
คอลัมน์ สิ่งแวดล้อม โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน [email protected]
ลงไปใต้คราวนี้ ได้เห็นภาพน้ำท่วมเกือบตลอดทางจาก จ.สุราษฎร์ธานี ไปจนถึง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช บางพื้นที่น้ำท่วมไร่นา สวนปาล์ม สวนยาง สวนผลไม้ สุดลูกหูลูกตา บ้านเรือนบางหลังน้ำท่วมมิดไปเกือบครึ่ง
คนในพื้นที่เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 5 มกราคม ว่า ฝนตกหนักเหมือนฟ้าทลาย กระแสน้ำถั่งโถมจากเทือกเขาบรรทัดไหลทะลักสู่พื้นที่เบื้องล่างกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
ที่คลองปากแพรก ตำบลถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง เป็นพื้นที่หนึ่งที่เกิดโศกนาฏกรรมและความเสียหายมากมาย เพราะเป็นจุดบรรจบของทางน้ำสองสาย
มวลน้ำขนาดมหาศาลจากเทือกเขาถล่มใส่บ้านเรือน 35 หลังปลูกริมทางน้ำพังพินาศ มีผู้เสียชีวิต 3 ราย
อีกราว 170 ชีวิตไร้ที่อยู่ ต้องไปอาศัยนอนในโรงธรรมของวัดจำปาวนาราม
ส่วนที่บ้านดอนจิก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ทุ่งนา สวนปาล์ม พืชไร่และบ้านเรือน ดูเหมือนอยู่ใต้บาดาล
ผู้ใหญ่บ้านดอนจิกบอกว่า ที่เห็นข้างหน้านั้น น้ำลดลงมากแล้ว วันแรกที่มวลน้ำทะลักเข้ามาโอบล้อมและใช้เวลาไม่นานก็ท่วมพื้นที่ทั้งหมด บางแห่งท่วมสูงเกือบหน้าอก รถยนต์วิ่งผ่านไม่ได้ หน่วยกู้ภัยเข้าถึงด้วยเรือเท่านั้น
พื้นที่บ้านดอนจิกราวสองหมื่นไร่ เมื่อก่อนนี้เคยเป็นท้องนา แต่ระยะหลังๆ ชาวบ้านหันมาปลูกปาล์มและพืชไร่อื่นๆ
ถ้าเป็นไร่นา ความเสียหายอาจไม่มากนักเพราะไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำท่วม ก็เลื่อนปลูกข้าวออกไป แต่เมื่อปลูกปาล์มหรือยางพารา เจอน้ำท่วมโอกาสเสี่ยงสูง ถ้าน้ำท่วมขังรากจะเน่าตาย
เวลาผ่านไปสิบวันแล้วน้ำยังขังต้นปาล์ม บางแปลงยังเป็นต้นเล็กๆ
ส่วนบ้านเรือนแถวดอนจิก ปลูกห่างจากแนวถนน เมื่อน้ำท่วมก็ต้องเดินฝ่าน้ำ หลายหมู่บ้านขนข้าวของ ลากหมู วัว ไก่ หมาแมวไปนอนเต็นท์ผู้ประสบภัยข้างถนน
บางบ้านมีเฉพาะคนชรา เด็กๆ เพราะคนหนุ่มสาวไปทำงานในเมือง
ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า มีลูกบ้านหลังหนึ่งอยู่กันสามคน ตายายกับหลาน และทั้งหมดพิการ
กระทรวงมหาดไทย สรุปสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 119 อำเภอ 721 ตำบล 5,498 หมู่บ้าน ประชาชนเดือดร้อน 522,330 ครัวเรือน เสียชีวิต 40 ราย
ความเสียหายเบื้องต้น ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ข้ามไปดูที่สหรัฐอเมริกา พายุฤดูหนาว “เฮลีนา” ถล่มในหลายๆ รัฐ ไล่ตั้งแต่ภาคใต้ไปจนถึงภาคตะวันออก
เฮลีนานำเอาหิมะและเกล็ดน้ำแข็งซัดใส่บ้านเรือน ถนนหนทาง
บางแห่งหิมะตกหนักสูงหลายฟุตปกคลุมขาวโพลนไปทั้งเมือง ขณะที่อีกหลายๆ แห่งเกิดพายุฝนน้ำแข็ง (ice storm)
ไอซ์ สตรอม คล้ายน้ำฝน เพียงแต่ผ่านความเย็นสูงจนกลายเป็นฝนน้ำแข็ง
ในช่วงฤดูหนาว ปกติแล้วจะมีหิมะตก แต่ถ้าอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศหรือผิวโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงร้อนขึ้น เมื่อหิมะตกผ่านจะทำให้หิมะละลายกลายเป็นฝนน้ำแข็ง
ที่ไหนเกิดพายุฝนน้ำแข็ง จะมีผลกระทบต่างๆ เช่น ไฟฟ้าดับ หรืออุบัติเหตุบนท้องถนน
ฝนน้ำแข็งเมื่อเกาะตามเสาไฟฟ้าหนาเพียงแค่ครึ่งนิ้วสามารถโค่นเสาไฟฟ้าต้นนั้นได้เลยเพราะมวลน้ำหนักของน้ำแข็งเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่าหรือเท่ากับ 226 กิโลกรัม
ไอซ์ สตรอมทำสถิติเมื่อปี 2552 โค่นเสาไฟฟ้าในรัฐอาร์คันซอและรัฐโอไฮโอ ทำให้ชาวอเมริกันกว่า 1.3 ล้านครัวเรือนอยู่ในความมืดมิดและหนาวเหน็บ
พายุฝนน้ำแข็งทำให้ถนนหนทางลื่นเพราะน้ำแข็งเกาะตามผิวถนน บางครั้งน้ำแข็งหนาถึงสามนิ้วก็มี เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างมาก
ที่ยุโรปกำลังเผชิญกับอากาศแปรปรวนไม่ต่างไปจากสหรัฐ มีทั้งกระแสลมแรง หิมะตกหนัก น้ำท่วมใหญ่และอุณหภูมิเย็นจัดต่ำสุดในรอบหลายสิบปี มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 70 คนแล้ว
เฉพาะในแถบนอร์มังดี และปิการ์ดี ประเทศฝรั่งเศส เกิดกระแสลมแรงจัดโค่นเสาไฟฟ้าจำนวนมาก ผู้คนนับแสนไม่มีไฟฟ้าใช้ขณะที่อากาศหนาวเหน็บ เช่นเดียวกับที่โปแลนด์ อุณหภูมิเย็นสุดในรอบครึ่งศตวรรษและมีกระแสลมแรง ความเร็วสูงถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อุณหภูมิเย็นสุดๆ ทำให้น้ำในแม่น้ำดานูบกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งครั้งแรกในรอบห้าปี
ที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายสัปดาห์ เกิดพายุหิมะและกระแสลม 100 ก.ม./ช.ม. ในเขตเวงเฮนทำให้การแข่งขันสกีระดับประเทศต้องยกเลิกกะทันหัน
ก่อนหน้านี้ช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บรรดาเจ้าของสกีรีสอร์ตบนเทือกเขาสวิสเอลป์พากันร้องระงมเพราะบรรดานักท่องเที่ยวต่างยกเลิกการจองห้องพักเนื่องจากปริมาณหิมะมีจำนวนน้อยมากทั้งที่เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
ถ้าหิมะตกบนเทือกเขาเอลป์น้อยลง ความสวยงามของทิวทัศน์จะลดลงทันที เพราะไม่มีหิมะสีขาวนวลปกคลุม จะเห็นแต่กองหิมะแหว่งๆ ตามผาสูง คนที่อยากเล่นสกีก็เล่นไม่ได้ คนที่อยากดูฉากหิมะก็ดูไม่เต็มตา
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า สภาวะภูมิอากาศทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา มีความไม่เป็นปกติอันเนื่องจากอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศของทั้งสองภูมิภาคแปรปรวนมาก
อุณหภูมิที่อุ่นไหลขึ้นไปทางเหนือขณะที่อากาศเย็นย้อนลงมายังทางใต้
ในรายงานเรื่องความเสี่ยงของโลก ปี 2017 จัดทำโดยเวิร์ลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ระบุไว้ว่า โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่มีความรุนแรงมากที่สุด นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ
ผลที่ตามมาได้แก่ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของรายได้และสังคมแตกแยกแบ่งเป็นฝักฝ่าย
รายงานดังกล่าว จะนำมาเผยแพร่และถกกันในระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 17-20 มกราคมนี้ ได้มาจากการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจชั้นนำ นักวิชาการระดับโลกและผู้นำทางสังคมทั้งในภาครัฐ เอกชนของประเทศต่างๆ 750 คน
บุคคลเหล่านั้นมีความเห็นตรงกันว่า สภาวะอากาศที่แปรปรวน ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน์ที่เสื่อมถอย ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และมาจากน้ำมือคน รวมถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศโลก เหล่านี้ทำให้ชาวโลกเผชิญกับความเสี่ยงที่มีผลกระทบร้ายแรงที่สุด
นับเป็นครั้งแรกที่เวทีเวิร์ลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม จัดทำรายงานอ้างถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม
