bg-single

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ชีวิตาในโลกใหม่ (10) เทศะแห่งอาณานิคมและกาละของผู้ปกครอง

18.01.2017

“ในนามของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงฤทธานุภาพและพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้า ซอร์ จัวน่า อิซาเบล ซาน มาร์ติน เดอ ลา ซานติสสิม่า ทรินิแดด (Sor Juana Isabel San Martin de la Santisima Trinidad ) ผู้เกิดในเมืองแห่งนี้และมีอายุได้ครบ 23 ปี เป็นบุตรีที่ชอบด้วยกฎหมายของ ดอน มานูเอล เดอ ซานมาร์ติน และ ดอนญ่า อิซาเบล ฮิดัลโก้ ชาวเมืองบัวโนสไอเรส ผู้มีสภาพร่างกายปกติและมีจิตใจเปี่ยมด้วยเหตุผลอันเนื่องจากองค์คุณของพระผู้เป็นเจ้า และได้อบรมตนในฐานะผู้อ่อนหัดทางศาสนามาเป็นเวลาพอควรที่อารามซานตา คาทาลิน่า แห่งเซียนน่า ขอประกาศว่าข้าพเจ้าจะขอบวชเป็นชี อันเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว และแม้ข้าพเจ้าจะถูกต้านทานและถูกทดสอบด้วยอุปสรรคนานาไม่ให้ข้าพเจ้าได้รับใช้พระเจ้าก็ตามที สิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนมีผลไม่ บัดนี้ข้าพเจ้าขอประกาศว่าเจตนาที่จะละทิ้งโลกของปุถุชนไว้เบื้องหลัง”

คำกล่าวขอบวชของ ซอร์ จัวน่า อิซาเบล ซาน มาร์ติน เดอ ลา ซานติสสิม่า ทรินิแดด ในปี 1813

 

ดินแดนโลกใหม่นั้นเป็นดินแดนแห่งศาสนา และเป็นดินแดนแห่งศาสนาที่ขึ้นตรงต่อศาสนจักรโรมันคาทอลิกแต่เพียงแห่งเดียวด้วย ศาสนาคริสต์แทรกซึมไปในทุกส่วน ในทุกพื้นที่ สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ทางผู้คน ทางเชื้อชาติ

นอกจากนี้ ศาสนายังเปิดพื้นที่ว่างให้กับเพศหญิงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในดินแดนยุโรป

ซอร์ จัวน่า อิซาเบล ซาน มาร์ติน เข้าสู่อารามคอนแวนต์ ซานตา คาทาลิน่า แห่งเซียนน่า ในปี 1813

เธอได้ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตในแบบเดียวกับที่หญิงสาวนับพันในโลกใหม่ได้เคยเลือกมาก่อนหน้า

ในฐานะของหญิงสาวจากชาติตระกูลดี เธอมีสองหนทางให้เลือก

หนทางหนึ่งคือการเลือกแต่งงานกับชายหนุ่มที่ครอบครัวจัดหามาให้

หนทางที่สองคือการเลือกเป็นเจ้าสาวของพระเจ้าในฐานะนักบวช

หญิงสาวส่วนใหญ่มักเลือกหนทางแรก

แต่มีหญิงสาวอีกมากมายเช่นกันที่ตัดสินใจเลือกหนทางที่สอง

ทำไมอารามจึงเป็นสถานที่สำคัญสำหรับหญิงสาวในโลกใหม่นัก?

มีชีวิตเช่นไรอยู่เบื้องหลังอารามนั่น?

อะไรคือแรงจูงใจของหญิงสาวเหล่านั้นให้ละทิ้งชีวิตทางโลก?

มีแรงผลักดันทางจิตวิญญาณเช่นไรที่ทำให้พวกเธอยอมซ่อนใบหน้าอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำไหม?

 

อารามนางชีในโลกใหม่ทำหน้าที่สำคัญสองประการ

ประการแรก มันเป็นดังสถานอบรมชนชั้นสูงที่มีญาติพี่น้องอยู่ในอารามก่อนหน้าแล้ว การชักนำญาติผู้หญิงเข้าสู่อารามในวัยเด็กเป็นดังการบ่มเพาะจริยาวัตรอันงดงามและผลักดันตระกูลของตนเองให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันสำคัญทางศาสนา

ประการที่สอง อารามเป็นดังป้อมปราการปกป้องหญิงสาวไร้ญาติ แม่ม่าย ผู้ประสบปัญหาต่างๆ ให้ปลอดภัย ในโลกใหม่ที่หลายสิ่งยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นนอน อารามเป็นดังทางออกสำคัญที่ทำให้หญิงสาวเหล่านั้นมีหนทางรอดจากอันตรายทั้งปวง

คณะนางชีนั้นมาถึงโลกใหม่หลังจากการยึดครองดินแดนเหล่านั้นได้เบ็ดเสร็จไม่นานนัก อารามคอนแวนต์แห่งแรกนั้นอยู่ที่กรุงเม็กซิโกมีชื่อว่า นิวเอสตร้า ซินญอร่า เดอ ลา คอนเซ็ปชั่น ก่อตั้งขึ้นในปี 1540

สิบเก้าปีหลังจากที่ เฮอร์นัน คอร์เตซ ยึดครองอาณาจักรแอซเตค หรืออารามคอนแวนต์ที่ลิม่า เปรู ก่อตั้งในปี 1561

ยี่สิบหกปีหลังจากที่ ฟรานซิสโก้ ปิซาร์โร ก่อตั้งเปรูหลังถล่มอาณาจักรอินคา มีแต่ดินแดนที่รกร้างว่างเปล่าหรือเต็มไปด้วยอันตรายทั้งจากสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ทำให้การก่อตั้งอารามคอนแวนต์ล่าช้า

ยกตัวอย่างเช่น ที่ซานเทียโก้ ชิลี คอนแวนต์แห่งแรกก่อตั้งหลังการเกิดขึ้นของเมืองถึงเจ็ดสิบปี

ส่วนที่บัวโนสไอเรส นั้น คอนแวนต์แห่งแรกก่อตั้งหลังการเกิดของเมืองถึง 165 ปี

แต่พอถึงศตวรรษที่สิบแปด อารามคอนแวนต์ก็ปรากฏขึ้นแทบจะทุกเมืองสำคัญในดินแดนละตินอเมริกา

ความนิยมส่งลูกสาวเข้าสู่อารามนั้นส่วนหนึ่งมาจากการขาดแคลนเพศชายที่ทั้งล้มป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บที่โจมตีดินแดนใหม่และจากภัยสงคราม

คอนแวนต์กลายเป็นทั้งโรงเรียนและที่พักพิงของหญิงสาวทั้งหลายในเวลาต่อมา

เมื่อถึงศตวรรษที่สิบแปด คอนแวนต์ก็แพร่หลายไปแทบทุกเมืองสำคัญ แทบทุกนิกายในศาสนจักรล้วนมีคอนแวนต์ในโลกใหม่ โดมิงนิกัน, คอนเซ็ปชั่น, คาริสซ่า, ซิสเตอร์เรียน, บริจิดาส ฯลฯ

พอถึงศตวรรษที่สิบเก้า เฉพาะเม็กซิโกเมืองเดียวมีผู้เข้ารับการอบรมเป็นนางชีถึงเก้าร้อยคน และประมาณว่ามีนางชีในโลกใหม่เป็นจำนวนนับพันพันคน

อย่างไรก็ตาม มีการแบ่งอารามและหญิงสาวผู้บวชเป็นนางชีสองประเภทด้วยกัน

ประเภทแรกนั้นเรียกว่าพวกคาปูชิน (Capuchin) หรือนิกายเท้าเปล่าที่ผู้บวชไม่สวมรองเท้าและมุ่งทำงานกับคนจน คนพื้นเมืองเป็นหลัก

ส่วนอีกนิกายนั้นเรียกรวมๆ ว่า ชอด (Shod) ที่ผู้บวชสามารถใส่รองเท้าและมักอยู่แต่ในอารามเพื่อทำกิจแห่งการภาวนาเป็นหลัก

อารามแบบแรกจะมีสมาชิกในอารามราวสิบห้าถึงสามสิบห้าคนเท่านั้น

ในขณะที่อารามแบบที่สองจะมีขนาดใหญ่กว่าโดยจะมีสมาชิกในอารามระหว่างห้าสิบถึงหนึ่งร้อยคน

อารามที่มีขนาดใหญ่นั้นจะมีสมาชิกราวสองร้อยถึงสามร้อยคนและสมาชิกในอารามจะคลุมหน้าเสมอ

 

เมื่อแรกเข้าเป็นนางชีฝึกหัดนั้น เด็กสาวจะได้รับการตรวจความเชื่อทางศาสนาและแสดงเจตจำนงเสรีถึงการขอเข้าเป็นแม่ชีว่าไม่ได้เป็นไปโดยการถูกบังคับใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบต้องแสดงหลักฐานอายุ วันเวลาที่รับศีลจุ่ม และการมีสายเลือดที่บริสุทธิ์ อันได้แก่การเป็นคนผิวขาว ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม เป็นบุตรตามกฎหมาย และไม่เป็นลูกผสมที่มีสายเลือดชนพื้นเมือง

เหตุผลข้ออื่นโดยเฉพาะการเป็นบุตรตามกฎหมายอาจได้รับการยกเว้นได้ (ในความจริงอารามคอนแวนต์มักเป็นที่พึ่งของผู้ที่ส่งบุตรนอกกฎหมายมาพำนัก)

ทว่า ในเรื่องของสายเลือดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อยกเว้น หากแม้พ่อหรือแม่มีสายเลือดปะปนจากชนพื้นเมือง คำปฏิเสธจะมีขึ้นในทันที

ระยะเวลาของการเป็นนางชีฝึกหัดนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ละอาราม

บางอารามอาจกินเวลานานนับสิบปี แต่อย่างต่ำคือไม่น้อยกว่าหนึ่งปีสำหรับทดสอบการปรับตัวให้เข้ากับอาราม

เมื่อครบกำหนดเหล่านางชีฝึกหัดจะต้องถูกทดสอบด้วยการสอบความรู้ด้านศาสนา ด้านการภาวนา และด้านพฤติกรรมในอาราม

และเมื่อสอบผ่าน นางชีฝึกหัดเหล่านั้นจะเข้าปฏิญาญตนเพื่อออกบวชเป็นนางชีพร้อมคำมั่นสี่ข้อคือ

ข้อที่หนึ่ง จะยอมรับคำสั่งสอนและเชื่อฟังการตักเตือนจากนางชีผู้อาวุโส

ข้อที่สอง จะต้องปฏิญาณตนที่จะรักษาพรหมจรรย์

ข้อที่สาม จะต้องรับความโดดเดี่ยวในการใช้ชีวิตเป็นกิจกรรมสำคัญ

และข้อสุดท้าย คือการยอมรับความไร้ซึ่งทรัพย์สินและสิ่งของ

ทั้งสี่ข้อนี้เป็นดังกุญแจสำคัญต่อการได้กลายเป็นเจ้าสาวของพระเจ้า

 

อายุของหญิงสาวที่เข้าสู่อารามคอนแวนต์นั้นมีตั้งแต่ 26 ปี ถึง 45 ปี (ค่าเฉลี่ยเหล่านี้ไม่รวมถึงหญิงม่ายที่ตัดสินใจเข้าสู่อารามในภายหลัง) แม้ว่าโดยหลักทั่วไปจะอนุญาตให้หญิงสาวเข้าบวชเป็นนางชีได้ตั้งแต่อายุสิบสองปีก็ตาม แต่อายุที่น้อยที่สุดที่พบในบันทึกคือสิบหกปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ได้แสดงให้เห็นว่าหญิงสาวที่เข้าสู่อารามมักพ้นวัยแต่งงานแล้วและทำให้เห็นว่าอารามคอนแวนต์คือคำตอบสำหรับผู้ที่ไม่อาจหาสามีที่เหมาะสมได้

ตัวปัญหาเศรษฐกิจเองก็เป็นปัจจัยหลักสำหรับการเข้าสู่อารามคอนแวนต์ ช่วงศตวรรษที่สิบแปดในบราซิล เมื่อกิจการน้ำตาลในดินแดนแถบนั้นประสบปัญหาขาดทุนย่อยยับ

ตัวเลขของหญิงสาวที่ถูกส่งจากครอบครัวเข้าสู่อารามมีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่ต้องนำติดตัวไปนอกเหนือจากความศรัทธาก่อนการเข้าสู่อารามคือเงินทองที่จำเป็นสำหรับการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน

เงินทองเหล่านี้แบ่งเป็นเงินแรกเข้าและเงินรายปีที่ครอบครัวของนางชีมักส่งมาสมทบในภายหลัง จำนวนเงินแรกเข้าในช่วงต้นศตวรรษที่สิบเจ็ดอยู่ที่ 2,000-3,300 เปโซ แม้ว่าจะมีบันทึกว่าหญิงสาวจากตระกูลใหญ่นางหนึ่งมอบเงินแรกเข้าให้อารามซานตา คาทาริน่า ในกุซโก้ สูงถึง 17,000 เปโซ ก็ตามที

จำนวนเงินเหล่านี้เพิ่มขึ้นตามลำดับเมื่อถึงศตวรรษที่สิบแปดเงินแรกเข้าสู่อารามเพิ่มสูงขึ้นถึง 4,000 เปโซเลยทีเดียว

แต่แม้ว่าเงินแรกเข้าเหล่านี้จะมีปริมาณสูง แต่เมื่อเทียบกับเงินที่ต้องมอบให้ลูกสาวเมื่อจากบ้านไปยังครอบครัวของฝ่ายชายในพิธีแต่งงาน มันก็ยังมีจำนวนน้อยกว่าอยู่ดี

นอกเหนือจากเงินแรกเข้าเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ครอบครัวของนางชีต้องเตรียมไว้ด้วยคือเงินสำหรับงานพิธีบวชขึ้นเป็นนางชี การจัดงานเลี้ยงต่างๆ เป็นไปอย่างเอิกเริก และเป็นเวลาหลายวันสำหรับครอบครัวใหญ่

ว่าไปแล้วพิธีบวชเป็นนางชีที่ไม่อาจลาออกได้ในแง่หนึ่งก็คืองานแต่งงานครั้งเดียวในชีวิตนั่นเอง

มาเรีย ลุยซ่า เดอ ซาน บาร์โธโลเม่-Maria Luisa de San Bartholome ที่บวชเข้าเป็นนางชีในอารามคอนแวนต์ คอนเซ็ปชั่น ที่ปูเอบ้า ในศตวรรษที่สิบเจ็ด ได้จดเป็นบันทึกของเธอว่าครอบครัวของเธอต้องสูญเสียเงินในการจัดงานเฉลิมฉลองการบวชของเธอสูงถึงห้าพันเหรียญเปโซทองคำเลยทีเดียว

 

การสิ้นเปลืองเงินทองเช่นนี้ไม่ปรากฏในอารามนางชีเท้าเปล่าหรือพวกคาปูชินที่ทำงานกับคนยากจนและชนพื้นเมือง

ค่าแรกเข้าสำหรับอารามเหล่านั้นมีเพียง เตียง ผ้าปูที่นอน และของใช้จำเป็นส่วนตัวเท่านั้นเอง

ในอารามเหล่านั้นมักได้รับเงินอุดหนุนจากชาวบ้านในชุมชนนอกเหนือจากการที่อารามทั้งหลายล้วนครอบครองที่ดินที่มีผู้บริจาคและค่าเช่าที่ดินเหล่านั้นเองที่ช่วยหล่อเลี้ยงอารามคอนแวนต์ให้อยู่ได้

ตารางเวลาในอารามเป็นดังนี้

วันแต่ละวันจะเริ่มด้วยการสวดมนต์ร่วมกันตอนเที่ยงคืนที่โบสถ์ หลังจากนั้นเหล่านางชีจะได้รับอนุญาตให้กลับสู่ห้องพักของตนเองเพื่อพักผ่อนก่อนจะถูกปลุกให้ทำพิธีมิสซาร่วมกันอีกครั้งในเวลาห้านาฬิกา

หลังจากพิธีมิสซา จะเป็นการทานอาหารเช้าร่วมกันก่อนที่จะมีการสวดมนต์อีกครั้งในเวลาหกนาฬิกาครึ่ง

การสวดมนต์ครั้งนี้จะรวมการภาวนาไปด้วย

แปดโมงครึ่งถึงสิบเอ็ดโมง ทุกคนจะกลับสู่ห้องเพื่อทำกิจกรรมส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการชำระร่างกายหรือศึกษาพระคัมภีร์

สิบเอ็ดโมงสิบห้า เป็นเวลาอาหารเที่ยง ระหว่างการทานอาหารจะมีผู้รับผิดชอบอ่านพระคัมภีร์หรือบทสวดให้ฟัง

ในช่วงของการถือศีลก่อนเทศกาลอีสเตอร์ จะมีการสารภาพบาปร่วมกันระหว่างมื้ออาหารด้วย

หลังอาหารนับแต่เวลาเที่ยงถึงบ่ายโมงจะเป็นช่วงพักผ่อนซึ่งเปิดโอกาสให้นางชีอารามได้สนทนาแลกเปลี่ยนกัน

บ่ายสองโมง ทุกคนกลับไปที่โบสถ์เพื่อสวดมนต์ร่วมกัน

บ่ายสามถึงห้าโมง ทำกิจกรรมสำหรับอารามและมีการภาวนาควบคู่ไปด้วย

พอถึงเวลาหกนาฬิกาสี่สิบห้านาที จะเป็นเวลาทานอาหารเย็น

หลังอาหารเย็นเป็นการภาวนาร่วมกันถึงสองทุ่ม ก่อนที่ทุกคนจะได้รับการอนุญาตให้เข้าที่พัก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร