
“พระเทพมงคลรังษี” หรือ “หลวงปู่ดี พุทธโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พระเกจิที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวเมืองกาญจน์
อีกทั้งยังเป็นพระอุปัชฌาย์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครั้งที่พระองค์กลับมาอุปสมบทที่วัดเหนือและจำพรรษาอยู่ 1 พรรษา จากนั้นกลับสู่วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอุปสมบทซ้ำเป็นธรรมยุตอีกครั้ง โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์
วัตถุมงคลที่ท่านสร้างล้วนเป็นที่นิยมและเสาะแสวงหาอย่างสูง มีทั้งพระบูชา ภปร, รูปหล่อหลวงปู่ดี, เหรียญพระพุทธชินราช, พระกริ่ง, เหรียญรูปเหมือน และเครื่องรางของขลังต่างๆ
โดยเฉพาะ “เหรียญรูปเหมือน หลวงปู่ดี ปี 2507” อันทรงคุณค่า จัดสร้างโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เพื่อเป็นที่ระลึกใน 2 วาระของพระอุปัชฌาย์ คือ วาระที่หลวงปู่ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นเทพ ที่พระเทพมงคลรังษี ในปี พ.ศ.2507 และฉลองอายุครบ 91 ปี ในวันที่ 29 มกราคม 2508
เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ดี วัดเหนือ ปี 2507 ลักษณะเป็นเหรียญรูปอาร์ม จัดทำโดยกองกษาปณ์ และมีเพียงเนื้อเดียว คือ เนื้ออัลปาก้า ที่สำคัญ คือ นับเป็นเหรียญรุ่นแรกของหลวงปู่ดี
ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงปู่ดีหน้าตรงครึ่งองค์ ด้านล่างใต้รูปเหมือน จารึกอักษรภาษาไทยว่า “พระเทพมงคลรังษี วัดเทวสังฆราม”
ด้านหลังเหรียญ ช่วงบนอักขระขอม 3 ตัว อ่านว่า อิสวาสุ ถัดมาเป็นอักษรภาษาไทย 4 แถว อ่านว่า อิสวาสุ ถัดมาเป็นอักษรภาษาไทย 4 แถว อ่านว่า “อนุสรณ์ชั้นเทพ, ๕ ธ.ค.๐๗, ฉลองอายุ ๙๑ ปี และ ๒๙ ม.ค.๐๘” ตามลำดับ
นับเป็นเหรียญที่หายากมากเหรียญหนึ่ง
หลวงปู่ดี เกิดที่บ้านทุ่งสมอ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2416 บิด-มารดา ชื่อ นายเทศ-นางจันทร์ เอกฉันท์
บรรพชาในปี พ.ศ.2434 ณ วัดทุ่งสมอ มีพระอธิการรอด วัดทุ่งสมอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่เป็นพระอุปัชฌาย์
อยู่ได้ 6 เดือน ก็ลาสิกขาออกมางานครอบครัว จนอายุครบบวชจึงอุปสมบท ณ วัดทุ่งสมอ มี พระครูวิสุทธิรังษี (หลวงปู่ช้าง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการรอด และ พระใบฏีกาเปลี่ยน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “พุทธโชติ”
จำพรรษาที่วัดทุ่งสมอ ใฝ่ใจศึกษาเล่าเรียนทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ โดยมีความชอบเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับการสวดปาฏิโมกข์ จึงมีความมานะพยายาม จนที่สุด สามารถท่องปาฏิโมกข์ได้จบบริบูรณ์ในพรรษาที่ 2
ช่วงออกพรรษาท่านมักธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ศึกษาวิปัสสนาและวิทยาคมเพิ่มเติมกับพระเกจิหลายรูป อาทิ พระอาจารย์เกิด วัดกกตาล นครชัยศรี, หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี, หลวงพ่อยิ้ม วัดหนองบัว ฯลฯ
ชะตาผกผัน ในพรรษาที่ 12 ที่หลวงปู่ดีมาจำพรรษาที่วัดรังษี ครั้งที่ 2 นั้น ท่านพบพระครูสิงคิบุราคณาจารย์ (หลวงพ่อสุด) เจ้าอาวาสวัดเหนือ ซึ่งรู้จักกันมาก่อนในครั้งที่ญาติโยมนิมนต์ให้ไปสวดที่วัดใต้
หลวงพ่อสุด ทำหนังสือเดินทางเพื่อไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า หลวงปู่จึงขออนุญาตเดินทางไปด้วย ตลอดทางทั้งไปและกลับ หลวงพ่อสุดเกิดอาพาธ ซึ่งหลวงปู่ดี คอยปรนนิบัติดูแลจนกลับถึงวัดเหนือ
หลวงพ่อสุด ยังปรารภว่า “ถ้าไม่ได้หลวงปู่ดีไปด้วยกัน ท่านก็คงมรณภาพเสียที่กลางทางเป็นแน่”
หลวงปู่ดี กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ดังเดิม แต่ก็มีจดหมายไต่ถามทุกข์สุขกันเสมอมา บางครั้ง หลวงพ่อสุด ลงมากรุงเทพฯ จะมาแวะพักพูดคุย จนช่วงหลังๆ ท่านอาพาธหนัก เดินทางไปไหนไม่ได้ จึงมีจดหมายถึงหลวงปู่ดีขอให้ไปเยี่ยมท่าน
หลวงปู่จึงหาโอกาสขึ้นไปเยี่ยมที่วัดเหนือ หลวงพ่อสุด ให้ศิษย์นิมนต์หลวงปู่ดีอยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ท่านก็ไม่รับปาก แต่ได้ช่วยดูแลกิจการต่างๆ เช่น สวดปาฏิโมกข์ หรือเทศน์แทนท่าน เป็นต้น
คราหนึ่ง หลวงพ่อสุด ให้หลายคนมาขอร้องให้ท่านเป็นสมภาร ท่านก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
จนเมื่อหลวงพ่อสุด มรณภาพลง กรรมการและศิษย์วัดและชาวบ้านทั้งหลาย จึงนิมนต์ขอให้ท่านเป็นสมภารอีกครั้ง ซึ่งท่านไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงต้องรับเป็นเจ้าอาวาสวัดเหนืออย่างเต็มตัว
เป็นพระเถราจารย์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาจิต ท่านปรับปรุงและพัฒนาทุกอย่างในวัด ทั้งขนบธรรมเนียม ระเบียบพิธีการ และถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัด พระทุกรูปมีวัตรปฏิบัติเรียบร้อย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นับได้ว่า วัดเหนือได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ จนเจริญรุ่งเรือง เป็นที่ชื่นชมศรัทธาของเหล่าสาธุชน แม้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ยังทรงยกย่องให้เป็นตัวอย่างของวัดทั้งหลาย
ในปี พ.ศ.2506 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินต้นที่วัดเหนือ และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ พระปรมาภิไธย ภปร จารึกไว้เหนือผ้าทิพย์ของ “พระพุทธรูปปางประทานพร” ที่วัดจัดสร้างเพื่อนำปัจจัยมาบำรุงวัด ทั้งพระราชทานแผ่นทอง เงิน และนาก ลงในเบ้าหลอมพระพุทธรูปทุกเบ้า อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง
ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระเทพมงคลรังษี และเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี
มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2510 สิริอายุ 94 ปี พรรษา 73
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
