ความรู้สึกรังเกียจจีนที่ปรากฏในสังคมและสื่อในไทย

บทความพิเศษ : ศาสตราจารย์จาง ซี เจิ้น เขียน อาทร ฟุ้งธรรมสาร วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แปล
ผู้เขียนได้ติดตามการรายงานข่าวและบทวิจารณ์ที่เป็นลบกับจีนตามสื่อต่างๆ มาโดยตลอด
จะพยายามรวบรวมเนื้อหาและประเภทงานเขียนที่แสดงความรังเกียจจีน
ดังต่อไปนี้
1.”ไทยจะกลายเป็นมณฑลหนึ่งของจีน” นี่เป็นการรายงานของสื่อฉบับหนึ่งในเมืองไทย ตีพิมพ์การเปิดเผยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เป็นการกล่าวเตือนรัฐบาลไทยว่า “จีนได้ยื่นเงื่อนไขต่อฝ่ายไทยว่า หากไทยต้องการให้ฝ่ายจีนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าไทย-จีน ฝ่ายจีนต้องการได้สิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่ตลอดแนว 2 ข้างทางรถไฟ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟ”
คำวิจารณ์จากข้อกล่าวอ้างนี้ก็คือ หากไทยไปยอมจีนในด้านนี้ ก็เท่ากับ “ไทยได้สูญเสียดินแดนของตัวเอง” ซึ่งเป็นการพูดเป็นนัยๆ ว่า พื้นที่เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “เขตเช่า” ของจีน
คนไทยไม่น้อยมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเรื่องนี้ พวกเขาเห็นว่า จีนได้ปฏิบัติเช่นนี้ในประเทศลาว ลาวไม่กล้าปริปาก แต่ไทยไม่ใช่ลาว
รายงานยังแจ้งว่า “พ่อค้าจีนได้เข้ามาแย่งตลาดเมืองไทย แม้เมืองไทยจะเป็นเศรษฐกิจตลาดเสรีก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้คนอื่นรังแกได้”
รายงานยังแจ้งว่า “แม้จนปัจจุบัน ยังไม่เห็นรัฐบาลมีมาตรการใดๆ ในการรับมือกับเรื่องนี้ หรือว่าต้องรอจนไทยกลายเป็นมณฑลหนึ่งของจีนไปแล้วถึงรู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น”
2.”คนจีนเข้ามาเยอะเกินไป ไทยยากที่จะไปดูแลควบคุมได้” นิคมหรือพื้นที่พัฒนาบางแห่งในไทยถูกกลุ่มบริษัทจีนปิดล้อม ห้ามไม่ให้คนไทยผ่านเข้าออกได้ ซึ่งทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในย่านลาดกระบังมีแหล่งคนจีนเข้ามาอยู่รวมกันกลายเป็นไชน่าทาวน์แหล่งใหม่ นับวันจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นานๆ ไปอาจจะคุมไม่อยู่
ครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐบางท่านคัดค้านไม่ให้รับอาจารย์ชาวจีนและรับนึกศึกษาจากจีนเพิ่มอีก
มีรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีนโยบายส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยพัฒนาให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ให้รับนักเรียนต่างชาติ (รวมทั้งนักศึกษาจากประเทศจีน) มากขึ้น แต่ก็กลัวว่านักศึกษาจีนเรียนจบแล้วจะแย่งงานคนไทยทำ
มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเตรียมจะเปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านอาเซียนศึกษา เพื่อรับนักศึกษาจากจีน และใช้ภาษาจีนในการบรรยายวิชาต่างๆ โครงการนี้ถูกคัดค้านโดยอาจารย์ไทยทั้งหมด
3.”คนจีนใช้ทุกวิถีทางให้ตัวเองได้อยู่เมืองไทย มาแย่งอาชีพกับคนไทย”
คนจีนอยู่เมืองไทยด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมายดังต่อไปนี้ วิธีที่หนึ่งคือ หลอกแต่งงานกับคนไทย เมื่อแต่งงานกับคนไทยแล้ว ก็สามารถซื้อที่ดิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามของคนไทย คนไทยก็จะได้คอมมิสชั่นก้อนโต วิธีนี้ทำให้คนจีนที่ถูกหลอกก็มีเหมือนกัน ที่คนไทยได้เงินไปแล้วก็ขอหย่า และได้เป็นเจ้าของครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่คนจีนซื้อให้
วิธีที่สองคือ ใช้บัตรประชาชนปลอม พ่อค้าชาวจีนใช้วิธีซื้อบัตรประชาชนปลอม โดยติดรูปในบัตรประชาชนของผู้อื่น หรือเอารูปไปติดบัตรประชาชนของคนไทยที่มรณะไปแล้ว คนจีนใช้เงิน 30,000 (สามหมื่นบาทหรือราว 6 พันหยวนจีน) ก็สามารถซื้อบัตรประชาชนได้ใบหนึ่ง
วิธีการที่สามคือ ทำวีซ่านักศึกษา ที่เมืองไทยมีนักศึกษาจีนเกือบ 3 หมื่นคน มีนักศึกษาจีนไม่น้อยจดทะเบียนไว้ในมหาวิทยาลัยระดับสามระดับสี่ (ที่เสียค่าเล่าเรียนก็เป็นนักศึกษาได้เลย)
คนจีนที่อยู่เมืองไทยในฐานะนักศึกษาเหล่านี้ก็จะไปทำการค้า เป็นตัวแทนสั่งสินค้า หรือทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
4.”อาศัยการร่วมทุน หลอกต้มรัฐบาลไทย”
นี่เป็นวิธีที่ทำกันบ่อยมากในเมืองไทย เราเรียกว่าร่วมทุนหุ้นลม กล่าวคือ ตามกฎหมายของไทยนั้น คนต่างชาติจดทะเบียนวิสาหกิจที่ตนถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ต้องเป็นวิสาหกิจร่วมทุนกับคนไทย คนไทยต้องถือหุ้นเกิน 51% คนไทยจะได้มีสิทธิ์ออกเสียงชี้ขาดได้
แต่ในความเป็นจริง มีวิสาหกิจร่วมทุนไทยจีนเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะที่เป็นวิสาหกิจขนาดเล็กนั้น ผู้ร่วมทุนฝ่ายไทยไม่ได้ออกเงินแม้แต่งแดงเดียว เพียงแต่ถือหุ้น 51% ในนามเท่านั้น เงินทุนทั้งหมดเป็นของคนจีน วิสาหกิจก็กำกับโดยฝ่ายจีน 100% ฝ่ายไทยก็รับเงินคอมมิสชั่นไปแบบจับเสือมือเปล่าโดยไม่ต้องเหนื่อยยากแต่อย่างไร ซึ่งเป็นการร่วมมือกันหลอกต้มรัฐบาลไทย
รัฐบาลไทยก็รู้ทั้งรู้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
5.”กีดกันผู้ประกอบการคนไทยด้วยวิธีการรับเหมาและผูกขาด”
ในหลายปีมานี้ บริษัทท่องเที่ยวของจีนได้เจาะเข้าไปยังอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างขนานใหญ่ ถึงกับคุกคามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย
มีบริษัทท่องเที่ยวของคนจีนไปเปิดบริษัทร่วมทุนไทย-จีน แต่เนื่องจากฝ่ายจีนทุนหนากว่า จึงมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารจัดการธุรกรรมด้านการท่องเที่ยว
พวกเขาเช่าโรงแรมทั้งหลัง จ้างมัคคุเทศก์ อาศัยข้อได้เปรียบรับนักท่องเที่ยวจีน เท่ากับแย่งนักท่องเที่ยวจีนไปจากบริษัทการท่องเที่ยวของคนไทย
ยังมีพ่อค้ารับเหมา รับเหมาผลไม้ไปทั้งสวน ตามกฎหมายไทย การรับเหมาเช่นนี้ต้องส่งผลไม้ทั้งหมดไปขายยังต่างประเทศ
แต่พ่อค้ารับเหมาเหล่านี้จะคัดเอาผลไม้เกรดรองๆ ลงมาขายส่งในเมืองไทย
เท่ากับกันโอกาสขายส่งของคนไทย
6.”มีนักธุรกิจจีนจำนวนหนึ่งนิสัยเอาแต่ได้ ทำให้ภาพลักษณ์คนจีนเสียไป”
นักธุรกิจชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ทำธุรกรรมก็ยังยึดหลักคุณธรรม โดยทั่วไปจะไม่หลอกลวงลูกค้า ไม่ขายของปลอมหรือของด้อยคุณภาพ
ส่วนพ่อค้าจากเมืองจีนนั้นไม่ค่อยคำนึงถึงจรรยาบรรณด้านการค้า ไม่รักษาคำพูด
เช่น สินค้าที่ส่งมอบจะคนละเกรดกับตัวอย่างสินค้าที่นำมาเสนอ คำว่า “ผลิตในจีน” จึงไม่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในเมืองไทย โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารและของใช้ประจำวันยิ่งไม่ได้รับความสนใจจากผู้อุปโภคบริโภคชาวไทย
เมืองไทยนิยมสั่งสินค้าอุปโภคบริโภคจากญี่ปุ่น เกาหลี และออสเตรเลีย ของจีนนั้นสั่งเข้ามาน้อยมาก
พ่อค้าชาวไทยเชื้อสายจีนไม่ค่อยชอบชาวจีนอพยพรุ่นใหม่ เห็นว่าเป็นคนเอาแต่ได้ ชอบวิ่งเต้น เข้าหาผู้ใหญ่และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายได้
ไม่ค่อยใส่ใจกิจกรรมสาธารณะหรือความเป็นอยู่ของผู้คน
ในวีเช็กปรากฏคำเตือนใจพ่อค้าชาวจีนว่า “รู้จักแบ่งปัน ห้ามกินรวบแต่ผู้เดียว” ???????????มีคนสำรวจความคิดเห็นของคนที่ทำการค้าขายในเมืองไทย เพื่อจัดลำดับนักธุรกิจเอเชียตะวันออก ที่น่าค้าขายด้วยกัน
ผลปรากฏว่าญี่ปุ่นมาอันดับหนึ่ง ตามด้วยไต้หวัน เกาหลี ที่แย่ที่สุดคืนนักธุรกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่
7.”นักท่องเที่ยวจีนบางคนขาดศีลธรรมสาธารณะ ทำลายภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวในไทย”
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาท่องเที่ยวที่เมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนสารพัดอย่างปะปนอยู่ในนักท่องเที่ยวเหล่านี้
ผู้ที่มีพฤติกรรมที่น่าตำหนิก็มีอยู่ไม่น้อย
ข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ของคนจีนก็ปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นประจำ
ที่เป็นข่าวก็อย่างเช่น จากการเอาน้ำร้อนสาดใส่หน้าแอร์โฮสเตส จนถึงอึฉี่ตามวัดวาอารามและพระบรมมหาราชวัง ขากถุยตามใจชอบ พูดจาตะโกนดังโหวกเหวก ไม่ยอมเข้าคิว ฯลฯ
เป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนไทยเอือมระอา จนมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวจีน แต่รัฐบาลเห็นว่าเพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ จึงแนะนำให้คนไทย “อดทน” ต่อพฤติกรรมเหล่านั้น
สภาพการณ์เช่นนี้สะท้อนความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนไทย
ในระยะหลังๆ คนจีนนิยมขับรถยนต์ส่วนบุคคลข้ามประเทศมาท่องเที่ยวยังไทยมากขึ้น โดยขับจากมณฑลยูนนาน ผ่านประเทศลาวแล้วขับบึ่งเข้ามาอย่างสนุกสานที่เมืองไทย ซึ่งก็ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนที่เป็นลบในหมู่คนไทยเช่นกัน
นักท่องเที่ยวที่มากับรถส่วนตัวเหล่านี้ ไปตั้งแคมป์ กางเต๊นท์ค้างแรมระหว่างทาง ทิ้งขยะเกลื่อนสถานที่ นึกจะจอดรถก็จอดโดยไม่ทำตามกฎจราจรของไทย เกะกะระราน ส่วนที่เป็นรถตู้นั้นก็ค้างคืนในรถของตัวเอง ไม่ยอมไปพักตามโรงแรม เรียกว่าเป็นทัวร์ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดียิ่ง
บางสื่อในไทยแจ้งว่า พวกท่องเที่ยวด้วยรถส่วนตัวนี้ มาใช้บริการถนนหนทางโดยไม่ต้องช่วยออกค่าบำรุงรักษาถนนหนทาง รถก็จอดระเกะระกะ หาต้องเสียค่าจอดไม่
ยังมีบางสื่อกล่าวว่า พฤติกรรมอันไม่ศิวิไลซ์ของนักท่องเที่ยวจีนกระทบมนต์เสน่ห์ของไทย ทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันตกลดน้อยลง
เพราะฉะนั้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนให้น้อยลง
8.”ไทยจะตกอยู่ในอาณัติของจีน”
เรื่องนี้สะท้อนในริ้วขบวนพาเหรดในกีฬา “ฟุตบอลประเพณี” จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ในพิธีเปิด นักศึกษาสองสถาบันได้ช่วยกันแบกอุปกรณ์ล้อเลียนที่ผลิตขึ้น นำเข้ามาพร้อมกับริ้วขบวน โดยทั่วไปจะมีข้อความที่เป็นที่ประชดหรือล้อเลียนการเมืองหรือนักการเมือง
แต่ในฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ปีนี้ ปรากฏรูปตัวมังกรยักษ์ตัวหนึ่ง กางกรงเล็บพร้อมจะตะครุบอะไรบางอย่าง
ในกรงเล็บนั้นมีรูปคนไทยยืนอยู่ ดูปุ๊บก็รู้ว่าต้องการสื่ออะไร
มังกรตัวนี้คือจีน สื่อความหมายว่า “คนไทยเราอยู่ในกำมือของคนอื่น เขาบีบทีเดียวเราก็ตายแล้ว”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
