กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ บนเส้นทางข้าแผ่นดิน “ตามรอยพ่อ” สุดภูมิใจ งานแรกในชีวิตราชการ

บทความพิเศษ Bon Voyage! บันทึกเรื่องราว ความทรงจำดีๆ ถึงพ่อ (13)
ในชีวิตผมไม่เคยมีความคิดที่จะทำงานอย่างอื่นเลยนอกจากรับราชการ
คำว่า “ข้าราชการ” แปลว่า “ผู้ที่ทำกิจการของพระราชา” ในที่นี้หมายถึงการเป็นผู้รับผิดชอบ “งานของแผ่นดิน” อันเป็นงานของส่วนรวม เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับทุกข์สุขของประชาชน และเกี่ยวข้องกับความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงของบ้านเมืองโดยตรง
การมีโอกาสเป็นข้าราชการได้ทำงานของแผ่นดินเพื่อสนองคุณแผ่นดิน จึงเป็นความใฝ่ฝันและความภาคภูมิใจที่สุดของชีวิตผม
แม้ว่าที่บ้านไม่เคยกำหนดว่าผมจะต้องรับราชการ แต่ผมไม่เคยคิดจะเลือกทางเดินสายอื่น
เดิมผมมีความตั้งใจจะรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศและสอบผ่านข้อเขียนเข้าไปได้แล้วด้วย
แต่พอดีช่วงนั้นสอบได้ทุนรัฐบาลหรือทุน ก.พ. ในความต้องการของกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย ไปเรียนระดับปริญญาโท สาขากฎหมายการค้าและธุรกิจระหว่างประเทศซึ่งเป็นสาขาที่ผมสนใจ ผมเลยตัดสินใจยากหน่อยว่าจะเลือกรับราชการที่ไหน
ผู้ที่ช่วยทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นคือพ่อ
พ่อไม่ได้พูดแบบฟันธงว่าผมควรต้องรับทุนของกรมอัยการ ตลอดชีวิตของพ่อไม่เคยพูดอะไรในลักษณะสั่งว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พ่อพูดในเชิงให้เหตุผลเปรียบเทียบว่าการทำงานแบบอัยการนั้นดีเพราะมีลักษณะเป็น “วิชาชีพ” ทำให้เราสามารถพึ่งตัวเองและเป็นตัวของตัวเองได้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่พ่อเคยแนะนำเวลาผมเข้ามหาวิทยาลัยว่ากฎหมายเป็นวิชาชีพที่พึ่งตัวเองได้
ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจหรือเห็นความสำคัญของคำแนะนำของพ่อในประเด็นนี้มากนัก แต่ต่อมาภายหลังจึงได้พบว่าคำแนะนำเรื่องการ “พึ่งตัวเองได้” ข้อนี้เองที่ปกป้องผมให้รับราชการมาได้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่ต้องจำยอมทำสิ่งที่ขัดต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ
แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายผ่านเข้ามาในชีวิตการรับราชการที่ยาวนานของผม
ที่จริงแล้วเหตุผลสำคัญในขณะนั้นที่ทำให้ผมตัดสินใจมารับทุนรัฐบาลในความต้องการของกรมอัยการ เป็นเพราะผมรู้ว่าพ่อมีความผูกพันกับกระทรวงมหาดไทยมาก การตัดสินใจเป็นอัยการที่ขณะนั้นสังกัดอยู่กับกระทรวงมหาดไทยคงทำให้พ่อรู้สึกดี
สำหรับผมแค่เหตุผลข้อนี้ข้อเดียวก็เพียงพอแล้ว
พ่อผมเป็นนักกฎหมาย ผมมักจะลืมไปว่าพ่อเรียนจบปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ ส่วนหนึ่งเพราะปริญญาที่พ่อได้ตอนนั้นเรียกว่า “ธรรมศาสตรบัณฑิต” และต่อมาพ่อยังจบปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิตอีกด้วย เมื่อประกอบกับงานที่พ่อทำ ผมจึงมองพ่อเป็นนักปกครองหรือนักรัฐศาสตร์มาโดยตลอด
ความจริงในชีวิตการรับราชการที่กระทรวงมหาดไทย พ่อเคยได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าแผนกวินัย กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายที่มีความสำคัญมาก
พ่อทำงานในตำแหน่งนี้ถึง 4 ปี ระหว่างปี 2499 ถึง 2503 ก่อนไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ช่วงที่ผมเป็นอัยการ มีอัยการที่เข้ามาเป็นอัยการผู้ช่วยรุ่นเดียวกับผมที่สนิทกับผมมากคนหนึ่งชื่อพี่ทองฤทธิ์ พิชญดุล
พี่ทองฤทธิ์เป็นพี่ใหญ่ของรุ่นเพราะตอนเข้ามาเป็นอัยการผู้ช่วย พี่ทองฤทธิ์อายุ 52 ปีแล้ว (พี่ทองฤทธิ์เกิดปี 2475 ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่ปี 2553)
พี่ทองฤทธิ์เล่าให้ผมฟังตั้งแต่วันแรกที่เจอกันว่าเคยเป็นลูกน้องพ่อที่แผนกวินัย กรมการปกครอง
ตอนนั้นผมแปลกใจมากและดีใจมากด้วยเพราะไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เป็นเพื่อนร่วมงานกับคนที่เคยทำงานกับพ่อสมัยหนุ่มๆ ตั้งแต่ก่อนผมเกิด
พี่ทองฤทธิ์กับผมทำงานอยู่กองเดียวกันคือกองคดีอาญา กอง 7 ที่กรมอัยการตรงถนนหน้าหับเผย สนามหลวง
พี่ทองฤทธิ์ชอบเล่าถึงเรื่องสมัยก่อนตอนตัวเองเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งเริ่มทำงาน ผมเองก็ชอบฟังด้วย ทำให้ผมได้มีโอกาสฟังเรื่องเก่าๆ ของพ่อจากพี่ทองฤทธิ์อยู่เสมอๆ
พี่ทองฤทธิ์เล่าให้ฟังว่าพ่อเป็นคนที่แม่นกฎหมายและกฎระเบียบมาก พ่อเป็นคนสุภาพและใจดี ไม่เคยว่าใคร หากใครถูกพ่อว่าต้องไปรดน้ำมนต์เจ็ดวัด
และยังเคยบอกผมด้วยว่าผมมีส่วนคล้ายพ่อในการทำงาน ผมไม่ทราบว่าจริงหรือไม่เพราะพี่ทองฤทธิ์เป็นคนที่ชอบพูดถึงทุกคนแต่ในทางที่ดี แต่คำพูดของพี่ทองฤทธิ์ทำให้ผมมีความสุขมาก
ผมไม่เคยมีโอกาสได้บอกพี่ทองฤทธิ์ว่าการได้พบได้คุยเรื่องพ่อกับพี่ทองฤทธิ์มีความสำคัญกับผมมากเพียงใด และคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว จึงอยากจะขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่าเรื่องเล่าต่างๆ ของพี่มีความหมายกับผมมาก…
ขอบคุณพี่มากๆ นะครับพี่ทองฤทธิ์
ในชีวิตการรับราชการของพ่อ ผู้ที่พ่อพูดถึงและให้ความเคารพนับถือมากที่สุดท่านหนึ่งคือ คุณหลวงอรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร อดีตองคมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยรัฐบาลศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์
ท่านเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีในกระทรวงมหาดไทยหลายกรม
ท่านเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องในความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นคนตรงของท่าน
คุณหลวงอรรถสิทธิ์เป็นผู้บังคับบัญชาของพ่อและเป็นผู้สวมมงคลให้พ่อกับแม่ในวันแต่งงาน
เรื่องราวความซื่อตรงของคุณหลวงอรรถสิทธิ์เป็นเรื่องที่ผมได้ยินพ่อเล่าให้ฟังอยู่เสมอจนทำให้ผมอยากพบและเรียนรู้จากท่าน
ต่อมาเมื่อผมได้มีโอกาสเป็นบรรณาธิการนิตยสาร “บทบัณฑิตย์” ของเนติบัณฑิตยสภา ผมได้ทำโครงการการสัมภาษณ์ผู้เป็นปูชนียบุคคลที่สมควรยึดถือเป็นแบบอย่าง และได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์และไปกราบท่านที่บ้านพักของท่านบริเวณใกล้ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้วย
เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและการประพฤติตัวเป็นข้าราชการที่ดีเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมาในครอบครัวของเรา
ในพิธีแต่งงานของผม พ่อแม่ของผมและของภริยาให้ความสำคัญมากกับผู้ใหญ่ในพิธีที่จะมาเป็นประธานกล่าวอวยพร
ท่านเห็นตรงกันว่าไม่ต้องเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในงาน แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถเป็นตัวแทนของค่านิยมที่เราเชื่อถือและต้องเป็นผู้ที่เราเคารพนับถือในคุณงามความดีอย่างแท้จริง
นับเป็นบุญที่เราได้ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพเป็นประธานในงานแต่งงาน โดยในวันแต่งงาน ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรีและประธานศาลฎีกา ปูชนียบุคคลผู้ได้รับการยอมรับในคุณงามความดีและความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาและมีความผูกพันใกล้ชิดกับครอบครัวของภริยาผม (ศาสตราจารย์สรรเสริญ-พัชรี ไกรจิตติ) ได้มาเป็นประธานในพิธีรดน้ำสังข์ที่บ้าน
ส่วนในพิธีฉลองมงคลสมรส ท่านองคมนตรี คุณหลวงอรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร อดีตผู้บังคับบัญชาที่เป็นต้นแบบสำคัญในชีวิตราชการของพ่อได้มาเป็นประธานในพิธีและเป็นตัวแทนในการกล่าวอวยพร อันนับว่าเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่ง
ตอนผมเด็กๆ มีหลายเรื่องที่พ่อได้ยึดถือปฏิบัติที่ตอนนั้นผมไม่เข้าใจถึงเหตุผล แต่มาเข้าใจดีขึ้นเมื่อมารับราชการและพยายามเรียนรู้จากพ่อ
สมัยผมเป็นเด็กเวลาไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร พ่อไม่เคยให้รถราชการไปส่งผมหรือไปรับผมเลย
ตอนเด็กมากๆ พ่อจ้างรถสามล้อถีบให้ไปส่งไปรับโดยมีแม่นั่งไปด้วย
พอโตขึ้นหน่อยพ่อจะจ้างรถสามล้อเครื่องให้คอยไปส่งไปรับแทน
ความจริงในต่างจังหวัดการเอารถผ่านไปส่งผมคงทำได้ไม่ยากเพราะรถไม่ติด คงใช้เวลาไม่นาน แต่เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พ่อจะแบ่งแยกเรื่องราชการกับส่วนตัวเสมอ
ช่วงพ่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราและใกล้เกษียณ ตอนนั้น เรามีที่ดินซึ่งเป็นบ้านพ่อปัจจุบันตรงถนนหน้าเมืองที่ได้เตรียมไว้สำหรับสร้างบ้านหลังเกษียณของพ่อ แต่พ่อยังไม่ยอมสร้างบ้านจนเมื่อเกษียณอายุราชการแล้วถึงได้เริ่มลงมือก่อสร้าง
จำได้ว่าพ่อบอกว่าไม่อยากให้มีข้อครหา เพราะการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหากมาทำโครงการก่อสร้างส่วนตัวในจังหวัดในขณะที่ตัวเองมีอำนาจอยู่น่าจะดูไม่เหมาะ
ความจริงประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญของการรับราชการและการดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หากบ้านเมืองของเราผู้มีอำนาจสามารถแบ่งแยกเรื่องประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังถึงความขัดแย้งของประโยชน์ทั้งสองส่วนนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญแล้ว
ประเทศของเราคงพัฒนาไปไกลกว่านี้อีกมาก
พ่อผมเริ่มรับราชการตั้งแต่เป็นเสมียนที่กระทรวงศึกษาธิการตอนอายุ 18 ปี ต่างกับผมที่เข้ารับราชการในฐานะเป็น “นักเรียนทุน ก.พ.” ที่กลับมารับราชการใช้ทุนตอนจบปริญญาโทแล้ว
พ่อเล่าให้ฟังเสมอๆ ว่าการที่พ่อเริ่มงานมาตั้งแต่เป็นเสมียนทำให้พ่อรู้ทุกขั้นตอนของการทำงาน และทำหน้าที่ได้ทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงาน ตั้งแต่งานโรเนียว เรียงกระดาษ พิมพ์ดีด จดชวเลข ร่างหนังสือ
ด้วยความที่พ่อเป็นคนที่เชื่อในเรื่อง “พรแสวง” มากกว่า “พรสวรรค์” เชื่อว่าความสำเร็จมาจากความพยายามและการไขว่คว้ามามากกว่าโชคช่วย ทำให้ท่านสามารถฝึกทำงานทุกอย่างได้อย่างดีและทำด้วยความเต็มใจ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา ทำให้ได้ทำงานที่ต้องอาศัยความรู้และความรับผิดชอบสูงขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพ่ออาจห่วงว่าผมจะมีทัศนคติในการรับราชการที่ต่างจากท่านหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ผมสังเกตว่าตอนผมกลับจากต่างประเทศมารับราชการใหม่ๆ เวลาแวะไปทานข้าวกับพ่อในวันหยุด พ่อจะพูดเรื่องแนวทางและทัศนคติของการรับราชการอยู่บ่อยๆ
ผมจำได้ว่าในวงสนทนาตอนทานข้าวด้วยกันพ่อมักจะพูดเสมอๆ ว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตราชการนั้นต้องเป็นคนที่ “ผู้ใหญ่ดึง ลูกน้องดัน คนเสมอกันยกย่อง”
พ่อบอกว่าผู้ใหญ่จะดึงก็ต่อเมื่อเราทำงานที่ดีมีคุณภาพ ให้เอาใจผู้ใหญ่ด้วยผลงานและความรับผิดชอบในหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่ด้วยการประจบและช่วยเหลือในเรื่องส่วนตัว
ลูกน้องจะดันต่อเมื่อเราเป็นผู้ที่มีเมตตา ให้ความเป็นกันเอง ให้โอกาส ให้การสนับสนุนที่เหมาะสม ส่งเสริมให้มีความก้าวหน้า ไม่ใช่เอาแต่เบียดบังผลงานลูกน้องเป็นของตัวเอง
ส่วนคนเสมอกันจะยกย่องต่อเมื่อเราเป็นคนที่มีความจริงใจ เป็นกันเอง สม่ำเสมอ ช่วยเหลือในสิ่งที่ทำได้ ให้เกียรติเพื่อนทุกๆ คนเสมอไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะใด
การจะก้าวหน้าในราชการนั้น เราไม่สามารถจะรอแต่การสนับสนุนจากผู้ใหญ่อย่างเดียว เราต้องพัฒนาตัวเองให้พร้อมในทุกด้านด้วย
พ่อชอบพูดว่า “ให้ทำตัวให้เบาเหมือนดั่งปุยนุ่น เพียงแค่แตะนิดเดียวก็ลอยลมแล้ว”
สําหรับตัวอย่างที่แย่ของการรับราชการที่พ่อกล่าวถึงคือพวกที่พูดเป็นแต่ “ดีครับนาย ใช่ครับผม เหมาะสมครับท่าน” ในทัศนะพ่อ ผู้บังคับบัญชาคนไหนที่ได้ลูกน้องแบบนั้นถือว่าโชคร้ายอย่างยิ่ง
คำเปรียบเปรยเกี่ยวกับการรับราชการอีกเรื่องหนึ่งที่พ่อพูดอยู่บ่อยๆ และผมชอบมากคือเรื่องรวงข้าว พ่อบอกว่าเมื่อรับราชการมีบทบาทตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นเราต้องทำตัวเป็นเหมือนดั่งรวงข้าว ยิ่งมีรวงมากยิ่งค้อมต่ำลง เหมือนดังสุภาษิตคำคมของไทยเราที่พูดสืบต่อกันมาว่า
“รวงข้าวที่ลีบและเบามักชูตัวสูงแกว่งไปมา
เพราะภายในกลวงไม่มีอะไร
รวงข้าวที่หนักสุกปลั่งจะค้อมตัวต่ำนิ่งงดงาม
เพราะภายในหนักด้วยคุณค่าและเนื้อหา
คนเรายิ่งก้าวขึ้นสูงถ้าทำตัวให้ยิ่งอ่อนน้อมลงต่ำ
ก็ประดุจรวงข้าวที่ยิ่งหนักยิ่งอร่ามงดงาม”
แม้พ่อจะไม่ได้พร่ำสั่งสอนผมทุกวันให้ทำตัวเป็นข้าราชการที่ดี แต่ผมโชคดีที่ได้เห็นตัวอย่างจากการกระทำและการดำเนินชีวิตของพ่อ พ่อทำให้ผมรักและภูมิใจในความเป็นข้าราชการ
พ่อเป็นต้นแบบของผม ผมภูมิใจที่ได้เดินตามรอยพ่อ
พอมาเขียนเรื่องนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปในวันแรกที่ผมรับราชการที่กรมอัยการในตำแหน่งนิติกร ความจริงผมควรได้รับการบรรจุเป็นอัยการเพราะได้รับทุน ก.พ. ในความต้องการของกรมอัยการไปเรียนปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย Cornell กลับมาแล้ว แต่ต้องบรรจุเป็นนิติกรก่อนเพราะอายุยังไม่ถึง 25 ปี ยังเป็นอัยการไม่ได้
วันนั้นผมต้องประชุมกับเลขานุการกรมและเจ้าหน้าที่ธุรการเพื่อเตรียมเอกสารในการประชุมของอัยการ
ระหว่างประชุมมีความจำเป็นที่ต้องไปถ่ายเอกสารชิ้นหนึ่งเพื่อนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการประชุม ผมจำได้ว่าเมื่อท่านเลขานุการกรมเอ่ยปากว่าใครก็ได้ช่วยไปถ่ายเอกสารให้หน่อย ผมเป็นคนแรกที่ยกมืออาสาไปถ่ายเอกสารชิ้นนั้นให้
เรื่องนี้ผมยังไม่เคยเล่าให้พ่อฟัง ก็เลยถือโอกาสเล่าเสียเลย…
แม้ผมจะไม่ได้เริ่มชีวิตราชการจากการเป็นเสมียนเหมือนพ่อ แต่งานแรกในชีวิตราชการของผมคืองานถ่ายและเรียงเอกสารเหมือนกับพ่อนะครับ เพียงแต่ว่าสมัยผมไม่ได้ใช้เครื่องโรเนียวแล้วครับ!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
