bg-single

ความรู้สึกรังเกียจจีนที่ปรากฏในสังคมและสื่อในไทย

13.12.2016

บทความพิเศษ : ศาสตราจารย์จาง ซี เจิ้น เขียน อาทร ฟุ้งธรรมสาร วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แปล

ผู้เขียนได้ติดตามการรายงานข่าวและบทวิจารณ์ที่เป็นลบกับจีนตามสื่อต่างๆ มาโดยตลอด

จะพยายามรวบรวมเนื้อหาและประเภทงานเขียนที่แสดงความรังเกียจจีน

ดังต่อไปนี้

1.”ไทยจะกลายเป็นมณฑลหนึ่งของจีน” นี่เป็นการรายงานของสื่อฉบับหนึ่งในเมืองไทย ตีพิมพ์การเปิดเผยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เป็นการกล่าวเตือนรัฐบาลไทยว่า “จีนได้ยื่นเงื่อนไขต่อฝ่ายไทยว่า หากไทยต้องการให้ฝ่ายจีนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าไทย-จีน ฝ่ายจีนต้องการได้สิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่ตลอดแนว 2 ข้างทางรถไฟ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟ”

คำวิจารณ์จากข้อกล่าวอ้างนี้ก็คือ หากไทยไปยอมจีนในด้านนี้ ก็เท่ากับ “ไทยได้สูญเสียดินแดนของตัวเอง” ซึ่งเป็นการพูดเป็นนัยๆ ว่า พื้นที่เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “เขตเช่า” ของจีน

คนไทยไม่น้อยมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเรื่องนี้ พวกเขาเห็นว่า จีนได้ปฏิบัติเช่นนี้ในประเทศลาว ลาวไม่กล้าปริปาก แต่ไทยไม่ใช่ลาว

รายงานยังแจ้งว่า “พ่อค้าจีนได้เข้ามาแย่งตลาดเมืองไทย แม้เมืองไทยจะเป็นเศรษฐกิจตลาดเสรีก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้คนอื่นรังแกได้”

รายงานยังแจ้งว่า “แม้จนปัจจุบัน ยังไม่เห็นรัฐบาลมีมาตรการใดๆ ในการรับมือกับเรื่องนี้ หรือว่าต้องรอจนไทยกลายเป็นมณฑลหนึ่งของจีนไปแล้วถึงรู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น”

2.”คนจีนเข้ามาเยอะเกินไป ไทยยากที่จะไปดูแลควบคุมได้” นิคมหรือพื้นที่พัฒนาบางแห่งในไทยถูกกลุ่มบริษัทจีนปิดล้อม ห้ามไม่ให้คนไทยผ่านเข้าออกได้ ซึ่งทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ

มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในย่านลาดกระบังมีแหล่งคนจีนเข้ามาอยู่รวมกันกลายเป็นไชน่าทาวน์แหล่งใหม่ นับวันจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นานๆ ไปอาจจะคุมไม่อยู่

ครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐบางท่านคัดค้านไม่ให้รับอาจารย์ชาวจีนและรับนึกศึกษาจากจีนเพิ่มอีก

มีรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีนโยบายส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยพัฒนาให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ให้รับนักเรียนต่างชาติ (รวมทั้งนักศึกษาจากประเทศจีน) มากขึ้น แต่ก็กลัวว่านักศึกษาจีนเรียนจบแล้วจะแย่งงานคนไทยทำ

มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเตรียมจะเปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านอาเซียนศึกษา เพื่อรับนักศึกษาจากจีน และใช้ภาษาจีนในการบรรยายวิชาต่างๆ โครงการนี้ถูกคัดค้านโดยอาจารย์ไทยทั้งหมด

3.”คนจีนใช้ทุกวิถีทางให้ตัวเองได้อยู่เมืองไทย มาแย่งอาชีพกับคนไทย”

คนจีนอยู่เมืองไทยด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมายดังต่อไปนี้ วิธีที่หนึ่งคือ หลอกแต่งงานกับคนไทย เมื่อแต่งงานกับคนไทยแล้ว ก็สามารถซื้อที่ดิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามของคนไทย คนไทยก็จะได้คอมมิสชั่นก้อนโต วิธีนี้ทำให้คนจีนที่ถูกหลอกก็มีเหมือนกัน ที่คนไทยได้เงินไปแล้วก็ขอหย่า และได้เป็นเจ้าของครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่คนจีนซื้อให้

วิธีที่สองคือ ใช้บัตรประชาชนปลอม พ่อค้าชาวจีนใช้วิธีซื้อบัตรประชาชนปลอม โดยติดรูปในบัตรประชาชนของผู้อื่น หรือเอารูปไปติดบัตรประชาชนของคนไทยที่มรณะไปแล้ว คนจีนใช้เงิน 30,000 (สามหมื่นบาทหรือราว 6 พันหยวนจีน) ก็สามารถซื้อบัตรประชาชนได้ใบหนึ่ง

วิธีการที่สามคือ ทำวีซ่านักศึกษา ที่เมืองไทยมีนักศึกษาจีนเกือบ 3 หมื่นคน มีนักศึกษาจีนไม่น้อยจดทะเบียนไว้ในมหาวิทยาลัยระดับสามระดับสี่ (ที่เสียค่าเล่าเรียนก็เป็นนักศึกษาได้เลย)

คนจีนที่อยู่เมืองไทยในฐานะนักศึกษาเหล่านี้ก็จะไปทำการค้า เป็นตัวแทนสั่งสินค้า หรือทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

4.”อาศัยการร่วมทุน หลอกต้มรัฐบาลไทย”

นี่เป็นวิธีที่ทำกันบ่อยมากในเมืองไทย เราเรียกว่าร่วมทุนหุ้นลม กล่าวคือ ตามกฎหมายของไทยนั้น คนต่างชาติจดทะเบียนวิสาหกิจที่ตนถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ต้องเป็นวิสาหกิจร่วมทุนกับคนไทย คนไทยต้องถือหุ้นเกิน 51% คนไทยจะได้มีสิทธิ์ออกเสียงชี้ขาดได้

แต่ในความเป็นจริง มีวิสาหกิจร่วมทุนไทยจีนเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะที่เป็นวิสาหกิจขนาดเล็กนั้น ผู้ร่วมทุนฝ่ายไทยไม่ได้ออกเงินแม้แต่งแดงเดียว เพียงแต่ถือหุ้น 51% ในนามเท่านั้น เงินทุนทั้งหมดเป็นของคนจีน วิสาหกิจก็กำกับโดยฝ่ายจีน 100% ฝ่ายไทยก็รับเงินคอมมิสชั่นไปแบบจับเสือมือเปล่าโดยไม่ต้องเหนื่อยยากแต่อย่างไร ซึ่งเป็นการร่วมมือกันหลอกต้มรัฐบาลไทย

รัฐบาลไทยก็รู้ทั้งรู้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

5.”กีดกันผู้ประกอบการคนไทยด้วยวิธีการรับเหมาและผูกขาด”

ในหลายปีมานี้ บริษัทท่องเที่ยวของจีนได้เจาะเข้าไปยังอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างขนานใหญ่ ถึงกับคุกคามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

มีบริษัทท่องเที่ยวของคนจีนไปเปิดบริษัทร่วมทุนไทย-จีน แต่เนื่องจากฝ่ายจีนทุนหนากว่า จึงมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารจัดการธุรกรรมด้านการท่องเที่ยว

พวกเขาเช่าโรงแรมทั้งหลัง จ้างมัคคุเทศก์ อาศัยข้อได้เปรียบรับนักท่องเที่ยวจีน เท่ากับแย่งนักท่องเที่ยวจีนไปจากบริษัทการท่องเที่ยวของคนไทย

ยังมีพ่อค้ารับเหมา รับเหมาผลไม้ไปทั้งสวน ตามกฎหมายไทย การรับเหมาเช่นนี้ต้องส่งผลไม้ทั้งหมดไปขายยังต่างประเทศ

แต่พ่อค้ารับเหมาเหล่านี้จะคัดเอาผลไม้เกรดรองๆ ลงมาขายส่งในเมืองไทย

เท่ากับกันโอกาสขายส่งของคนไทย

6.”มีนักธุรกิจจีนจำนวนหนึ่งนิสัยเอาแต่ได้ ทำให้ภาพลักษณ์คนจีนเสียไป”

นักธุรกิจชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ทำธุรกรรมก็ยังยึดหลักคุณธรรม โดยทั่วไปจะไม่หลอกลวงลูกค้า ไม่ขายของปลอมหรือของด้อยคุณภาพ

ส่วนพ่อค้าจากเมืองจีนนั้นไม่ค่อยคำนึงถึงจรรยาบรรณด้านการค้า ไม่รักษาคำพูด

เช่น สินค้าที่ส่งมอบจะคนละเกรดกับตัวอย่างสินค้าที่นำมาเสนอ คำว่า “ผลิตในจีน” จึงไม่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในเมืองไทย โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารและของใช้ประจำวันยิ่งไม่ได้รับความสนใจจากผู้อุปโภคบริโภคชาวไทย

เมืองไทยนิยมสั่งสินค้าอุปโภคบริโภคจากญี่ปุ่น เกาหลี และออสเตรเลีย ของจีนนั้นสั่งเข้ามาน้อยมาก

พ่อค้าชาวไทยเชื้อสายจีนไม่ค่อยชอบชาวจีนอพยพรุ่นใหม่ เห็นว่าเป็นคนเอาแต่ได้ ชอบวิ่งเต้น เข้าหาผู้ใหญ่และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายได้

ไม่ค่อยใส่ใจกิจกรรมสาธารณะหรือความเป็นอยู่ของผู้คน

ในวีเช็กปรากฏคำเตือนใจพ่อค้าชาวจีนว่า “รู้จักแบ่งปัน ห้ามกินรวบแต่ผู้เดียว” ???????????มีคนสำรวจความคิดเห็นของคนที่ทำการค้าขายในเมืองไทย เพื่อจัดลำดับนักธุรกิจเอเชียตะวันออก ที่น่าค้าขายด้วยกัน

ผลปรากฏว่าญี่ปุ่นมาอันดับหนึ่ง ตามด้วยไต้หวัน เกาหลี ที่แย่ที่สุดคืนนักธุรกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่

7.”นักท่องเที่ยวจีนบางคนขาดศีลธรรมสาธารณะ ทำลายภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวในไทย”

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาท่องเที่ยวที่เมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนสารพัดอย่างปะปนอยู่ในนักท่องเที่ยวเหล่านี้

ผู้ที่มีพฤติกรรมที่น่าตำหนิก็มีอยู่ไม่น้อย

ข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ของคนจีนก็ปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นประจำ

ที่เป็นข่าวก็อย่างเช่น จากการเอาน้ำร้อนสาดใส่หน้าแอร์โฮสเตส จนถึงอึฉี่ตามวัดวาอารามและพระบรมมหาราชวัง ขากถุยตามใจชอบ พูดจาตะโกนดังโหวกเหวก ไม่ยอมเข้าคิว ฯลฯ

เป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนไทยเอือมระอา จนมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวจีน แต่รัฐบาลเห็นว่าเพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ จึงแนะนำให้คนไทย “อดทน” ต่อพฤติกรรมเหล่านั้น

สภาพการณ์เช่นนี้สะท้อนความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนไทย

ในระยะหลังๆ คนจีนนิยมขับรถยนต์ส่วนบุคคลข้ามประเทศมาท่องเที่ยวยังไทยมากขึ้น โดยขับจากมณฑลยูนนาน ผ่านประเทศลาวแล้วขับบึ่งเข้ามาอย่างสนุกสานที่เมืองไทย ซึ่งก็ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนที่เป็นลบในหมู่คนไทยเช่นกัน

นักท่องเที่ยวที่มากับรถส่วนตัวเหล่านี้ ไปตั้งแคมป์ กางเต๊นท์ค้างแรมระหว่างทาง ทิ้งขยะเกลื่อนสถานที่ นึกจะจอดรถก็จอดโดยไม่ทำตามกฎจราจรของไทย เกะกะระราน ส่วนที่เป็นรถตู้นั้นก็ค้างคืนในรถของตัวเอง ไม่ยอมไปพักตามโรงแรม เรียกว่าเป็นทัวร์ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดียิ่ง

บางสื่อในไทยแจ้งว่า พวกท่องเที่ยวด้วยรถส่วนตัวนี้ มาใช้บริการถนนหนทางโดยไม่ต้องช่วยออกค่าบำรุงรักษาถนนหนทาง รถก็จอดระเกะระกะ หาต้องเสียค่าจอดไม่

ยังมีบางสื่อกล่าวว่า พฤติกรรมอันไม่ศิวิไลซ์ของนักท่องเที่ยวจีนกระทบมนต์เสน่ห์ของไทย ทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันตกลดน้อยลง

เพราะฉะนั้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนให้น้อยลง

8.”ไทยจะตกอยู่ในอาณัติของจีน”

เรื่องนี้สะท้อนในริ้วขบวนพาเหรดในกีฬา “ฟุตบอลประเพณี” จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ในพิธีเปิด นักศึกษาสองสถาบันได้ช่วยกันแบกอุปกรณ์ล้อเลียนที่ผลิตขึ้น นำเข้ามาพร้อมกับริ้วขบวน โดยทั่วไปจะมีข้อความที่เป็นที่ประชดหรือล้อเลียนการเมืองหรือนักการเมือง

แต่ในฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ปีนี้ ปรากฏรูปตัวมังกรยักษ์ตัวหนึ่ง กางกรงเล็บพร้อมจะตะครุบอะไรบางอย่าง

ในกรงเล็บนั้นมีรูปคนไทยยืนอยู่ ดูปุ๊บก็รู้ว่าต้องการสื่ออะไร

มังกรตัวนี้คือจีน สื่อความหมายว่า “คนไทยเราอยู่ในกำมือของคนอื่น เขาบีบทีเดียวเราก็ตายแล้ว”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“เอกนัฏ” ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี
สน.วังทองหลาง เปิดปฏิบัติการลุยตรวจสอบสถานบริการ-สถานประกอบการ กลุ่มเสี่ยง 5 ร้าน โซนซอยมหาดไทย
ไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก หากไม่เร่งแก้ไข จะตัดโอกาสเยาวชนอีกหลายหมื่นคน
กมธ.สาธารณสุข จี้ รมว.สธ.เร่งตรวจเชิงรุก กรณีพ่อแม่ทิพย์ เสนอบังคับตรวจดีเอ็นเอ​
อนุ กมธ. อุตสาหกรรมฯ จี้คุมเข้ม “แพลนต์ปูน” กลางชุมชน จ่อลุยตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าหลังชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ-น้ำปูนทะลัก
E-DUANG | พัฒนาการ ในทาง ความคิด เหมือนจะ”จบ” กลับ”ไม่จบ”
วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)