AI ช่วยพ่อ-แม่มือใหม่ รับมือลูก ‘ร้องไห้’ อยากรู้ไหม ทารกสื่ออะไร | รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ

รายงานพิเศษ / โชคชัย บุณยะกลัมพ
https://chokcyberai.blogspot.com
https://chokweekly.blogspot.com
AI ช่วยพ่อ-แม่มือใหม่
รับมือลูก ‘ร้องไห้’
อยากรู้ไหม ทารกสื่ออะไร
คุณแม่มือใหม่ที่กำลังเลี้ยงลูกน้อยเกิดใหม่ช่วงแรกๆ อาจจะตกใจบ่อยครั้งเมื่อได้ยินทารกน้อยร้อง จนเกิดการวิตกกังวล เครียดไปตามๆ กัน
ทารกร้องไห้บ่อยหาสาเหตุไม่เจอไม่รู้จะแก้ไขทำให้ลูกหยุดร้องไห้ตรงจุดไหนดี
ทารกไม่สามารถบ่งบอกว่าความต้องการออกมาเป็นคำพูดได้
การที่ทารกร้องไห้โยเยจึงเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างเพื่อให้พ่อ-แม่ได้รับรู้
และเป็นการแสดงออกเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือไม่ยอมรับในสิ่งนั้นๆ
การร้องไห้จึงไม่ใช่แค่การส่งเสียงร้อง แต่เป็นการสื่อสารที่ถูกออกแบบมาเพื่อความอยู่รอดของทารกด้วย
ดังนั้น การที่พ่อ-แม่นิ่งเฉยไม่ตอบสนอง ไม่สนใจต่อเสียงการร้องไห้ของทารก จะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกได้
การร้องไห้ของทารกเป็นการสื่อสารทางเดียวที่ลูกสามารถบอกพ่อ-แม่ได้
อย่างการหิวนมของทารกก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทารกได้แสดงอาการส่งเสียงร้องเมื่อเกิดความรู้สึกหิวต้องการกินนมเพื่อบ่งบอกถึงความต้องการ
เราต้องรู้อีกว่าทารกต้องการกินเท่าไหร่ถึงจะพอและเพียงพอต่อความต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเปียกชื้นของผ้าอ้อม กระทั่งร่างกายของทารกจะตอบสนองกับสิ่งที่ผิดปกติแล้วส่งเสียงร้องออกมา หรือแม้กระทั่งเมื่อยามฉี่หรืออึออกมา
ดังนั้น การที่ลูกน้อยอาจจะส่งเสียงร้องไห้ออกมา เป็นเพราะทารกแรกเกิดยังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ทัน
อยากให้พ่อ-แม่อุ้ม ในยามที่เขารู้สึกกังวล ไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ทารกรู้สึกปลอดภัย
การอุ้ม กอด จูบ การพูดคุยส่งเสียง การสัมผัส หรือความต้องการพักผ่อนของทารก ก็เพราะในช่วงแรกเกิดของทารกเป็นช่วงที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตหลังคลอดออกมา หลังจากอยู่ในท้องแม่มาเป็นระยะเวลานาน
ความรู้สึกไม่สบาย มีไข้ ซึม อ่อนเพลีย กระวนกระวายอยู่ไม่สุข อาการแน่นท้อง จุกเสียด งอแง ไม่สบายตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสื่อสารให้พ่อ-แม่คนดูแลทารกได้รับรู้ทั้งสิ้น

การพยายามหาสาเหตุการร้องไห้ของทารกและแก้ไขเท่าที่เป็นไปได้ ทารกแต่ละคนจะแตกต่างกันไป และมักจะตามมาด้วยปัญหาความเครียดของผู้ดูแล
สิ่งที่พ่อ-แม่ทำได้ก็เพียงแค่ เช็กดูทุกอย่างให้เรียบร้อยว่าลูกหิวหรือเปล่า ไม่สบายท้องใช่ไหม
จากปัญหาเหล่านี้ นักวิจัยจาก Northern Illinois University สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวิธีสร้าง AI ใช้แยกแยะเสียงร้องของเด็กทารกระหว่างเสียงร้องปกติและเสียงร้องที่ผิดปกติ สามารถบ่งบอกภาวะของอาการแต่ละอย่าง เสียงร้องของทารกในการวิเคราะห์สาเหตุ #ปัญญาประดิษฐ์ สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสัญญาณร้องไห้ปกติและสัญญาณผิดปกติเช่นสิ่งที่เกิดจากการเจ็บป่วยพื้นฐาน
การพัฒนาอัลกอริธึ่มที่พัฒนาจากระบบรู้จำเสียงอัตโนมัติ ใช้ตรวจจับวิเคราะห์ลักษณะเสียงร้องของทารกด้วยเทคนิคที่เรียกว่า compressed sensing เป็นกระบวนการสร้างสัญญาณข้อมูลจากเสียงที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ ที่เรียกว่าการตรวจจับแบบบีบอัด – กระบวนการที่สามารถสร้างสัญญาณใหม่โดยใช้ข้อมูลที่กระจัดกระจาย เสียงพื้นหลังในระดับสูง
หลังจากนั้นอัลกอริธึ่มจะทำการวิเคราะห์คลื่นเสียงจากข้อมูลเสียงร้องทารก เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ตามระดับความดัง น้ำหนักเสียง และน้ำเสียง ที่ตรงกับฐานข้อมูลของเสียงร้องทารกที่บันทึกและระบุไว้ก่อนหน้านี้โดยพยาบาลเด็กแรกเกิดและผู้ดูแลที่มีประสบการณ์
ตัวอย่างเช่น เสียง “เน” แปลว่า “หิว” เพราะปกติแล้วทารกจะมีปฏิกิริยาการดูด และลิ้นจะไปแตะเพดานปาก จึงสร้างเสียง “เน” ขึ้นมา
เช่นเดียวกัน เสียง “เอ” มีความหมายว่า เด็กต้องการเรอ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากกินนม
Prof. Lichuan Liu กล่าวว่า
“เสียงร้องเด็กทารกก็เหมือนอีกภาษาพิเศษที่ต้องมีข้อมูลที่สื่อถึงสุขภาพกายสุขภาพจิตใจหลายอย่างในแต่ละเสียงร้อง ความแตกต่างของแต่ละเสียงนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง ความแตกต่างกันของอาการเช่นนี้ก็แสดงออกมาผ่านคุณสมบัติของเสียงร้องที่ต่างกันออกไป การที่จะระบุสาเหตุอาการที่จะใช้ประโยชน์ข้อมูลนั้นได้ เราจะต้องแยกคุณสมบัติอาการเหล่านั้นออกมาเสียก่อนแล้วจัดเก็บข้อมูลตัวอย่างที่รับมาเพื่อการวินิจฉัยอาการที่เกิดขึ้น”
สำหรับทีมนักวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถขยายวิธีนี้ออกไปเพื่อเป็นประโยชน์ทั้งพ่อ-แม่คนดูแลที่บ้านและแพทย์ผู้วินิจฉัยอาการป่วยของเด็กทารกได้
และหวังว่าวิธีนี้จะนำไปใช้อย่างกว้างขวางในทางวงการแพทย์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย ที่ต้องจะพึ่งข้อมูลประสบการณ์ในการช่วยตัดสินใจถึงสาเหตุอาการสุขภาพของทารกที่เกิดการร้องขึ้นมา
Prof. Liu กล่าวเสริมอีกว่า “เป้าหมายสูงสุดคือ อยากให้เด็กทารกมีสุขภาพที่ดีขึ้นพ่อ-แม่และผู้ดูแลลดความกดดันลง ทั้งนี้ เราก็คาดหวังความร่วมมือจากโรงพยาบาลและสถานวิจัยทางการแพทย์เพื่อเก็บสถานการณ์ตัวอย่างข้อมูลให้มากขึ้นสำหรับการปฏิบัติทางคลินิก”
ทั้งนี้ การคิดค้นการเรียนรู้ของสมองกล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจจะสามารถช่วยเราแปลความหมายหรือถอดรหัสได้ว่าทารกต้องการจะสื่อสารเวลาที่ทารกส่งเสียงร้องไห้ แต่การร้องไห้ของทารกแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป และเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการในการเติบโตของเด็ก
บางคนร้องไห้เป็นเวลานาน บางคนร้องไห้น้อย หรือบางคนร้องไห้ถี่
คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจถึงลักษณะการร้องไห้บางลักษณะที่น่าเป็นกังวล
เพราะอาจมีอาการป่วยที่ยังหาสาเหตุไม่พบหรือสิ่งที่ผิดปกติอื่นซ่อนเร้นอยู่ก็เป็นได้
ที่มา
https://www.sciencefocus.com/news/ai-created-to-translate-babies-cries/
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
