bg-single

คนมองหนัง | “หน่าฮ่าน” : “หนังอีสานอินดี้” ที่แปลกรสและเปี่ยมเสน่ห์

20.05.2019

“หน่าฮ่าน” ถือเป็น “ภาพยนตร์อีสานอินดี้/อีสานนิวเวฟ” เรื่องล่าสุด ที่เพิ่งเข้าฉายเชิงพาณิชย์ หลังการประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งของหนังชุด “ไทบ้าน เดอะซีรีส์”

แม้ตัวอย่างหนังที่เผยแพร่ออกมาคล้ายจะไม่ค่อยมีเสน่ห์ดึงดูดผู้ชมมากนัก แต่ภาพยนตร์ฉบับจริงฝีมือการกำกับฯ ของ “ฉันทนา ทิพย์ประชาติ” สาวกาฬสินธุ์วัย 27 ปี ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา และเคยมีประสบการณ์ทำหนังสั้น-เป็นทีมงานในกองถ่ายหนังอิสระ กลับสนุกสนานและมีประเด็นน่าสนใจแฝงไว้เกินคาดคิด

อย่างน้อยที่สุด นี่ก็เป็นหนังอีสานที่พูดเรื่องชีวิตของวัยรุ่นท้องถิ่นได้อย่างแปลกรส, เป็นหนังรักสามเส้าที่ซาบซึ้งตรึงใจไม่น้อย และเป็นหนังอารมณ์ดี ที่มุขตลกต่างๆ มีความเป็นสากล

และปรากฏขึ้นอย่างถูกจังหวะจะโคน

หาก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” คือ ภาพยนตร์ว่าด้วย “ชาวอีสานผู้รู้จักโลกกว้าง” ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์และกล้ายั่วล้อกับตัวแทนหรือสถาบันต่างๆ ของรัฐไทย/ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไทยอย่างเข้มข้นถึงรากถึงโคน ผ่านมุมมองของตัวละครหลักเพศชาย

“หน่าฮ่าน” ก็มีความทะเยอทะยานน้อยกว่านั้นในเชิงการเมือง และเลือกจะบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตเล็กๆ ผ่านตัวละครหลักเพศหญิงและเพศทางเลือก (ซึ่งมีความซับซ้อนอย่างน่าสนใจ)

หนังพูดถึงวัยรุ่นสาว-เกย์-หนุ่ม กลุ่มหนึ่งในภาคอีสาน ที่ใช้ชีวิตสนุกสนาน หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ ความรัก และการไปเที่ยวไปดิ้นหน้าเวทีหมอลำ โดยทั้งหมดไม่ได้มีปัญหาแร้นแค้นหรือต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสใดๆ

ตัวละครกลุ่มนี้ไม่ได้ “ฝันไกล” เฉกเช่นตัวละครบางรายใน “ไทบ้านฯ” คนที่จริงจังกับอนาคตของตนเองมากที่สุด ก็ไปลงเอยด้วยการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หลังจบ ม.ปลาย

ส่วนที่เหลือล้วนออกมาหากินประกอบอาชีพตามข้อจำกัดและโอกาสของพวกตน โดยมิได้มีสถานะเป็น “ผู้รู้โลก” หรือ “นักฝันผู้ทะเยอทะยาน”

แต่ใช่ว่า “ภาคอีสาน” ใน “หน่าฮ่าน” จะเป็น “ชุมชนอีสาน” ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก/ความทันสมัยโดยสิ้นเชิง

หนุ่มสาวบางส่วนในหนังเรื่องนี้โด่งดังและหารายได้ด้วยการเป็น “เซเลบออนไลน์” (ในหมู่คนอีสานด้วยกัน)

แหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองอุดรที่เหล่าตัวละครใฝ่ฝันถึงคือศูนย์การค้า “ยูดี ทาวน์” ส่วนร้านอาหารที่พวกเขาและเธอเลือกไปกินกัน (และมีบางคนเข้าไปทำงานพาร์ตไทม์ในเวลาต่อมา) ก็คือ ร้านพิซซ่า

ตัวละคร (เกย์) บางรายเป็นแฟนบอลของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล

มีเพื่อนสาววัยมัธยมคนหนึ่งของนางเอกที่ตั้งท้องกับผู้ชายต่างชาติ (เธอเลือก-หรือจำเป็นต้อง-ปักหลักคลอดลูกและใช้ชีวิตที่ “บ้านเกิด” โดยไม่ได้ติดตามพ่อของลูกข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างแดน)

อย่างไรก็ตาม พวกเขาและเธอไม่ได้มุ่งมั่นไขว่คว้าหรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวเท้าเดินทางไกลออกจาก “ท้องถิ่น” ของตนเอง

ขณะเดียวกัน พวกเขาและเธอก็ไม่ได้ใฝ่ฝันจะเปลี่ยนแปลง-พัฒนา “บ้านเกิด” ด้วยองค์ความรู้สมัยใหม่เหมือน “ป่อง ไทบ้านฯ”

พวกเขาและเธอเพียงอยากจะดำเนินชีวิตอันสามัญปกติต่อไป และมีความสุขสนุกสนานตามอัตภาพใน “บ้านเกิด” แห่งเดิม

กระทั่งตัวละครหลักอีกหนึ่งราย ซึ่งได้ไปแสวงหาโอกาสของชีวิตที่ “ดีกว่า” ถึงในกรุงเทพฯ ก็ยังเลือกหวนกลับมาตามหา “รักเก่า” ที่ “บ้านเกิด” (คล้ายคลึงกับเพื่อนสาวสวยของนางเอก ที่เลือกทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์ ซึ่งวิ่งล่องไปมาระหว่างอุดรธานีกับ กทม.)

เท่ากับว่าตัวละครทั้งหมดใน “หน่าฮ่าน” ล้วนเลือกจำกัดกรอบของตัวเองหรือถูกจำกัดกรอบชีวิต เอาไว้ที่ “บ้าน” ณ “ภาคอีสาน”

พลวัตของ “ภาคอีสาน” ใน “หน่าฮ่าน” จึงไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการเคลื่อนย้ายเข้า-ออกของประชากร, ไม่ได้อยู่ตรงการคาดหวังว่าชนบทแห่งนี้จะต้องมีวิวัฒนาการหรือก้าวหน้ากว่าเดิม และไม่ได้เกาะเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันโลดโผนโจนทะยานกับสังคมอื่นๆ

แต่พลวัตของ “ภาคอีสาน” ในหนังเรื่องนี้ คือ การสร้างบทสนทนาภายในว่าด้วย “วัฒนธรรมอีสานอันหลากหลาย” (และอาจไม่ลงตัว)

“หน่าฮ่าน” หรือความรื่นเริงผสมระห่ำหน้าเวทีหมอลำ คือ “วัฒนธรรมป๊อปแบบบ้านๆ” ของมหาชนชาวอีสาน นี่เป็น “วัฒนธรรมบ้านๆ” ที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคง และอาจไม่ต้องการแก่นสารอะไรมากไปกว่านั้น (แม้รูปลักษณ์ภายนอกหรือลูกเล่นทางดนตรีบางอย่างจะแปรผันไปตามยุคสมัย)

หนังเรื่องนี้ยืนกรานสนับสนุน “วัฒนธรรมบ้านๆ” ดังกล่าว โดยมิได้ฉวยใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งคัดง้างกับอำนาจรัฐส่วนกลางหรือภาวะทันสมัยอื่นๆ จากโลกภายนอก (ส่วนหนึ่งเพราะปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นล้วนไม่มีตัวตนอยู่ในความคิดฝันของบรรดาตัวละคร)

ทว่า “วัฒนธรรมป๊อปของชาวบ้านอีสาน” ในหนัง กำลังงัดข้อกับ “ความเป็นอีสานกระแสหลัก” ที่ปรากฏผ่านการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านแบบมาตรฐาน ซึ่งถูกโปรโมตโดยสถาบันการศึกษาท้องถิ่น ตลอดจนคำขวัญประจำจังหวัด

จุดพีกสุดของการปะทะกันระหว่าง “วัฒนธรรมอีสานสองชนิด” ได้อุบัติขึ้น ณ ฉากสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย (ใกล้ “บ้านเกิด”) อันน่าประทับใจและไปไกลมากๆ ของนางเอก

ความไม่ทะเยอทะยานและรักสนุกแบบบ้านๆ ของนางเอก เช่น “ยุพิน” และผองเพื่อน ดำเนินคู่ขนานไปกับปัญหา “รักสามเส้า” ที่เธอต้องเผชิญ

ท่ามกลางความขัดแย้งประเภทหลัง ตัวละครเพศชายได้ถอยร่นจากการเป็น “เจ้าของมุมมองหลักในภาพยนตร์” ดังที่ปรากฏผ่าน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” และหนังอีสานร่วมสมัยเรื่องอื่นๆ มาเป็น “ภาพแทน/สัญลักษณ์” ซึ่งถูกตัวละครหญิงหยิบเลือกหรือใช้สอยตามอำเภอใจ

ถ้าชายหนุ่มรุ่นพี่ผู้เป็นรักแรกอย่าง “สิงโต” คือ ภาพแทนของ “วัฒนธรรมประชานิยม” ที่มีชีวิตชีวา (ทั้งสุขและเศร้า ทั้งสมหวังและผิดหวัง ทั้งผ่อนคลายและตึงเครียด ทั้งจับใจและเข้าใจยาก) และมีพลวัต (เช่น มีตัวตนในสื่อออนไลน์สมัยใหม่)

เพื่อนชายร่วมรุ่นผู้เป็นรักลำดับถัดมาของ “ยุพิน” อย่าง “สวรรค์” ก็คือตัวละครที่มีความลักลั่นกำกวมจนน่าวิเคราะห์ตีความไม่แพ้กัน

ด้านหนึ่ง เขาเป็นดัง “เด็กดี” ของ “ท้องถิ่น” รวมทั้งเป็นตัวแทนของ “วัฒนธรรมอีสานทางการกระแสหลัก” ผ่านบทบาทหมอแคนมือหนึ่งแห่งวงโปงลางประจำโรงเรียน หรือความมุ่งมั่นตั้งใจจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยให้ได้

แต่อีกด้าน “สวรรค์” ก็เป็น “คนใน” ผู้แปลกแยก-ได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรม “หน่าฮ่าน” และกล้าวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมรุนแรงซึ่งแฝงอยู่ใน “ความบันเทิงแบบบ้านๆ” หน้าเวทีหมอลำ ด้วยเหตุผล-มุมมองที่น่ารับฟัง

ดังนั้น เมื่อความรักสามเส้าระหว่าง “ยุพิน-สวรรค์-สิงโต” ค่อยๆ คลี่คลายลง ณ ตอนท้ายเรื่อง

อารมณ์ “เศร้าสร้อย-เคว้งคว้าง” ผสม “ลังเล-เสียดาย” จึงเกิดปะปนระคนไปกับความสุขสนุกสนานแบบบ้านๆ ในงานรื่นเริงของมหาชนคนตัวเล็กตัวน้อย อย่างน่าประหลาดและมีเสน่ห์

สําหรับผู้ชมซึ่งหารอบ “หน่าฮ่าน” ในโรงภาพยนตร์ใหญ่ตามห้างสรรพสินค้าไม่ได้

หนังอีสานเรื่องนี้จะเข้าฉายที่ “เฮาส์ อาร์ซีเอ”

ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม เป็นต้นไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร