ศึกษา และ ตีความ ของ อัตตา และ อนัตตา ค้นหา วิธี ดับทุกข์

แม้การตีความ “ต่าง” อันมาจากท่านพุทธทาสภิกขุที่สำคัญ 1 คือ การตีความผ่านหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” แล้วโยงไปยังเรื่อง “การเกิด” และ “การดับ”
แต่ความสนใจในตอนนี้คือ ประเด็นว่าด้วย “จิตว่าง”
จึงจะข้ามบทที่ 4 ทัศนะของพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับการเกิดใหม่และปฏิจจสมุปบาท เข้าไปยังบทที่ 5 จิตว่างและการล้มเลิกข้อแตกต่างระหว่างฆราวาสกับบรรพชิต
และพุ่งเข้าไปยัง “จิตว่างกับสุญญตา-การตีความเรื่องอนัตตา”
โดยเริ่มจาก “นิยาม” อัน ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน เน้นว่า คำว่า “จิตว่าง” เป็นคำในภาษาไทยที่ท่านพุทธทาสคิดขึ้นมาใช้แทนคำว่า “สุญญตา” ในภาษาบาลี หรือ “ศุนยตา” ในภาษาสันสกฤต มีความหมายตามตัวอักษรว่า
“ความว่าง” หรือ “ความว่างเปล่า”
ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน นำเสนอเนื้อหาตอนนี้อย่างมากด้วยความระมัดระวัง และได้เสนอแง่มุมที่ไม่ควรมองข้ามอย่างผ่านเลย
ทำให้เข้าใจท่านพุทธทาสภิกขุได้กว้างขวาง ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
นั่นก็คือ
คําว่า “จิตว่าง” นี้ในภาษาไทยอาจมีความหมายตามตัวอักษรว่า “จิตที่ว่างเปล่า” ก็ได้ ในการแปลความหมายของคำคำนี้เราต้องระมัดระวังให้ดี เพราะแนวคิดเกี่ยวกับ “ว่าง” หรือ “สุญญะ” ในคติฝ่ายเถรวาทนั้นมีแง่มุม 2 อย่างที่แตกต่างกันค่อนข้างมากแต่ก็เกี่ยวเนื่องกัน
อย่างแรก สุญญตามีความหมายเหมือนอนัตตา หรือความไร้แก่นสาร อันเป็นลักษณะเชิงปรากฏการณ์ของทุกสิ่งทุกอย่าง
คือ เป็นความว่างโดยพื้นฐานของสัตวะทั้งหลาย
สุญญตายังมีความหมายอย่างที่ 2 ซึ่งมีความสำคัญในเชิงจริยธรรม คือ หมายถึง “ความว่างจากกิเลสตัณหา ความชั่ว และกรรม”
ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเท่าที่ผ่านมานั้นคำว่า “สุญญตา” จะใช้กันมากที่สุดในความหมายของ “อนัตตา” ที่เกี่ยวกับโลกภายนอก คือ หมายถึงแนวคิดเกี่ยวกับความไร้แก่นสารของสิ่งต่างๆ ภายนอกร่างกายคน
ในแง่นี้สุญญตาจึงหมายถึงความว่าง หรือความว่างเปล่าของโลก ดังที่แสดงไว้ด้วยข้อความต่อไปนี้ซึ่งมาจากพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คือ
“เพราะว่างจากตัวตนหรือสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับตัวตน จึงกล่าวได้ว่า โลกนี้ว่าง”
ความหมายอย่างที่ 2 ของสุญญตาก็คือ ความว่างจากกิเลส หรือความเศร้าหมองทางศีลธรรม ซึ่งคติในพระพุทธศาสนาหมายถึง “อุเบกขา” หรือความสมดุลทางจิต
นั่นคือ ภาวะที่จิตของคนเราไม่ถูกดึงเข้าหาหรือถูกผลักออกจากใครๆ หรือสิ่งใดๆ
แม้ว่านิกายเถรวาทแบบดั้งเดิมจะเน้นที่ความหมายอย่างแรกของ “สุญญตา” คือเน้นที่ความหมายเหมือนกับ “อนัตตา” ความไร้แก่นสารของสิ่งต่างๆ ในโลกดังที่กล่าวไว้ข้างบนนี้ก็ตาม
เมื่อท่านพุทธทาสแสดงแนวคิดเรื่อง “จิตว่าง” ท่านกลับเน้นมากที่สุดที่ความหมายอย่างที่ 2
คือ ความว่างจากกิเลสตัณหา
ในการแปลความหมายของ “อนัตตา” นั้น ท่านพุทธทาสเน้นย้ำความสำคัญสูงสุดที่ภาวะทางจิตที่ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือที่ความไม่เห็นแก่ตัวนั่นเอง ท่านไม่ได้ตัดทิ้งความหมายอย่างแรกของ “อนัตตา” ออกไปจากงานเขียนของท่าน แต่ท่านไม่ค่อยจะเน้นย้ำความหมายนี้เท่าไรนัก
การที่ท่านเน้นย้ำความหมายของ “อนัตตา” หรือ “จิตว่าง” ในแง่มุมทางจริยธรรมก็เนื่องจากเหตุผลในทางปฏิบัติ
ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า
“การแปลความหมายคำว่า “อนัตตา” และ “อัตตา” เท่าที่ผ่านมานั้นไม่ได้ก่อประโยชน์อย่างเต็มที่เลย เราจะต้องแปลความหมายของคำทั้ง 2 นี้เสียใหม่เพื่อให้อำนวยประโยชน์และเป็นประโยชน์แก่คนเราทุกคนที่ต้องการระงับดับทุกข์”
สรุปแล้ว ท่านพุทธทาสเห็นว่า ความหมายแบบดั้งเดิมของ “อนัตตา” ที่แสดงถึงความไร้แก่นสารหรือตัวตนนั้นยังไม่ได้ก่อประโยชน์สูงสุดแก่ความพยายามในทางปฏิบัติของผู้ที่ต้องการบรรลุความดับทุกข์
ท่านได้แปลความหมายของ “อัตตา” เสียใหม่ว่า “ความยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง”
และแปลความหมายของ “อนัตตา” เสียใหม่ว่า แสดงถึง “ความไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง”
โดยที่ท่านเห็นว่า ความหมายใหม่ของคำทั้ง 2 นี้จะมีประโยชน์แก่การปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ได้มากกว่าความหมายแบบดั้งเดิม
บทวิเคราะห์โดย ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน จากการศึกษา สำรวจ กระบวนการในทางความคิดของท่านพุทธทาสภิกขุจึงทำให้มองเห็นว่า
ท่านพุทธทาสมิได้เริ่มต้นจากการคิดเอง เออเอง
ตรงกันข้าม ท่านเริ่มต้นจากการศึกษาพุทธธรรมอย่างถ่องถ้วน ที่สำคัญก็คือเน้นหนักไปยังมูลฐานอันเป็น “พระโอษฐ์”
คือ ตัวของพระพุทธเจ้า คือ ตัวของพุทธวจนะ
เป็นการเริ่มต้นด้วยท่วงทำนองของ “ทาสแห่งพระพุทธเจ้า” ขณะเดียวกัน ก็เสาะหากระบวนการทุกอย่างเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเคยแสวงหา
นั่นก็คือ การแสวงหาหนทางเพื่อการ “ดับทุกข์”
