วรรณกรรม เพื่อชีวิต วรรณกรรม เสนีย์ เสาวพงศ์ ใน “เนื้อดิน” สังคม

หากเริ่มต้นจากที่ เสนีย์ เสาวพงศ์ เกิดที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ.2461 การเขียน “ความรักของวัลยา” เมื่อปี พ.ศ.2495
เท่ากับเมื่อมีอายุ 34 ปี
และเมื่อเขียน “ปีศาจ” ในปี พ.ศ.2496 เท่ากับเมื่อมีอายุ 35 ปี ถือว่าอยู่ในวัยฉกรรจ์ ผ่านประสบการณ์ทั้งในเรื่องของชีวิตและในเรื่องของวัฒนธรรมมาพอสมควร
เขาผ่านประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองขณะอายุ 14 ปี
เขาผ่านประสบการณ์การเข้าสู่สงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะอายุย่างเข้าปีที่ 23 และจบลงเมื่ออายุได้ 27 ปี
ไม่เพียงแต่ผ่านงานหนังสือพิมพ์ ไม่เพียงแต่จบเป็นธรรมศาสตรบัณฑิต
หากที่สำคัญเคยมีประสบการณ์ระหว่างเดินทางจะไปศึกษาต่อต่างประเทศและติดค้างอยู่ในแมนจูเรีย กระทั่งต้องเดินทางกลับประเทศ เข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และเข้าร่วมการต่อต้านญี่ปุ่นใน “ขบวนการเสรีไทย”
สงครามจบสิ้นเขาเป็นคณะทูตชุดแรกจากประเทศไทยที่เข้าประจำ ณ กรุงมอสโก รุ่นเดียวกับ สุภา ศิริมานนท์
หากอ่าน “ความรักของวัลยา” ก็พอจะสัมผัสได้ใน “ประสบการณ์”
เสนีย์ เสาวพงศ์ อาจเริ่มต้นก้าวแรกจากนวนิยายเรื่อง “ชัยชนะของคนแพ้” เมื่อปี พ.ศ.2486 ตามมาด้วย “ไม่มีข่าวจากโตเกียว” เมื่อปี พ.ศ.2488
นั่นเป็นก้าวแรกที่อาจจะเรียกได้ว่าอยู่ในยุคแห่ง “จินตนิยม”
แต่ภายหลังจากปี พ.ศ.2488 เป็นต้นมา โลกและประเทศไทยเข้าสู่พรมแดนใหม่ทั้งในทางความคิดและในทางวรรณกรรม
เห็นได้จากการนำเสนอ “ความรักของวัลยา” ในปี พ.ศ.2495
นวนิยายขนาดสั้นเล่มนี้อาจกล่าวได้ว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้พัฒนาโดยก้าวจากพรมแดนของ “จินตนิยม” เข้าสู่ “จินตนิยมใหม่” หรือ “จินตนิยมก้าวหน้า” และเมื่อนำเสนอนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ก็ได้พัฒนาเข้าสู่พรมแดนแห่ง “อัตถนิยม”
ทั้งมิใช่อัตถนิยมอย่างธรรมดา ตรงกันข้าม เป็นอัตถนิยมอย่าง “ก้าวหน้า” เป็นอัตถนิยม “ใหม่” กระทั่งสามารถเรียกได้ว่า “อัตถะ-สังคมนิยม” ด้วยซ้ำไป
มาถึงตอนนี้งานเขียนสำหรับ เสนีย์ เสาวพงศ์ มิได้เป็นเรื่องของความบันเทิงในเชิงประเทืองอารมณ์อย่างเดียว ตรงกันข้าม แสดงเป้าหมายอย่างเด่นชัดว่ามีความต้องการในเชิงประเทืองปัญญา
โดยถือเอาเป็นประหนึ่ง “อาวุธ” และ “เครื่องมือ” ในทาง “ความคิด”
จาก “ความรักของวัลยา” ต่อเนื่องมายัง “ปีศาจ” มิได้เป็นเพียงเงาสะท้อนในทางความคิดของตัวละครอย่าง วัลยา อย่าง ยง อยู่บางยาง ซึ่งต่อเนื่องมายัง รัชนี สาย สีมา และกิ่งเทียน
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากยังเป็นความต่อเนื่องของ เสนีย์ เสาวพงศ์
บทบาทของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หากมองผ่านการเคลื่อนไหวในทางวรรณกรรม ไม่ว่าจะจาก “ความรักของวัลยา” ไม่ว่าจะจาก “ปีศาจ” เมื่อประสานเข้ากับการนำเสนอบทบาทในทางวิชาการเรื่อง “จินตนิยมกับอัตถนิยม” ในระยะกาลใกล้เคียงกัน
เด่นชัดว่า เขาเป็น “กองหน้า” อย่างทรงความหมายในขบวนการ “ศิลปะเพื่อชีวิต” และขบวนการ “ศิลปะเพื่อประชาชน” อย่างเข้มแข็งและเอาการเอางาน
สายธารแห่งศิลปะเพื่อชีวิตขบวนแรกอาจยุติลงชั่วคราวจากรัฐประหารเดือนตุลาคม 2501
ไม่เพียงแต่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จะต้องลี้ภัยอยู่จีน ไม่เพียงแต่ อิศรา อมันตกุล จะถูกจับกุมคุมขัง หาก เสนีย์ เสาวพงศ์ ยังสงบเงียบอยู่ในฐานะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่อาร์เจนตินาและอยู่ออสเตรีย
บทบาทของนักเขียนในแนวทางศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ถูกทำให้เงียบเหมือนกับไม่มีบทบาท
แต่ก็เริ่มสำแดงตัวก่อนสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516
หลังสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 เท่ากับเป็นการ “แจ้งเกิด” อีกครั้งหนึ่งของวรรณกรรมในขบวนศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน
เท่ากับยืนยันบทบาทและความหมายของวรรณกรรมในแนวทางนี้
นั่นก็คือ เกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมือง 1 ถูกทำให้ราบคาบ เงียบสงบจากสถานการณ์ทางการเมือง 1
ดำเนินไปตามสภาพความเป็นจริงในทางการเมือง ในทางสังคม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
