วิรัตน์ แสงทองคำ : ยุทธศาสตร์ภูมิภาค ว่าด้วย ซีพีเอฟ-ไทยเบฟฯ (2)

หมายเหตุ ซีรี่ส์ว่าด้วยธุรกิจครอบครัวไทย กับยุทธศาสตร์ภูมิภาค มองผ่านเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กับเครือไทยเจริญ (ทีซีซี)
ซีพีเอฟ กับไทยเบฟเวอเรจ เครือข่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่ไทย พยายามเดินหน้าจากฐานภูมิภาค
สู่โอกาสใหม่ๆ ที่เปิดกว้างมากขึ้นเป็นขั้นๆ
เครือข่ายธุรกิจ
ซีพีเอฟ–ว่าด้วยแผนการขยายเครือข่ายธุรกิจคงดำเนินไป ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการหลอมรวมกิจการ ซึ่งซีพีได้ก่อตั้งและวางรากฐานไว้อย่างมั่นคงพอสมควร แต่เป็นไปอย่างกระจัดกระจาย โดยเฉพาะในจีนแผ่นดินใหญ่ และภูมิภาคอาเชียน ขณะเดียวกันก็ขยายตัวเชิงภูมิศาสตร์ให้ครอบคลุมมากดังกล่าวขึ้น ในธุรกิจเดิม-ข้างเคียงให้ครบวงจรมากขึ้น ในกรณีหลังมักมาจากการเข้าซื้อกิจการคู่แข่ง
โดยเฉพาะในประเทศจีน เป็นไปตามแผนการกระชับตลาด มองโอกาสใหม่ในบางพื้นที่ในประเทศอันกว้างใหญ่
มีทั้งหลอมรวมเครือข่ายเครือซีพีดั้งเดิม เช่น ในปี 2557 ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ในประเทศจีน ได้ขายธุรกิจเข้าสู่ภาคต้นน้ำให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในเมือง Hefei (มณฑลอันหุย) และ Kaifeng (มณฑลเหอนาน) ขณะเดียวกัน ปี 2559 เข้าซื้อกิจการอื่นอาจถือเป็นคู่แข่งด้วยก็ได้ ดังกรณีซื้อกิจการ Fujian Sumpo Foods ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่วยไก่ครบวงจร ตั้งในมลฑลฟูเจี้ยน
แผนข้างต้นดำเนินในภูมิภาคอาเชียนเช่นกัน ซีพีเอฟ หลอมรวมและขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง กรณีล่าสุดเกิดขึ้นประเทศกัมพูชาในปี 2558 เกี่ยวกับธุรกิจสัตว์บกครบวงจร ด้วยการข้าซื้อกิจการเครือซีพีดั้งเดิม
อีกมิติหนึ่งว่าด้วยการขยายเครือข่ายธุรกิจเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นการยกระดับขึ้นด้วยก็ว่าได้ ทั้งขยายตลาดให้กว้างขึ้น พร้อมๆ พัฒนาสินค้าคอนซูเมอร์ ตามแนวทางธุรกิจสำคัญเข้าสู่ธุรกิจอาหารครบวงจรโดยเฉพาะในขั้นปลายทางสู่ผู้บริโภคซึ่งเป็นช่วงห่วงโซ่ที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) มากที่สุด การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจึงมักเป็นกิจการในโลกตะวันตก ซึ่งเป็นผู้ผลิต-จำหน่าย มีเทคโนโลยี-แบรนด์
ประหนึ่งเป็นกรณีเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ในภูมิภาคใหม่ มีบางกรณีล่าสุดควรกล่าวถึง
“เข้าซื้อหุ้นสามัญจำนวน 80.02% ของ Tops Foods NV ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียน จัดตั้งในเบลเยียม ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานทั้งแบบแช่เย็น (Chilled) และแบบไม่ต้องแช่เย็น (Ambient) โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตระบบไมโครเวฟ (Microwave System) และเข้าซื้อหุ้นสามัญจำนวน 29.00% ของ BHJ Kalino Food AB ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศสวีเดน ประกอบธุรกิจการค้าเนื้อสัตว์และอาหารสำเร็จรูปแช่เย็นและแช่แข็งในประเทศสวีเดน” ความเคลื่อนไหวของซีพีเอฟ รายงานไว้ในช่วงปี 2557 (http://www.cpfworldwide.com/)
หรือกรณีล่าสุดเพิ่งแถลงต่อตลาดหลักทรัพย์ไทย ซีพีเอฟได้เข้าซื้อกิจการผู้ผลิตอาหารแช่แข็งอันดับสามของสหรัฐอเมริกา–Bellisio ซึ่งมีแบรนด์สินค้าของตัวเองด้วย อาทิ Michelinans, BostonMarket, Chillins และ Atkins
ไทยเบฟฯ–ว่าไปแล้วระยะหลังๆ มีความเคลื่อนไหวในการเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ ไม่มากนัก
คงเป็นเรื่องยากกว่าซีพีเอฟ เนื่องจากมาด้วยวิธีซื้อกิจการใหม่ทั้งสิ้น ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่าเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่เดิม
หากจะมีอยู่บ้าง มักผ่านเครือข่ายกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะ Fraser and Neave แห่งสิงคโปร์
โดยเฉพาะความพยายามในการขยายเครือข่ายในภูมิภาคเดียวกันให้ครอบคลุมมากขึ้น
อย่างกรณีในมาเลเซีย เพิ่งซื้อกิจการเครื่องดื่มบรรจุกระป๋อง (Yoke Food Industries Sdn Bhd)
หรือกำลังให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลเข้าถือหุ้นข้างน้อยในกิจการเครื่องดื่มเกี่ยวกับนมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม-Vinamilk ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ มียอดขายมากกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ
โมเดล
ไทยเบฟฯ–ในฐานะกิจการใหม่ เพิ่งก่อตั้งเพียง 2 ทศวรรษ เพิ่งสร้างเครือข่ายต่างประเทศเพียงประมาณทศวรรษเดียว ดูเหมือนให้ความสำคัญเป็นพิเศษในแผนการผนึกประสานกิจการที่เพิ่งซื้อมา ว่าไปแล้วเป็นแผนการที่ควรเป็นไป โดยเฉพาะการปรับโครงสร้าง การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์กับ Fraser and Neave และ International Beverage Holdings
Fraser and Neave ได้นำเสนอภาพกิจการต่อนักลงทุนที่ฮ่องกง (23rd CLSA Investors” Forum, Hong Kong) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พยายามให้ภาพความเชื่อมโยงกับไทยเบฟฯ อย่างเป็นจริงเป็นจัง ในฐานะเครือข่ายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TO BE A LEADING F&B PLAYER INSOUTHEAST ASIA) โดยในหัวข้อสำคัญ กล่าวถึงการผนึกพันธมิตรอย่างแน่นแฟ้นกับไทยเบฟฯ (Strong alliance with international brands and a strategic partner to the ThaiBev Group)
อีกกิจการหนึ่ง ไทยเบฟฯ เพิ่งรายงาน (ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา) ต่อตลาดหุ้นสิงคโปร์ ว่า International Beverage Holdings เป็นกิจการในเครือข่ายของไทยเบฟฯ ได้ก่อตั้ง International Beverage Holdings (Singapore) ขึ้น ในฐานกิจการการลงทุน (Investment Holding Company) เชื่อว่าเป็นความพยายามแสวงหาโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะกิจการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทั้งนี้ เดิมก่อตั้งในสหรัฐเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว ได้ขยายธุรกิจเข้าซื้อกิจการวิสกี้ในสกอตแลนด์ ก่อนที่ไทยเบฟฯ จะซื้อกิจการในปี 2549 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น International Beverage Holdings
ปัจจุบันมีฐานการผลิตทั้งในสกอตแลนด์ และมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ทั้งนี้ มีบทบาทสำคัญในฐานะขยายเครือข่ายธุรกิจและการตลาด สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก
ในมิติยุทธศาสตร์ธุรกิจ ต้องถือว่าซีพีเอฟในฐานะเครือข่ายสำคัญของกลุ่มซีพีในภาพใหญ่ เดินแผนไปไกลพอสมควร เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
เข้าถึงตลาดทุน–ได้อ้างอิงภาพบุคลิกธุรกิจระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสที่กว้างขึ้น ได้อย่างซับซ้อน อย่างน่าสนใจ “ออกและเสนอขายหุ้นกู้อนุพันธ์ (Exchangeable Bonds) มูลค่ารวม 290.4 ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่นักลงทุนในต่างประเทศ โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์” อ้างจากความเคลื่อนไหวในปี 2557 ของซีพีเอฟ (http://www.cpfworldwide.com/) แม้จะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และเครือข่ายบริษัทสำคัญในตลาดหุ้นฮ่องกง (C.P. Pokphand) แต่กลับดำเนินแผนการระดมทุนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ (http://www.cpfworldwide.com/)
พันธมิตรธุรกิจ–อีกภาพเป็นความเคลี่อนไหวสำคัญที่สำคัญมากๆ ในปี 2557 “ขายเงินลงทุนในหุ้นสามัญของ C.P. Pokphand Co., Ltd. จำนวน 25.00% ให้แก่ ITOCHU Corporation ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว” พิจารณาเฉพาะกรณีการถือครองหุ้น ซีพีเอฟยังสามารถถือหุ้นให้มากที่สุดใน C.P. Pokphand ถึงประมาณ 48% จึงไม่มีผลกระทบในเรื่องการบริหารจัดการ เท่าที่ตรวจสอบ ITOCHU ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการเพียง 1 คนเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวข้างต้น เป็นภาพยุทธศาสตร์ธุรกิจ มีความหมายมากกว่ากรณีขยายเครือข่ายซีพีเอฟดังที่กล่าวมาแล้ว หากให้ภาพยุทธศาสตร์เครือซีพี มีความหมายที่น่าสนใจ ตามคำอรรถาธิบายโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ (“บันทึกความทรงจำ” หรือ My Personal History ตีพิมพ์และเผยแพร่โดยเครือข่ายสื่อยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น–Nikkei)
“ในที่สุดเดือนกรกฎาคม 2557 ทั้งสองฝ่ายจึงได้ลงทุนร่วมกัน โดยเครือซื้อหุ้นของอิโตชูจำนวน 4.9% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท ขณะที่อิโตชูก็ได้ซื้อหุ้นของบริษัทในเครือ คือ บริษัท ซีพีโภคภัณฑ์ หรือ ซีพีพี (C.P. Pokphand : CPP) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง จำนวน 25% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 27,200 ล้านบาท” เขากล่าวถึงสาระข้อตกลงพันธมิตรทางธุรกิจครั้งสำคัญ อย่างเฉพาะเจาะจง
“อิโตชูเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำธุรกิจครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น มีระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายธุรกิจทั่วโลกที่มีมาตรฐานระดับสากล อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยบุคลากรที่มีความสามารถอีกด้วย ส่วนเครือเจริญโภคภัณฑ์ก็เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตั้งแต่การเกษตรจนถึงการแปรรูปอาหารสู่โต๊ะอาหาร (from farm to table) มีรูปแบบการค้าปลีกที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลอีกมากมาย” ธนินท์ เจียรวนนท์ อรรถาธิบายความเชื่อมโยงยุทธศาตร์ธุรกิจระหว่างซีพี กับ ITOCHU ไว้
และแล้วจากนั้นไม่นานได้ก่อเกิดดีลครั้งประวัติศาสตร์ “เดือนมกราคม พ.ศ.2558 บริษัทชั้นนำของทวีปเอเชียสามบริษัท อันได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประเทศไทย อิโตชู คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และ กลุ่มซิติก ประเทศจีน ได้ประกาศการผนึกกำลังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วทวีปเอเชีย เครือและอิโตชูร่วมกันลงทุนด้วยเงินจำนวน 1.2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 406,700 ล้านบาท) เข้าถือหุ้นจำนวน 20% ของกลุ่มซิติก” ธนินท์ กล่าวไว้อย่างภูมิใจ
กลุ่มซิติก (CITIC Group) เป็นบริษัทที่จัดตั้งในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศจีนในช่วงแรกๆ ปัจจุบันเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดของจีน และยังประกอบธุรกิจอีกหลากหลายประเภท มีเครือข่ายธุรกิจกระจายไปทั่วประเทศจีน
“การผนึกกำลังของพันธมิตรทั้งสามบริษัท ทั้งด้านทรัพยากรและเครือข่ายทางธุรกิจได้ช่วยเสริมจุดเด่น และเติมเต็มช่องว่างให้กันและกัน นับเป็นการรวมตัวที่แข็งแกร่ง และสร้างเวทีทางธุรกิจในระดับโลกให้กว้างใหญ่ยิ่งขึ้น”
