เศรษฐกิจ
ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่นอกจากจะไม่เบาบางลงแล้ว ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นตอของปัญหาที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น
สะท้อนจากภาคเอกชนใหญ่อย่างหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ต้องขยับตัวขึ้นมาเป็นด่านหน้าในการจัดตั้งคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน เพื่อผลักดันมาตรการต้านคอร์รัปชั่น ยกระดับความโปร่งใส และสร้างระบบนิเวศของธุรกิจที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
เพราะนับตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยไม่ได้เพิ่งมาเผชิญพายุที่โหมกระหน่ำจากปัจจัยลบในต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านเท่านั้น
แต่เมฆหมอกครึ้มส่งผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สงครามการค้าของสหรัฐ ผสมกับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 ที่ยังไม่หมดลงอย่างสิ้นเชิง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ยอมเอื้อให้คนสามารถโงหัวลืมตาอ้าปาก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้มากมายนัก กลับต้องมาเจออุปสรรคในการดำเนินธุรกิจจากปัญหาที่ต้องอาศัยการแก้ไขจากรัฐบาล แต่ดูเหมือนรอแล้วรอเล่า ปัญหาเหล่านี้ก็ยังถูกมองข้ามอยู่ร่ำไป
เปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อร่างสร้างตัว รอวันกลายเป็นสึนามิในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลพวงจากทั้งปัญหาการเข้ามาของสินค้าต่างชาติต่ำกว่าทุนที่เข้ามาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยเพื่อเลี่ยงภาษี (Transshipment)
และปัญหากลุ่มทุนสีเทาต่างชาติที่เข้ามาสวมสิทธิ์แย่งอาชีพคนไทยผ่านขบวนการนอมินีในย่านท่องเที่ยวสำคัญ
ความน่ากังวลคือ เราเคยตัวในการตั้งรับเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก เมื่อเห็นตัวเลขการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเกิดความยินดีทันที เพราะมองว่าประเทศไทยยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่จากต่างชาติเข้ามาได้ แม้ยังไม่เห็นปลายทางว่า อานิสงส์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นมากน้อยเท่าใดก็ตาม
สะท้อนจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำตัวเลขมาแสดงให้เห็นว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงกว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเฉพาะไตรมาส 2/2569 มีเงินลงทุนจริงมากกว่า 250,000 ล้านบาท
ขณะที่การลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมสร้างการจ้างงานคนไทยแล้วกว่า 630,000 ตำแหน่ง โดยมากกว่า 60% เป็นการจ้างงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ซึ่งในจำนวนเงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงกว่า 127,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ความจุสูง AI Server อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ถือเป็นการฉายภาพที่สวนทางกับข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยกตัวอย่างพื้นที่ในจังหวัดระยอง ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวกว่า 1.1 ล้านบาทต่อปีสูงที่สุดในประเทศ
แม้ FDI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่คนในพื้นที่รู้สึกว่าปากท้องยังดูไม่สดใส เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนของญี่ปุ่นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เน้นใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ ใช้แรงงานควบคู่กับเครื่องจักร ทำให้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์สันดาป อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเอสเอ็มอีไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ การจับจ่ายใช้สอยคึกคัก และเศรษฐกิจขยายตัวดีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ
แต่ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันเป็นจีน ซึ่งการลงทุนของจีนเน้นอุตสาหกรรมใช้ทุนเข้มข้น รูปแบบการลงทุนยังเป็นระบบปิด ใช้ซัพพลายเชนในประเทศน้อย เน้นใช้วัตถุดิบ แรงงานจากจีน อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดคือ ยางและพลาสติก ตามด้วยรถยนต์ EV อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ติดใน 10 อันดับแรก
ทำให้แม้จะดูเป็นโอกาส แต่การลงทุนเหล่านี้กลับใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นหลัก การถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ชัดเจน
ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้ การจ้างงานและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจึงไม่ขยายตัวตาม
สอดคล้องกับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมไทยที่มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจ้างแรงงานคนไทยจำนวนมากยังอยู่ในภาวะทรุดตัว อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 10% ของมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมดิ่งลงเหลือประมาณ 85 เทียบกับระดับ 100 ในปี 2567 ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล
แม้มีสัญญาณดีขึ้นบ้าง จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์และพลาสติกที่เห็นผลผลิตอุตสาหกรรมจะยังยืนเหนือเส้น 100 ได้ แต่ก็ไม่ได้แรงพอจะฉุดภาพรวมอุตสาหกรรมให้พุ่งทะยานขึ้นได้
ทำให้ตอนนี้มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมากขึ้นคือ บุญเก่าจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยพึ่งพามา 30-40 ปีกำลังหมดอายุลง
ขณะที่เครื่องยนต์หลักทยอยเสียแรงม้าในการเคลื่อนตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยก็คงโตได้เท่านี้
แม้เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขส่งออกไทยครึ่งปีแรกมีแนวโน้มโตได้ดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2% กว่าๆ แต่มีข้อสังเกตว่าการส่งออกที่โตอย่างพุ่งแรงนั้น ไม่ได้ทำให้ดัชนีผลผลิตขยับบวกขึ้นไปด้วย จากปกติเมื่อส่งออกโต โรงงานในประเทศก็ต้องเดินเครื่องผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น แต่รอบนี้แปลกมาก เพราะดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมรวม (Overall MPI) แทบจะเป็นเส้นตรงอยู่แถวระดับ 100 มาตลอด 2 ปีเต็ม ไม่ได้กระเตื้องขึ้นตามตัวเลขส่งออก
สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกโต แต่ประเทศไทยได้ประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มองว่าเป็นเพราะในช่วงปลายปี 2568 ระหว่างที่สงครามภาษียังฝุ่นตลบและกำแพงภาษียังตั้งไม่เสร็จ ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจให้ต้องรีบสั่งของและรีบส่งของให้เร็วที่สุด ก่อนประตูการค้าระหว่างประเทศจะปิดลง โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐที่เร่งสั่งของมาตุน ฝั่งผู้ผลิตก็เร่งดันของออก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขส่งออกที่ดูสวยงามมากในตอนนี้
แต่ความจริงเป็นเพียงการยืมความต้องการ (ดีมานด์) จากอนาคตมาใช้ก่อนก็เท่านั้น
อีกประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขส่งออกเป็นการนับสินค้าที่ออกจากด่านศุลกากรไทย แต่ไม่ได้บอกว่าของชิ้นนั้นเกิดขึ้นในโรงงานไทยจริงหรือไม่
เพราะในยุคสงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีข้อน่าสงสัยว่าสินค้าบางส่วนอาจวิ่งอ้อมมาผ่านทางที่ไทยเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐ (Transshipment)
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับของแค่ผ่านด่านไทย แต่โรงงานไทยแทบไม่ได้เดินเครื่องเลย ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และการจับจ้องเล่นงานในด้านภาษีจากสหรัฐเพิ่มขึ้นด้วย
ตอนนี้มองว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์หลักของประเทศไทยหยุดชะงักลงไปมากกว่านี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1. เร่งยกเครื่องเพื่อเปลี่ยนผ่านของเดิม
และ 2. สร้างเครื่องยนต์ใหม่ โดยดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้ลงหลักปักฐานในไทยอย่างแท้จริง อาทิ ยกระดับภาคเกษตรไปสู่ Food Tech หรืออาหารแห่งอนาคต การยกระดับภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และที่สำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) สวยๆ อย่างที่ชอบกันเท่านั้น
แต่ต้องผูกเงื่อนไขให้มูลค่าเพิ่มตกในประเทศให้ได้ ทั้งการบังคับใช้ซัพพลายเออร์ในไทย การถ่ายทอดทักษะเทคโนโลยี และการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศให้ได้
