เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
นับเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในการเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็น “แม่ทัพเศรษฐกิจ-โควต้าคนนอก” ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยถอดทิ้งหัวโขนความเป็นข้าราชการ ทั้งที่เหลือเวลาอีกถึง 6 ปีจึงจะเกษียณอายุ
“เหตุผลจริงๆ ที่ผมลาออกจากราชการมา เพราะอยากมาพัฒนาประเทศ แก้โจทย์ประเทศ ทำให้ประเทศดีขึ้น ซึ่งก็ต้องขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีให้โอกาส” ดร.เอกนิติกล่าวในการให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “ประชาชาติธุรกิจ” และ “มติชนทีวี” ล่าสุด
“วันนี้ผมมาสวมหมวกรัฐมนตรีคลัง รองนายกฯ ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ผมก็ต้องรับผิดชอบในภาพที่ใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งผมก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ในเมื่อผมเลือกมาทำตรงนี้แล้ว ผมก็ต้องมีหมวกทางการเมืองด้วย แล้วก็มีหมวกความเป็นเทคโนแครต”
“แต่ว่าพื้นฐานผมก็คิดว่าผมตั้งใจ อยากให้ประเทศดี”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่มีปัญหาสะสมมานาน มี 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องทำ คือ
1. ต้องซ่อม ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ประชากรสูงอายุมากขึ้น ฐานะการคลังที่ขาดดุลต่อเนื่องมานาน หนี้สาธารณะสูงขึ้น ซึ่งเมื่อต้องเจอวิกฤตโลก ทั้งสงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ก็กลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด และประเทศไทยถูกกระทบหนัก
2. ต้องสร้าง เพราะเศรษฐกิจไทยกินบุญเก่ามานาน อัตราการเติบโตที่สะท้อนไปถึงรายได้ของประเทศ รายได้ของประชาชน ก็ลดลงมาเรื่อยๆ เพราะไม่ได้ลงทุนมานาน ลงทุนใหม่ไม่เพียงพอ
และ 3. ต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะโลกเปลี่ยน กระแสดิจิทัล กระแส AI ที่เปลี่ยนเร็วมาก ขณะเดียวกันยังมีกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อม ประเด็นราคาพลังงานที่สูงมากด้วย มีวิกฤตภัยธรรมชาติมาหนักขึ้นมาก ซึ่งต้องใช้เงินเยียวยา สุดท้ายก็จะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอีก
“ทั้งหมดนี้คือ 3 เรื่องใหญ่ๆ ถ้าผมคิดว่าผมจะทำอะไรในช่วง 4 ปี อันที่หนึ่ง ผมก็ต้องเร่งซ่อม คือ การประคอง แก้ปัญหาที่สะสมมานาน คือดูแลชีวิตคนไม่ให้ถูกกระทบเยอะมาก ช่วยเขาเป็นหลัก แต่เราจะช่วยไปแบบนี้ตลอดไม่ได้ ก็ต้องสร้าง ผมก็ต้องพยายามที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ คือ การลงทุนใหม่ๆ เพื่อคนรุ่นต่อไปจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องมาพูดว่ากินบุญเก่าอีก วันนี้ต้องเริ่มทำบุญใหม่ แต่ทำบุญใหม่นั้นใช้เวลา กว่าจะออกผล แต่ต้องทำ และสุดท้ายที่ผมบอกว่า โลกวันนี้ถูกกระทบเยอะมากในเรื่องพลังงาน ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็ต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน”
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า เป็นการตั้งเป้าอย่างชัดเจน จากที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีเป้าที่ชัดเจน
“คนเราต้องตั้งฝัน ตั้งเป้าให้ชัด สมัยก่อนเราโตพอๆ กับมาเลเซีย แล้วมาเลเซียเขาประกาศเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว บอกเขาจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งอีก 1-2 ปีเขาก็จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว คือเขามีฝัน แต่เราไม่เคยมี เราไม่เคยประกาศแบบนี้ ผมก็บอกท่านนายกรัฐมนตรีว่าประกาศเลย”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่เป้าหมายนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน ในรูปแบบคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) เหมือนสมัยนายเสนาะ อุนากูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี ที่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้เกิดคลื่นการลงทุนใหม่ ที่หาที่ลงทุน เพราะทั่วโลกมีการทะเลาะกัน แบ่งเป็นขั้วต่างๆ ซึ่งกระแสลมพัดมาทางเอเชีย และประเทศไทยต้องคว้าไว้ให้ได้
“วันนี้เกิดกระแสการหาที่ลงทุนใหม่ ก็เลยเหมือนลมพัดมาทางนี้พอดี แต่เราก็ต้องใช้โอกาสที่ลมพัดมาทางอาเซียนจะคว้าการลงทุนได้อย่างไร ซึ่งผมจะใช้จุดนี้คว้าการลงทุน เพื่อสร้างบุญใหม่ให้เมืองไทย”
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เป็น 30% ของ GDP ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนของภาคเอกชนประมาณ 22-23% ส่วนภาครัฐประมาณ 6-7%
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าปัจจุบันภาครัฐมีข้อจำกัด ฐานะการคลังไม่เหมือนในอดีต มีหนี้มากขึ้น ก็ต้องดึงเอกชนมาร่วม ผ่านกลไก PPP (Public-Private Partnership) และ Infrastructure Fund คือ ภาครัฐไม่ได้ลงคนเดียว แต่ให้เอกชนมาลงทุนด้วย โดยเปรียบเหมือนทีมฟุตบอล กองหน้า คือภาคเอกชน ภาครัฐเป็นกองกลาง ส่วนกองหลังก็สำคัญ คือเสถียรภาพ ที่เน้นเรื่องวินัยการคลัง
“มีบางคนบอกว่าจะไประวังทำไม แต่การที่เราระมัดระวังทำให้การกู้เงินของเราถูกกว่าคนอื่น ทำให้ต่างชาติอยากเข้ามา สะท้อนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปีนี้ตั้งแต่ต้นปี ดัชนีหุ้นขึ้นมา 300 จุดแล้ว มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาประมาณ 70,000 ล้านบาท เข้ามาตลาดพันธบัตรอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้น ก็เพราะว่าเรามีกองหลัง คือเสถียรภาพ ทั้งวินัยการคลัง วินัยการเงิน ที่ยังเข้มแข็งอยู่ นักลงทุนเขาเห็นเราตรงนี้ เขาก็เลยย้ายมา”
“พอสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือยกระดับเรา จากมุมมองเป็นลบ เป็น Stable ความมั่นใจก็กลับขึ้นมา”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า เนื่องจากฐานะการคลังไม่ได้ดีเหมือนอดีต ในฐานะที่ดูแลกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ จึงพยายามเน้นเรื่องการปฏิรูปการคลัง ทำให้โปร่งใส โดยที่ผ่านมางบประมาณขาดดุลมานานต่อเนื่อง ปีล่าสุดขาดดุลประมาณ 4.4% ของ GDP ขณะที่มาตรฐานโลกกำหนดว่าไม่ควรขาดดุลเกิน 3% ดังนั้น ที่ผ่านมาตอนที่ไปเจอบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ จึงประกาศเป็นเป้าหมายลงไปเลยว่า ภายใน 4 ปี จะลดขาดดุลลงให้ต่ำกว่า 3%
“ผมประกาศว่า ปีที่แล้ว 4.4% ใช่ไหม ปีนี้ผมจะลดลงมาเหลือ 3.9% ดังนั้น งบประมาณปี 2570 ถึงลดขาดดุลลงมาเหลือ 3.9% แล้วผมก็ต้องแข็งมาก ใครจะมาขอให้ขยาย ผมก็ไม่ยอม”
ขณะที่ด้านสวัสดิการก็มีความจำเป็นจะต้องดูแลผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่ขาดโอกาส แต่ประเทศไทยมีสวัสดิการกว่า 70 ประเภท แล้วมีความซ้ำซ้อนกันมาก ซึ่งเห็นว่าต้องเปิด ทำให้โปร่งใส เพื่อจะได้ช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่คนที่แอบอ้าง อย่างการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐล่าสุด ก็พยายามจะช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะที่ผ่านมาหลายคนไม่ได้จน หรือเดือดร้อนจริง ดังนั้น ต้องนำเงินที่มีจำกัดมาช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ
“บัตรสวัสดิการคนมาแอบอ้างสิทธิ์เยอะ ผมถึงบอกถ้าเราไม่กล้าเปิด เพราะจริงๆ แล้วผมไม่ต้องลุกขึ้นมาทำก็ได้ ผมก็ไม่โดนด่า แต่วันนี้ ถ้าเรากล้าเปิด ยอมรับความเป็นจริง แล้วคนที่เขาเดือดร้อนจริงจะได้เอาเขาเข้ามา เพราะเราต้องยอมรับว่างบประมาณเรามีจำกัด จึงต้องเอาคนที่เดือดร้อนจริงเข้ามา ดังนั้น วันนี้ถึงต้องปฏิรูป ผมยึดหลักว่า ผมคิดดีทำดี คือผมอยากจะช่วยคนที่เขาเดือดร้อนจริงๆ”
เมื่อถูกถามว่า มองอย่างไรกรณีถูกมองว่าเป็นคนแบกรัฐบาล ดร.เอกนิติกล่าวว่า ทุกคนช่วยกัน แล้วถ้าจะแบก คงแบกประเทศมากกว่า ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจก็ยอมรับว่าหนัก แล้วก็ไม่ใช่ทำคนเดียว เพราะไม่มีทางทำคนเดียวสำเร็จ ต้องใช้ทุกคน ต้องร่วมมือกับเอกชน
“ผมไม่ได้แบกรัฐบาล ถ้าจะให้ผมแบก ผมอยากแบกประเทศ คือวันนี้ถามว่ารู้สึกหนักไหม หนัก เพราะเจอวิกฤตทุกวัน เช้าจรดกลางคืน เวลานอนแทบจะน้อยมาก แต่ผมคิดว่าเป็นช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ให้โอกาสเรามาทำตรงนี้ เราก็จะทำให้ดีที่สุด”
นั่นคือความมุ่งมั่นในฐานะของ “เดอะแบก” ที่สะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์ครั้งล่าสุด
