bg-single

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : “พิเชษฐ์ กลั่นชื่น” เสรีภาพ/พื้นบ้าน VS วัฒนธรรม/ความตาย (2)

28.12.2016

ผู้ชมที่เคยดูการแสดงของ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น คงนึกออกว่าพิเชษฐ์ในฐานะผู้กำกับฯ ให้น้ำหนักกับการให้นักเต้นตีความงานจนงานแสดงปัจเจกภาพของนักเต้นออกมาอย่างถึงที่สุด

ตัวพิเชษฐ์เคยทำงาน “ตามไก่” ซึ่งโดดเด่นมากเรื่องความเปลี่ยนแปลงของนักเต้นสู่การเต้นซึ่งแต่ละคนมีสภาพราวกำลังแสดงงานเดี่ยวในพื้นที่เดียวกับเพื่อนร่วมคณะ และงาน Dancing With Death ก็สืบทอดคุณลักษณะนี้ต่อมาอย่างชัดเจน

อิสรภาพและปัจเจกภาพมีความสำคัญมากในงานเต้นของพิเชษฐ์ชุดนี้ เช่นเดียวกับในมุมมองของพิเชษฐ์ต่อการเมือง, สังคม, ความเป็นชาติ, ความเป็นไทย, ประเพณี

รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่ถูกเรียกว่า “วัฒนธรรม”

คำถามคือพิเชษฐ์ทำเรื่องนี้เป็นงานเต้นและออกแบบการเต้นให้สื่อสารประเด็นเหล่านี้สู่ผู้ชมอย่างไร?

 

ในช่วงที่สองของงานชุด “เต้นรำกับความตาย” พิเชษฐ์ฉีดความอึดอัดใส่ผู้ชมผ่านเครื่องมือแทบทั้งหมดตั้งแต่แสงสลัวที่ทำให้ผู้ชมอยู่ในภวังค์แห่งความไม่รู้, เสียงที่สร้างความรู้สึกว่าเมื่อไรห้วงภวังค์จะจบ, นักเต้นเคลื่อนไหวเนิบนาบราวภพที่เวลาปราศจากความหมาย, การเคลื่อนตัวที่จับทิศทางไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งสร้างภาวะความอึดอัดอันเหลือทนของชีวิตจนอีกนิดก็จะเข้าปริมณฑลของการไล่ผู้ชมจากงานแสดง

ขณะที่ความอึดอัดจากความไม่รู้ถูกใช้เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงสภาวะไร้อิสรภาพและไร้ปัจเจกภาพ

ความ “ชั้นครู” ของพิเชษฐ์ในการกำกับฯ ก็จะแสดงออกมาให้เห็นผ่านความแม่นยำในการสร้างและหยุดบรรยากาศแห่งความอึดอัดไม่ให้ลุกลามสู่การปฏิเสธชิ้นงานทั้งหมด

เพราะเมื่อถึงจุดที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป พิเชษฐ์ก็ปล่อยให้นักเต้นแต่ละคนสร้างโลกของตัวเองจนปัจเจกภาพและชีวิตผุดพรายขึ้นบนเวที

ถึงตอนนี้ ผู้ชมจะพบว่าความอึดอัดที่พิเชษฐ์เคยประเคนให้จากความมืด, ความไม่รู้, ความเนิบนาบ และความเชื่องช้าได้เจือจางหายไป

องค์ประกอบบนเวทีเริ่มคมชัดพอที่ผู้ชมจะรับรู้ว่า Dancing With Death มีโครงเรื่องเป็นการต่อสู้ระหว่างสองตัวละครหลักคือพิเชษฐ์และกรกาญจน์

ส่วนประเด็นอิสรภาพ, ชีวิต, ความตาย ฯลฯ เป็นเสมือนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดในงานแสดงนี้ทั้งกระบวน

 

การเต้นช่วงนี้ในสี่สิบนาทีสุดท้ายคือช่วงที่งาน “เต้นรำกับความตาย” สนุกที่สุด

การเผชิญหน้าและการขับเคี่ยวระหว่างสองตัวละครนำไปสู่การสลับขั้วและเปลี่ยนข้างของนักเต้นที่เคลื่อนไปข้างนั้นทีข้างนี้ทีไม่มีสิ้นสุด

ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายพุ่งสูงขึ้นโดยพิเชษฐ์เป็นฝ่ายไล่ล่าอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนแคนลายลำเพลินก็กลายเป็นบีตซ้ำซากที่ใส่เสียงสังเคราะห์ผสมกลองกับเบสอีกนิดก็เป็น EDM ได้ทันที

ควรระบุด้วยว่าพิเชษฐ์ออกแบบให้ดนตรีเป็นเฉกเช่นเดียววัตถุประหลาดที่นิยามไม่ได้เหนือเวทีที่นักเต้นต้องวิ่งวนไปมาตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกอย่างเป็นเรื่องของการทำซ้ำ, การวนไปมา, การเคลื่อนตัวที่พยายามหาทางออกแต่ไม่สามารถออกไปได้ และท่าเต้นของนักเต้นก็คงคุณลักษณะนี้ไว้อย่างครบถ้วน

นั่นก็คือเป็นการเต้นบนพื้นฐานของการทำซ้ำและการพยายามออกไปจากตัวเองที่ไม่สำเร็จตลอดเวลา

มูฟเมนต์ของดนตรี/พื้นที่/การเต้น ที่เคลื่อนที่แบบต่อเนื่องแต่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปบนความกระเสือกกระสนที่จะหลุดพ้นจากวัฏจักรแบบนี้แสดงให้เห็นความลึกในงานของพิเชษฐ์ งานแสดงความเป็นปัญญาชนของพิเชษฐ์ที่ใช้การเต้นทำงานทางปัญญา

หรือพูดอีกแบบก็คือพิเชษฐ์เป็นตัวอย่างของปัญญาชนสาธารณะที่ทำงานผ่านศิลปะร่วมสมัยซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัญญาชนนักวิชาการ

 

กลับไปพูดเรื่องตัวละครอีกที

ผู้ชมที่ช่างจินตนาการคงนึกออกว่าเรื่องเล่าว่าด้วยการขับเคี่ยวของสองตัวละครนั้นยั่วเย้าให้ครุ่นคิดว่าตัวละครเป็นตัวแทนของอะไร แต่เมื่อผู้ชมมีเสรีภาพในการตีความ คำอธิบายว่างานสื่อถึงการต่อสู้ระหว่างจิตและวิญญาณในโลกหลังความตายจึงไม่เป็นธรรมนัก อย่างเดียวที่เราพูดได้คือการไล่ล่าดำเนินไปจนการแสดงช่วงที่สองเสร็จสิ้น ถัดจากนั้นก็คือการดิ้นรนจากการไล่ล่าที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย

งานเต้นเคลื่อนสู่ช่วงที่สามเมื่อคณะนักเต้นชุดใหญ่กรูเข้าเวทีด้วยความวุ่นวายคล้ายขบวนแห่แถบอีสาน

นักเต้นร่ายรำแบบ “ชาวบ้าน” ที่พบได้หน้าเวทีลำเพลินของบานเย็น รากแก่น เสียงโห่และกลอนลำเปิดเป็นวงรอบซ้ำซากจนกลบเสียงสังเคราะห์ไปหมด

นักเต้นจากโรงละครช้างลงไปเต้นกับขบวนแห่

ส่วนบนวัตถุที่นิยามไม่ได้นั้นมีแต่พิเชษฐ์และกรกาญจน์ซึ่งฝ่ายแรกเปล่งรังสีคุกคามฝ่ายหลังโดยสมบูรณ์

ท่ามกลาง “ชาวบ้าน” ที่พรั่งพรูจนวิถีการเต้นซึ่งกำกับโดยวัตถุที่นิยามไม่ได้นั้นต้องพังทลายลงไป

พิเชษฐ์กลายเป็นตัวละครที่สื่อสารกับ “ชาวบ้าน” ผ่านการเต้นที่มีจังหวะจะโคนตามห้องดนตรีของกลอนลำแบบ 1-2-3-4 อย่างไม่มีผิดเพี้ยน แขน, ขา, ข้อมือ, เอว ฯลฯ ที่พลิ้วไหวอย่างซับซ้อนลดรูปเป็นท่าเต้นที่อีกนิดเดียวก็คือกิจกรรมเข้าจังหวะ

ส่วนกรกาญจน์ก็พยายามสื่อสารกับ “ชาวบ้าน” แต่ล้มเหลวตลอดเวลา

ขณะที่การสื่อสารของพิเชษฐ์กับ “ชาวบ้าน” ทำให้พิเชษฐ์ต่อติดกับ “ชาวบ้าน” จน “ชาวบ้าน” ละม้ายคล้ายมวลชนที่มีพิเชษฐ์เป็นวาทยกรกำกับมวลชนทั้งหมด

สงครามระหว่างพิเชษฐ์กับกรกาญจน์ก็จะเริ่มดำเนินไปในสภาพที่พิเชษฐ์อวดศักดาของความเป็นผู้นำมากขึ้นเรื่อยๆ

การประจันหน้ากลายเป็นการเย้ยหยันซึ่งจบด้วยพิเชษฐ์เดินไปหาอีกฝ่ายราวแม่ทัพที่พร้อมบดขยี้ผู้แพ้ฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซากทันที

อย่างไรก็ดี พิเชษฐ์เดินเฉียดกรกาญจน์โดยไม่มองอีกฝ่ายแม้หางตาแล้วลงสู่เวทีไปเต้นเป็นเนื้อเดียวกับ “ชาวบ้าน”

ซึ่งในที่สุดจะเคลื่อนที่จนระเบียบบนเวทีเป็นสภาพไร้ระเบียบ

กรกาญจน์นอนนิ่งบนวัตถุที่นิยามไม่ได้ ส่วน “ชาวบ้าน” ก็เคลื่อนไปรอบวัตถุนั้นจนแทบเหยียบกรกาญจน์ซึ่งจะลอบเข้าขบวนเต้นชาวบ้านในปั้นปลาย

จากนั้นการแสดงก็จบลงโดยเส้นแบ่งระหว่างนักเต้นกับ “ชาวบ้าน” ไม่มีอีกต่อไป

 

พิเชษฐ์และคณะนักเต้นแห่งโรงละครช้างพัฒนางานเต้นชุดนี้จากการวิจัยงานผีตาโขนที่จังหวัดเลย แม้ผีตาโขนจะเป็นทั้งเทศกาลและงานบุญปะปนกันจนเกิดการชักเย่อไปมาว่างานนี้เกิดจากความเชื่อตามพุทธศาสนาหรือผีพื้นบ้านกันแน่ แต่สิ่งที่พิเชษฐ์และคณะนักเต้นเห็นในงานผีตาโขนคือการเต้น และในการเต้น สิ่งที่พวกเขาเห็นต่อไปคือท่าเต้นแบบชาวบ้านนั้นมีนัยยะเรื่องเสรีภาพอย่างสำคัญ

ภาพลักษณ์ของพิเชษฐ์คือการขบถและแหกคอกต่อวงการนาฏศิลป์ไทย

และในเมื่อนาฏศิลป์เป็นเสาใหญ่ของประเพณีและวัฒนธรรมจารีต ภาพลักษณ์ของพิเชษฐ์จึงมีด้านที่ท้าทายวัฒนธรรมและประเพณีไทยด้วย

พิเชษฐ์เคยทำงานหลายชิ้นซึ่งเล่นเรื่องชาวบ้านตั้งแต่โนห์รา, การเข้าทรง, พิธีบูชาพระคเณศ ฯลฯ ว่าเป็นความเป็นไทยไม่น้อยกว่าวัฒนธรรมและประเพณีไทย และผีตาโขนก็สืบทอดมุมมองแบบนี้ต่อมา

ผีตาโขนคืองานของชาวบ้านแถบชายแดนซึ่งความเชื่อพื้นบ้านปนเปกับหลักศาสนา แต่รัฐไม่ยอมรับว่างานนี้เป็นวัฒนธรรมไทยเท่าโขน, รำไทย, ชุดรัตนโกสินทร์, ช่างสิบหมู่ ฯลฯ ซึ่งอิงธรรมเนียมราชสำนักและพุทธศาสนาโดยเคร่งครัด

การพินิจผีตาโขนโดยพิเชษฐ์ผู้มีพื้นฐานจากโขนจึงเป็นปฏิบัติการที่ “ผี” แห่งวงการโขนพินิจงานพื้นบ้านซึ่งเป็น “ผี” ของวัฒนธรรมจารีตจนได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ

 

Dancing With Death เป็นงานที่พิเชษฐ์ในฐานะนักเต้นประกาศมุมมองของพิเชษฐ์ในฐานะปัญญาชนสาธารณะว่าวัฒนธรรมและประเพณีที่อยู่ในกรอบของการทำซ้ำและทำตามจารีตนั้นมีแต่จะเดินหน้าไปสู่ความตาย ส่วนวัฒนธรรมและประเพณีที่เปะปะไร้แบบแผนนั้นกลับเต็มไปด้วยพลังชีวิต ส่วนการปะทะกันของวัฒนธรรมที่ต่างกันนั้นจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของวัฒนธรรมจารีตแน่ๆ ถ้าไม่มีการปรับตัว

แน่นอนว่าสารนี้น่าตื่นตาตื่นใจ แต่อาจคิดบวกไปนิด เมื่อคำนึงถึงสภาวะของประเทศที่อำนาจรัฐยุคนี้สนับสนุนวัฒนธรรมประเพณีแบบจารีตจนเข้าขั้นคลุ้มคลั่ง

ความน่าสนใจคือพิเชษฐ์ค้นพบว่า “งานพื้นบ้าน” คือพื้นที่ของเสรีภาพในการเต้น และขณะเดียวกัน สิ่งที่พิเชษฐ์เห็นจาก “ชาวบ้าน” ในผีตาโขนคือการเต้นที่ดูไร้รูปแบบกลับมีแก่นที่การร่ายรำง่ายๆ ซึ่งมีพื้นฐานจากความคุ้นเคยของมนุษย์โดยตรง

ในงานของพิเชษฐ์ชิ้นนี้ เสรีภาพคือรากฐานของอิสรภาพในความหมายของสภาวะอิสระทางความคิดและจิตวิญญาณ พิเชษฐ์เตือนว่าวัฒนธรรมคือ “วัฒนธรรม” และประเพณีคือ “ประเพณี” ซึ่งทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของระบบจารีตที่พันธนาการมนุษย์ วัฒนธรรมและประเพณีเป็นอุปสรรคของเสรีภาพและอิสรภาพ “ชาวบ้าน” ที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางทางวัฒนธรรมประเพณีจึงใกล้เสรีภาพทันที

ขณะที่พิเชษฐ์ในฐานะนักเต้นและนักออกแบบท่าเต้นสร้างงานทางสุนทรียศาสตร์ที่ก้าวหน้าต่อไป พิเชษฐ์ในฐานะปัญญาชนสาธารณะก็ทำให้การเต้นเชื่อมต่อกับการสื่อสารความคิดเรื่องเสรีภาพและอิสรภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ Dancing With Death เป็นงานซึ่งบอกผู้ชมว่าประเพณีและวัฒนธรรมนั้นไว้ใจไม่ได้ และพลังชีวิตมีแต่จะได้มาโดยการออกไปจากขนบและจารีตแบบเดิมๆ

สำหรับศิลปินที่มีความเป็นปัญญาชนแบบนี้ สิ่งที่ผู้ชมต้องทำคือติดตามต่อไปว่าเขาจะชี้ชวนไปทางไหนในเส้นทางของการทัศนาจรทางศิลปะและจิตวิญญาณ

ที่มา FB : Pichet Klunchun Dance Company



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร