bg-single

เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์/ ศาสนากับสังสารวัฏ

08.06.2019

เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์

ศาสนากับสังสารวัฏ

 

เมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปร่วมในพิธีลาสิกขาของสามเณรทั้ง 12 รูปในโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 8 ที่วัดธารน้ำไหล จ.สุราษฎร์ธานี

โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมนี้ผมเคยเขียนถึงไปแล้วตอนเริ่มเปิดโครงการ หลังจากที่ได้ถ่ายทอดห้องเรียนธรรมะแบบสดๆ 24 ช.ม. ผ่านการเรียนรู้ของเหล่าสามเณรมา 1 เดือนเต็ม ก็ถึงวาระปิดโครงการลงอย่างสวยงาม

ใครที่ได้ติดตามชมรายการนี้ คงจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเด็กชายอายุ 7-10 ปี จำนวน 12 คนที่เปลี่ยนสู่สมณเพศ

การได้เรียนรู้ธรรมะประกอบกับการฝึกปฏิบัติกิจวัตรของสามเณร ทำให้ทุกคนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตนเอง

วันที่สึกจึงเห็นถึงความสงบนิ่งมากขึ้น

ยิ่งเมื่อได้ฟังการเทศน์ของแต่ละรูปแล้ว ก็พลอยปลาบปลื้มในพัฒนาการของทุกสามเณรจริงๆ

วันนั้นคนที่เป็นพ่อเป็นแม่คงจะปีติไม่น้อย ที่เห็นลูกชายของตนได้อยู่กับธรรมะ 1 เดือนเต็มและได้พัฒนาไปสู่คนที่คิดชอบ ทำชอบ

เมื่อเณรได้สละผ้าเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นชุดปกติ และพิธีกรบอกให้ไปหาผู้ปกครองได้

เราจึงได้เห็นภาพของความรักที่อบอวลไปทั่ว สัมผัสจากการกอดรัดของพ่อ-แม่และลูกเป็นคุณค่าทางใจมหาศาล

ผู้ชมผ่านหน้าจอหลายคนก็อดที่จะมีน้ำตาซึมไม่ได้

 

หลังจากที่ลูกชายที่รักต้องห่างอกไปศึกษาธรรมะ 1 เดือนเต็ม วันนี้ก็ได้กลับมาสู่อ้อมอก และเหมือนเป็นลูกชายคนใหม่ที่เป็น “คน” เต็มคนมากขึ้น

ระหว่าง 1 เดือนนั้นที่พอจะได้ใกล้ชิดบ้างก็เพียงการมาตักบาตรให้กับสามเณรในตอนเช้า แต่เท่านั้นก็เป็นสุขพอแล้ว

จากภาพพิธีลาสิกขาวันนั้น ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปชมมา เป็นภาพยนตร์ต่างประเทศนะครับ เดินทางมาจากประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง นั่นคือประเทศเมียนมา

ภาพยนตร์ที่ว่านี้ชื่อเรื่องคือ Mone Swal แปลว่า “อาฆาตแค้น” ลงโรงฉายเมื่อราว 1 เดือนที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นหนังเมียนมาจึงฉายจำกัดโรงและเวลาฉาย ไม่ได้มีทุกโรง และฉายวันละ 1 รอบเอง

วันที่ผมไปดูมีคนดูไม่มาก และทั้งหมดเป็นแฟนหนังชาวเมียนมา มีผมเป็นชนกลุ่มน้อยคนเดียวในโรง เป็นการชมหนังจากประเทศเมียนมาครั้งแรกของผมก็ว่าได้

ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่า เป็นภาพยนตร์ที่ดีเกินคาดหมายของผมมากทีเดียว ที่โดดเด่นคืองานด้านโปรดักชั่น ซึ่งทำออกมาได้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพนั้นสวยมาก การตัดต่อก็ทำได้น่าสนใจชวนติดตามไม่เยิ่นเย้อ และมีการใช้ดนตรีประกอบที่เสริมอารมณ์ได้อย่างดี

พูดได้ว่าดีกว่าหนังไทยหลายๆ เรื่องเลยทีเดียว

 

Mone Swal เป็นเรื่องที่นำเอาความเชื่อและหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่อง “สังสารวัฏ” มาเป็นแก่นของเรื่อง “สังสารวัฏ” หรือ “วัฏสงสาร” ที่เราคุ้นเคย ก็คือการเวียนว่ายตายเกิด ชาติแล้วชาติเล่า สาเหตุของการที่ยังต้องเวียนว่ายเกิดดับอยู่เช่นนี้ก็มาจากกิเลสและตัณหานั่นเอง

จากข้อมูลบอกว่าเป็นการสร้างจากเรื่องจริงจากคำสอนของ “อาจารย์ฉันทะดิกะ” ซึ่งเป็นพระนักพัฒนาที่มีบทบาทเด่นในสังคมเมียนมา ด้วยแนวทางการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนตามหลักพุทธศาสนา

หนังเปิดเรื่องมาก็น่าติดตามแล้ว

เมื่อคนเป็นแม่ร้องด้วยความเจ็บปวดจากการคลอดลูก ผู้เป็นพ่อก็เฝ้ารอการเกิดมาของลูกด้วยความเคียดแค้น เมื่อลูกออกมาเป็นแฝดชาย ผู้เป็นพ่อก็ถึงกับจะเอาดาบไปฆ่าลูกเสียให้ตาย ดีที่มีพระที่นับถือมาขอไว้

ถึงกระนั้นผู้เป็นพ่อก็ยังคงเก็บความแค้นชิงชังสุมอกไว้ในขณะที่ผู้เป็นแม่ก็ไม่ยอมให้นมลูกแม้แต่สักหยด และพูดถึงลูกที่ตนให้กำเนิดด้วยความเคียดแค้นไม่แพ้กัน

“ถ้าฉันให้นมมัน ก็ขอให้นมหนึ่งหยดนั้นเปลี่ยนเป็นยาพิษในทันที”

ทำให้เราอยากรู้อย่างยิ่งว่าอะไรทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่คนถึงเกลียดลูกตนเองได้ขนาดนั้น

และเรื่องก็เล่าคู่ขนานกันไประหว่างความสัมพันธ์ที่เลวร้ายของลูกแฝดที่เติบโตขึ้นกับพ่อและแม่ของตน กับเรื่องราวแต่หนหลังให้เราได้ค่อยปะติดปะต่อเรื่องเข้าด้วยกัน

 

สาเหตุนั้นก็มาจาก 2 พี่น้องที่เป็นนักเลงชอบรังแกข่มเหงชาวบ้าน ตัวพี่นั้นมีเมียท้องแก่อยู่แล้ว ส่วนตัวน้องเกิดไปติดใจสาวคนหนึ่งซึ่งมีคนรักใกล้จะแต่งงานกัน เจ้าพี่ชายยกสินสอดไปขอสาวคนนั้น เมื่อถูกแม่และตัวผู้หญิงปฏิเสธก็เกิดผูกใจเจ็บ และทิ้งคำขู่ว่าต้องเอามาเป็นเมียให้ได้

คนรักของฝ่ายหญิงหาทางช่วยโดยการยืมมือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลมาช่วย โดยบอกว่าไอ้สองคนพี่น้องเป็นสายให้กับรัฐบาล 2 คนนั่นจึงถูกกองกำลังจับตัวมา

ขอเล่าข้ามไปหน่อยเพื่อไม่เป็นการสปอยล์หนังเกินไป เป็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างเกิด “ความอาฆาตแค้น” และต่างฝ่ายก็มุ่งที่จะจองเวรแก้แค้นกันไปไม่สิ้นสุด

คู่รักชาย-หญิงที่เจอวิบากกรรมนี้ก็คือ -คนเป็นพ่อเป็นแม่ในตอนต้นเรื่องนั่นเอง ส่วนลูกที่เกิดมาเป็นแฝดนั้น คือ 2 พี่น้องชั่วที่ทำกรรมไว้กับตนกลับชาติมาเกิดนั่นเอง และเด็กแฝดนั้นก็เกลียดแค้นพ่อเช่นกัน

คนในครอบครัวกลัวเด็กจะได้รับอันตรายจากพ่อที่แค้นไม่เลิก จึงพาไปให้หลวงพ่อบวชให้ หวังให้ศาสนาช่วยเป็นเกราะคุ้มกัน และหวังให้ช่วยขัดเกลาชีวิตให้เด็กทั้งสองด้วย

จากสามเณรก็ได้เติบโตมาเป็นพระหนุ่ม ศาสนาพุทธได้กล่อมเกลาจิตใจให้พระทั้งสองรูปอยู่ในร่องในรอย และแลเห็นสัจธรรมของวัฏสงสาร

พระนั้นรำลึกถึงชีวิตตนในชาติที่ผ่านมาได้ จึงรู้สึกผิดและอยากให้โยมพ่อโยมแม่ให้อภัย เพราะถ้าโยมพ่อโยมแม่ยังเคียดแค้นอยู่เช่นนี้ก็จะไม่มีความสุข และความแค้นนี้ก็จะติดไปในชาติหน้าเป็นการชดใช้กรรมไม่มีที่สิ้นสุด

ตัวแม่นั้นยังคงเกลียดแค้นลูก แม้เมื่อลูกที่เป็นพระมายืนนิ่งหน้าบ้านเพื่อรอรับบาตรจากโยมแม่ ตัวเองก็ไม่เคยใจอ่อนเลย

แต่ด้วยคำพูดบางประการทำให้แม่เกิดคิดได้ ฉากที่โยมแม่วิ่งตามเรียกลูกให้หยุดก่อน และตนก็นำอาหารมาใส่บาตร เป็นฉากที่เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้

โยมแม่เมื่อได้ปลดเปลื้องความอาฆาตแค้นออกไปได้ ใจก็พบแต่ความสุข น้ำตาที่ไหลออกมาตอนใส่บาตรนั้นเป็นความปลื้มปีติโดยแท้

ที่น่าเสียดายคือผู้เป็นพ่อที่นอนป่วย แม้พระจะไปเยี่ยมเพื่อให้โยมพ่ออโหสิกรรม จะได้ไม่เป็นเวรเป็นกรรมกันไป

แต่โยมพ่อกลับเคียดแค้นไม่ลดละ ซ้ำยังทวีความเจ็บช้ำน้ำใจมากขึ้นด้วย

สุดท้ายก็จบชีวิตลงโดยมีความอาฆาตแค้นติดตัวไป

 

ในหนังได้ถ่ายทอดวิธีคิดและหลักธรรมออกมาได้อย่างน่าชื่นชม บทพูดที่ออกมาจากปากของพระลูกทั้งสองชวนฟังและคิดตามให้เกิดรู้สึกและเกิดปัญญาตามมาได้อย่างดี มีการใช้สัญลักษณ์ทางธรรมแทรกอยู่ในเรื่องด้วย เช่น การขีดเส้นที่พื้น 3 เส้น เป็นการพูดถึงหลักธรรม 3 ข้อคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ครูบาอาจารย์ของเมียนมานิยมหยิบมาสอนกัน

ปริยัติ คือการเรียนรู้หลักธรรม ปฏิบัติ คือการฝึกตนให้อยู่ในธรรม ปฏิเวธ คือการดับกิเลส

เราได้เห็นวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์หลายอย่างของชาวเมียนมา และได้เห็นการแสดงออกที่เป็นลักษณะเฉพาะ เช่น เมื่อเกิดความแค้นมากๆ จะแสดงออกโดยการ “เต๊าะปาก” ซึ่งเป็นพฤติกรรมของคนรุ่นเก่า เด็กรุ่นใหม่มักไม่ทำกันแล้ว

ที่สำคัญ เรารู้สึกได้เลยว่า ชาวเมียนมานั้นมีความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ในบ้านเมืองของเขาจึงมีวัดเต็มไปหมด และผู้คนก็นิยมเข้าวัดเพื่อแสดงศรัทธาและทำพิธีกรรมต่างๆ ตามแบบพุทธศาสนิกชน

ส่วนของนักแสดงนั้นก็แสดงกันออกมาได้แบบไม่ห่วงสวยห่วงหล่อกันเลย แสดงกันเต็มความรู้สึก แค้นก็คือแค้น ไม่พอใจก็ออกมาชัดแจ้ง แม้บางทีจะดูมากเกินไปนิดติดแบบลิเกบ้าง แต่เมื่อดูองค์ประกอบโดยรวมก็กลมกลืนไปกันได้ดี นำโดย Nay Toe, Kyaw Kyaw Bo, Min Thway

ผู้กำกับฯ เรื่องนี้คือ Aww Yatha และภาพสวยๆ ก็มาจากฝีมือของ Winn Lwin Htet

หนังเรื่องนี้ชี้ให้เราเห็นว่าแสงสว่างของชีวิตนั้นมาจากการมีธรรมะของศาสนาพุทธช่วยชี้นำ หากปล่อยให้ลุ่มหลงไปกับกิเลสตัณหา ชีวิตก็จะเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏตลอดไป และจากการได้สัมผัสกับสามเณรปลูกปัญญาธรรม ก็รู้ว่ายิ่งจะดีถ้าเราปลูกฝังธรรมะให้กับเด็กๆ ตั้งแต่เขายังเล็ก ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ว่า “ศีลธรรมของยุวชน คือสันติภาพของโลก”

มาหยุดกิเลส ดับตัณหา ด้วยธรรมะกัน ฝากบอกไปถึงลุงๆ ป้าๆ นักการเมืองด้วยก็ดีนะครับผม…แฮ่ม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร