่ย้อนอดีต “การเลือกตั้งสกปรก 2500”!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา