ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : “พิเชษฐ์ กลั่นชื่น” เสรีภาพ/พื้นบ้าน VS วัฒนธรรม/ความตาย (2)

ผู้ชมที่เคยดูการแสดงของ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น คงนึกออกว่าพิเชษฐ์ในฐานะผู้กำกับฯ ให้น้ำหนักกับการให้นักเต้นตีความงานจนงานแสดงปัจเจกภาพของนักเต้นออกมาอย่างถึงที่สุด
ตัวพิเชษฐ์เคยทำงาน “ตามไก่” ซึ่งโดดเด่นมากเรื่องความเปลี่ยนแปลงของนักเต้นสู่การเต้นซึ่งแต่ละคนมีสภาพราวกำลังแสดงงานเดี่ยวในพื้นที่เดียวกับเพื่อนร่วมคณะ และงาน Dancing With Death ก็สืบทอดคุณลักษณะนี้ต่อมาอย่างชัดเจน
อิสรภาพและปัจเจกภาพมีความสำคัญมากในงานเต้นของพิเชษฐ์ชุดนี้ เช่นเดียวกับในมุมมองของพิเชษฐ์ต่อการเมือง, สังคม, ความเป็นชาติ, ความเป็นไทย, ประเพณี
รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่ถูกเรียกว่า “วัฒนธรรม”
คำถามคือพิเชษฐ์ทำเรื่องนี้เป็นงานเต้นและออกแบบการเต้นให้สื่อสารประเด็นเหล่านี้สู่ผู้ชมอย่างไร?
ในช่วงที่สองของงานชุด “เต้นรำกับความตาย” พิเชษฐ์ฉีดความอึดอัดใส่ผู้ชมผ่านเครื่องมือแทบทั้งหมดตั้งแต่แสงสลัวที่ทำให้ผู้ชมอยู่ในภวังค์แห่งความไม่รู้, เสียงที่สร้างความรู้สึกว่าเมื่อไรห้วงภวังค์จะจบ, นักเต้นเคลื่อนไหวเนิบนาบราวภพที่เวลาปราศจากความหมาย, การเคลื่อนตัวที่จับทิศทางไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งสร้างภาวะความอึดอัดอันเหลือทนของชีวิตจนอีกนิดก็จะเข้าปริมณฑลของการไล่ผู้ชมจากงานแสดง
ขณะที่ความอึดอัดจากความไม่รู้ถูกใช้เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงสภาวะไร้อิสรภาพและไร้ปัจเจกภาพ
ความ “ชั้นครู” ของพิเชษฐ์ในการกำกับฯ ก็จะแสดงออกมาให้เห็นผ่านความแม่นยำในการสร้างและหยุดบรรยากาศแห่งความอึดอัดไม่ให้ลุกลามสู่การปฏิเสธชิ้นงานทั้งหมด
เพราะเมื่อถึงจุดที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป พิเชษฐ์ก็ปล่อยให้นักเต้นแต่ละคนสร้างโลกของตัวเองจนปัจเจกภาพและชีวิตผุดพรายขึ้นบนเวที
ถึงตอนนี้ ผู้ชมจะพบว่าความอึดอัดที่พิเชษฐ์เคยประเคนให้จากความมืด, ความไม่รู้, ความเนิบนาบ และความเชื่องช้าได้เจือจางหายไป
องค์ประกอบบนเวทีเริ่มคมชัดพอที่ผู้ชมจะรับรู้ว่า Dancing With Death มีโครงเรื่องเป็นการต่อสู้ระหว่างสองตัวละครหลักคือพิเชษฐ์และกรกาญจน์
ส่วนประเด็นอิสรภาพ, ชีวิต, ความตาย ฯลฯ เป็นเสมือนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดในงานแสดงนี้ทั้งกระบวน
การเต้นช่วงนี้ในสี่สิบนาทีสุดท้ายคือช่วงที่งาน “เต้นรำกับความตาย” สนุกที่สุด
การเผชิญหน้าและการขับเคี่ยวระหว่างสองตัวละครนำไปสู่การสลับขั้วและเปลี่ยนข้างของนักเต้นที่เคลื่อนไปข้างนั้นทีข้างนี้ทีไม่มีสิ้นสุด
ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายพุ่งสูงขึ้นโดยพิเชษฐ์เป็นฝ่ายไล่ล่าอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนแคนลายลำเพลินก็กลายเป็นบีตซ้ำซากที่ใส่เสียงสังเคราะห์ผสมกลองกับเบสอีกนิดก็เป็น EDM ได้ทันที
ควรระบุด้วยว่าพิเชษฐ์ออกแบบให้ดนตรีเป็นเฉกเช่นเดียววัตถุประหลาดที่นิยามไม่ได้เหนือเวทีที่นักเต้นต้องวิ่งวนไปมาตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกอย่างเป็นเรื่องของการทำซ้ำ, การวนไปมา, การเคลื่อนตัวที่พยายามหาทางออกแต่ไม่สามารถออกไปได้ และท่าเต้นของนักเต้นก็คงคุณลักษณะนี้ไว้อย่างครบถ้วน
นั่นก็คือเป็นการเต้นบนพื้นฐานของการทำซ้ำและการพยายามออกไปจากตัวเองที่ไม่สำเร็จตลอดเวลา
มูฟเมนต์ของดนตรี/พื้นที่/การเต้น ที่เคลื่อนที่แบบต่อเนื่องแต่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปบนความกระเสือกกระสนที่จะหลุดพ้นจากวัฏจักรแบบนี้แสดงให้เห็นความลึกในงานของพิเชษฐ์ งานแสดงความเป็นปัญญาชนของพิเชษฐ์ที่ใช้การเต้นทำงานทางปัญญา
หรือพูดอีกแบบก็คือพิเชษฐ์เป็นตัวอย่างของปัญญาชนสาธารณะที่ทำงานผ่านศิลปะร่วมสมัยซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัญญาชนนักวิชาการ
กลับไปพูดเรื่องตัวละครอีกที
ผู้ชมที่ช่างจินตนาการคงนึกออกว่าเรื่องเล่าว่าด้วยการขับเคี่ยวของสองตัวละครนั้นยั่วเย้าให้ครุ่นคิดว่าตัวละครเป็นตัวแทนของอะไร แต่เมื่อผู้ชมมีเสรีภาพในการตีความ คำอธิบายว่างานสื่อถึงการต่อสู้ระหว่างจิตและวิญญาณในโลกหลังความตายจึงไม่เป็นธรรมนัก อย่างเดียวที่เราพูดได้คือการไล่ล่าดำเนินไปจนการแสดงช่วงที่สองเสร็จสิ้น ถัดจากนั้นก็คือการดิ้นรนจากการไล่ล่าที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย
งานเต้นเคลื่อนสู่ช่วงที่สามเมื่อคณะนักเต้นชุดใหญ่กรูเข้าเวทีด้วยความวุ่นวายคล้ายขบวนแห่แถบอีสาน
นักเต้นร่ายรำแบบ “ชาวบ้าน” ที่พบได้หน้าเวทีลำเพลินของบานเย็น รากแก่น เสียงโห่และกลอนลำเปิดเป็นวงรอบซ้ำซากจนกลบเสียงสังเคราะห์ไปหมด
นักเต้นจากโรงละครช้างลงไปเต้นกับขบวนแห่
ส่วนบนวัตถุที่นิยามไม่ได้นั้นมีแต่พิเชษฐ์และกรกาญจน์ซึ่งฝ่ายแรกเปล่งรังสีคุกคามฝ่ายหลังโดยสมบูรณ์
ท่ามกลาง “ชาวบ้าน” ที่พรั่งพรูจนวิถีการเต้นซึ่งกำกับโดยวัตถุที่นิยามไม่ได้นั้นต้องพังทลายลงไป
พิเชษฐ์กลายเป็นตัวละครที่สื่อสารกับ “ชาวบ้าน” ผ่านการเต้นที่มีจังหวะจะโคนตามห้องดนตรีของกลอนลำแบบ 1-2-3-4 อย่างไม่มีผิดเพี้ยน แขน, ขา, ข้อมือ, เอว ฯลฯ ที่พลิ้วไหวอย่างซับซ้อนลดรูปเป็นท่าเต้นที่อีกนิดเดียวก็คือกิจกรรมเข้าจังหวะ
ส่วนกรกาญจน์ก็พยายามสื่อสารกับ “ชาวบ้าน” แต่ล้มเหลวตลอดเวลา
ขณะที่การสื่อสารของพิเชษฐ์กับ “ชาวบ้าน” ทำให้พิเชษฐ์ต่อติดกับ “ชาวบ้าน” จน “ชาวบ้าน” ละม้ายคล้ายมวลชนที่มีพิเชษฐ์เป็นวาทยกรกำกับมวลชนทั้งหมด
สงครามระหว่างพิเชษฐ์กับกรกาญจน์ก็จะเริ่มดำเนินไปในสภาพที่พิเชษฐ์อวดศักดาของความเป็นผู้นำมากขึ้นเรื่อยๆ
การประจันหน้ากลายเป็นการเย้ยหยันซึ่งจบด้วยพิเชษฐ์เดินไปหาอีกฝ่ายราวแม่ทัพที่พร้อมบดขยี้ผู้แพ้ฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซากทันที
อย่างไรก็ดี พิเชษฐ์เดินเฉียดกรกาญจน์โดยไม่มองอีกฝ่ายแม้หางตาแล้วลงสู่เวทีไปเต้นเป็นเนื้อเดียวกับ “ชาวบ้าน”
ซึ่งในที่สุดจะเคลื่อนที่จนระเบียบบนเวทีเป็นสภาพไร้ระเบียบ
กรกาญจน์นอนนิ่งบนวัตถุที่นิยามไม่ได้ ส่วน “ชาวบ้าน” ก็เคลื่อนไปรอบวัตถุนั้นจนแทบเหยียบกรกาญจน์ซึ่งจะลอบเข้าขบวนเต้นชาวบ้านในปั้นปลาย
จากนั้นการแสดงก็จบลงโดยเส้นแบ่งระหว่างนักเต้นกับ “ชาวบ้าน” ไม่มีอีกต่อไป
พิเชษฐ์และคณะนักเต้นแห่งโรงละครช้างพัฒนางานเต้นชุดนี้จากการวิจัยงานผีตาโขนที่จังหวัดเลย แม้ผีตาโขนจะเป็นทั้งเทศกาลและงานบุญปะปนกันจนเกิดการชักเย่อไปมาว่างานนี้เกิดจากความเชื่อตามพุทธศาสนาหรือผีพื้นบ้านกันแน่ แต่สิ่งที่พิเชษฐ์และคณะนักเต้นเห็นในงานผีตาโขนคือการเต้น และในการเต้น สิ่งที่พวกเขาเห็นต่อไปคือท่าเต้นแบบชาวบ้านนั้นมีนัยยะเรื่องเสรีภาพอย่างสำคัญ
ภาพลักษณ์ของพิเชษฐ์คือการขบถและแหกคอกต่อวงการนาฏศิลป์ไทย
และในเมื่อนาฏศิลป์เป็นเสาใหญ่ของประเพณีและวัฒนธรรมจารีต ภาพลักษณ์ของพิเชษฐ์จึงมีด้านที่ท้าทายวัฒนธรรมและประเพณีไทยด้วย
พิเชษฐ์เคยทำงานหลายชิ้นซึ่งเล่นเรื่องชาวบ้านตั้งแต่โนห์รา, การเข้าทรง, พิธีบูชาพระคเณศ ฯลฯ ว่าเป็นความเป็นไทยไม่น้อยกว่าวัฒนธรรมและประเพณีไทย และผีตาโขนก็สืบทอดมุมมองแบบนี้ต่อมา
ผีตาโขนคืองานของชาวบ้านแถบชายแดนซึ่งความเชื่อพื้นบ้านปนเปกับหลักศาสนา แต่รัฐไม่ยอมรับว่างานนี้เป็นวัฒนธรรมไทยเท่าโขน, รำไทย, ชุดรัตนโกสินทร์, ช่างสิบหมู่ ฯลฯ ซึ่งอิงธรรมเนียมราชสำนักและพุทธศาสนาโดยเคร่งครัด
การพินิจผีตาโขนโดยพิเชษฐ์ผู้มีพื้นฐานจากโขนจึงเป็นปฏิบัติการที่ “ผี” แห่งวงการโขนพินิจงานพื้นบ้านซึ่งเป็น “ผี” ของวัฒนธรรมจารีตจนได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ
Dancing With Death เป็นงานที่พิเชษฐ์ในฐานะนักเต้นประกาศมุมมองของพิเชษฐ์ในฐานะปัญญาชนสาธารณะว่าวัฒนธรรมและประเพณีที่อยู่ในกรอบของการทำซ้ำและทำตามจารีตนั้นมีแต่จะเดินหน้าไปสู่ความตาย ส่วนวัฒนธรรมและประเพณีที่เปะปะไร้แบบแผนนั้นกลับเต็มไปด้วยพลังชีวิต ส่วนการปะทะกันของวัฒนธรรมที่ต่างกันนั้นจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของวัฒนธรรมจารีตแน่ๆ ถ้าไม่มีการปรับตัว
แน่นอนว่าสารนี้น่าตื่นตาตื่นใจ แต่อาจคิดบวกไปนิด เมื่อคำนึงถึงสภาวะของประเทศที่อำนาจรัฐยุคนี้สนับสนุนวัฒนธรรมประเพณีแบบจารีตจนเข้าขั้นคลุ้มคลั่ง
ความน่าสนใจคือพิเชษฐ์ค้นพบว่า “งานพื้นบ้าน” คือพื้นที่ของเสรีภาพในการเต้น และขณะเดียวกัน สิ่งที่พิเชษฐ์เห็นจาก “ชาวบ้าน” ในผีตาโขนคือการเต้นที่ดูไร้รูปแบบกลับมีแก่นที่การร่ายรำง่ายๆ ซึ่งมีพื้นฐานจากความคุ้นเคยของมนุษย์โดยตรง
ในงานของพิเชษฐ์ชิ้นนี้ เสรีภาพคือรากฐานของอิสรภาพในความหมายของสภาวะอิสระทางความคิดและจิตวิญญาณ พิเชษฐ์เตือนว่าวัฒนธรรมคือ “วัฒนธรรม” และประเพณีคือ “ประเพณี” ซึ่งทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของระบบจารีตที่พันธนาการมนุษย์ วัฒนธรรมและประเพณีเป็นอุปสรรคของเสรีภาพและอิสรภาพ “ชาวบ้าน” ที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางทางวัฒนธรรมประเพณีจึงใกล้เสรีภาพทันที
ขณะที่พิเชษฐ์ในฐานะนักเต้นและนักออกแบบท่าเต้นสร้างงานทางสุนทรียศาสตร์ที่ก้าวหน้าต่อไป พิเชษฐ์ในฐานะปัญญาชนสาธารณะก็ทำให้การเต้นเชื่อมต่อกับการสื่อสารความคิดเรื่องเสรีภาพและอิสรภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ Dancing With Death เป็นงานซึ่งบอกผู้ชมว่าประเพณีและวัฒนธรรมนั้นไว้ใจไม่ได้ และพลังชีวิตมีแต่จะได้มาโดยการออกไปจากขนบและจารีตแบบเดิมๆ
สำหรับศิลปินที่มีความเป็นปัญญาชนแบบนี้ สิ่งที่ผู้ชมต้องทำคือติดตามต่อไปว่าเขาจะชี้ชวนไปทางไหนในเส้นทางของการทัศนาจรทางศิลปะและจิตวิญญาณ
ที่มา FB : Pichet Klunchun Dance Company
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
